10 โมเมนต์ของ อเกวโร่ ตลอดเส้นทางการค้าแข้ง
"ผมตัดสินใจที่จะเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบาก" หนึ่งในถ้อยคำกล่าวอำลาของ เซร์คิโอ อเกวโร่ หลังจากที่เจ้าตัวเลือกที่จะประกาศแขวนสตั๊ด เนื่องจากปัญหาที่เกี่ยวกับสุขภาพ
ชื่อของ อเกวโร่ คือหนึ่งในนักเตะฝีเท้าเยี่ยมคนหนึ่งของวงการลูกหนัง หลากหลายประตูที่เจ้าตัวรังสรรค์ มากมายโทรฟี่ที่เขาได้สัมผัสวันนี้มันกลายเป็นภาพในอดีตที่สวยงาม และถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้ว
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปย้อนดู 10 โมเมนต์เด่นๆ ของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ตลอดเส้นทางอาชีพการค้าแข้งจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
ชีวิตริ่มต้นบนเส้นทางลูกหนัง
เซร์คิโอ อเกวโร่ เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับทีมท้องถิ่น ก่อนได้รับโอกาสกับสโมสรใหญ่ในประเทศอาร์เจนติน่าอย่าง อินเดเพนเดียนเต้ ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวเพิ่งมีอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าของตัวเองกับทีมในระดับเยาวชน จนกระทั่งเริ่มฉายแววเก่งขึ้นมาก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2003
ช่วงเวลา 3 ปี กับทีมชุดใหญ่ของ อินเดเพนเดียนเต้ ดาวยิงรายนี้ถือว่าทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จากสถิติระบุว่าเจ้าตัวลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 56 นัด ซัดไป 18 ประตู ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดูดีไม่น้อยสำหรับดาวรุ่งที่กำลังเติบโตขึ้นมาประดับวงการ ทำให้ช่วงนั้นเขามีข่าวว่าหลายทีมในยุโรปให้ความสนใจ และตัว อเกวโร่ เอง ก็ตอบสนองอย่างชัดเจนว่าอยากย้ายไปเก็บประสบการณ์ในยุโรป ว่าแล้วจากนั้นไม่นานเขาก็โบกมือลาถิ่นฐานกำเนิดเพื่อไปเผชิญโยกชะตายังดินแดนที่ห่างไกลออกไป
โยกย้ายสู่ยุโรป
ภายหลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับ อินเดเพนเดียนเต้ ช่วงซัมเมอร์ 2006 ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเมื่อได้รับโอกาสโยกย้ายมาค้าแข้งในยุโรปกับ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งทัพ "ตราหมี" จอมควักกระเป๋าจ่ายเงินจำนวน 20 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าตัวของดาวรุ่งจากแดน "ฟ้า-ขาว" ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดของสโมสรในขณะนั้นด้วย
ชีวิตช่วงแรกในแดนกระทิงของ อเกวโร่ ถือว่าไม่ได้ง่ายดายสักเท่าไหร่นัก ซีซั่นแรกในสีเสื้อ แอต.มาดริด เขาซัดประตูไปได้เพียง 6 ตุง ทั้งที่มีโอกาสลงสนามในศึกลาลีกา สเปน ทุกนัด และเป็นตัวจริงมากถึง 25 เกม แต่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดาวยิงวัย 18 จะท้อถอย เขายังคงทำงานหนักต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าดีพอสำหรับการโยกย้ายมาค้าแข้งในยุโรป
ว่าแล้วซีซั่นถัดมาผลงานของ อเกวโร่ ก็ค่อยๆ ฉายแสงความเก่งกาจมายิ่งใหญ่ ภายหลังจัดการซัดไป 27 ประตู จากการลงสนามทุกรายการ 50 นัด ส่วนถ้านับในเฉพาะเกมลีกที่ อเกวโร่ ซัดไปได้ 19 ตุงนั้น เป็นรองเพียงแค่ ดาเนียล กีซา (27 ประตู) กับ หลุยส์ ฟาเบียโน่ (24 ประตู) เพียงเท่านั้น
ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็คงมาตรฐานของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในสุดยอดดาวยิงของลีกในขณะนั้น ชนิดที่เรียกได้ว่ามีอันตรายแบบรอบด้านเลยทีเดียว
ดาวยิงแห่งทัพ "ตราหมี"
อย่างที่กล่าวไปแม้ชีวิตช่วงแรกกับทัพ "ตราหมี" จะไม่ได้ง่ายเท่าไหร่นัก แต่ทว่าพอปรับตัวได้อะไรหลายๆ อย่างเริ่มลงตัว ความเก่งกาจในตัวของ อเกวโร่ ก็เริ่มถูกหยิบนำออกมาใช้ โดยเฉพาะสกิลการยิงประตูที่ต้องยอมรับว่าเขาคือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของ แอต.มาดริด เลยก็ว่าได้
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีกับทีม แม้ความสำเร็จอาจจะไม่ได้เยอะมากมากมายนัก เพราะมีเพียงแชมป์ยูโรปา ลีก กับ ซูเปอร์ คัพ อย่างละสมัย แต่ผลงานของ อเกวโร่ กลายเป็นสิ่งที่แฟนบอลกล่าวขานมากันจนถึงทุกวันนี้ ทุกท่วงท่าเชื่อว่าแฟนบอล แอต.มาดริด คงจำโมเมนต์แบบนั้นได้อย่างขึ้นใจ
234 นัด 102 ประตู ถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยม และน่าโค้งหัวคารวะ แม้ห้วงเวลาท้ายๆ กับทีมจะมีแฟนบอลไม่เห็นด้วยการกับการโบกมือลาสโมสรไป แต่ทว่าอย่างน้อยๆ ตลอดเวลาที่เขาสวมเสื้อลาย "แดง-ขาว" เขาเองก็ทุ่มเท และมอบทุกอย่างให้กับสโมสรแล้ว จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายกับสโมสรแห่งนี้
สร้างตำนานกับ แมนฯ ซิตี้
ซัมเมอร์ 2011 ถึงเวลาแห่งการโยกย้ายอีกครั้งของ อเกวโร่ คราวนี้เขาเลือกไปค้าแข้งในอังกฤษ กับสโมสรที่ ณ ขณะนั้นกำลังตั้งไข่ และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการประสบความสำเร็จให้ได้ นั้นก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทุ่มเงิน 35 ล้านปอนด์ แลกกับดาวยิงที่ฟอร์มกำลังร้อนแรง
ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับคือทัพ "เรือใบสีฟ้า" ในตอนนั้นไม่ได้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ หรือคว้าแชมป์มาครองได้บ่อยครั้ง แต่ทว่ากำลังอยู่ในยุคที่กำลังพัฒนาก้าวไปข้างหน้า พร้อมทุ่มเงินซื้อนักเตะระดับซูปเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีมหลายคนนอกจาก อเกวโร่ แล้วในซัมเมอร์ก่อนหน้านั้นพวกเขาเพิ่งสอย เอดิน เชโก้, ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา หรือ เจมส์ มิลเนอร์ เข้ามาสู่ทีม
ฉะนั้นแล้วชื่อของ อเกวโร่ ก็ไม่ต่างอะไรกับจุดเริ่มต้นกับความสำเร็จ และความยิ่งใหญ่ของ แมนฯ ซิตี้ ในตอนนี้ที่พวกเขาสร้างชื่อ โกยความสำเร็จมาสู่สโมสรได้อย่างมากมาย อีกทั้งปัจจุบัน อเกวโร่ ยังนั่งแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรด้วยจำนวน 260 ประตู และคงยากพอสมควรที่จะหาใครมาถลุงประตูแซงหน้าเขาไปได้
ประตูแห่งความทรงจำ
ถ้าจะถามหาโมเมนต์ที่ดีที่สุดของ อเกวโร่ กับ แมนฯ ซิตี้ ว่ามีอะไรบ้างนั้นมันคงจะเยอะมากมายเต็มไปหมด แต่ถ้าจะให้เลือกมาสัก วีรกรรม เชื่อเหลือเกินว่าประตูชัยที่ซัดใส่ ควีนพาร์ค เรนเจอร์ จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด เพราะนั้นคือประตูประวัติศาสตร์ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างแท้จริง
โดยเกมดังกล่าวเกิดขึ้นในนัดสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ แมนฯ ซิตี้ ที่กำลังคั่วแชมป์อยู่นั้นเปิดบ้านพบกับ ควีนพาร์ค ด้วยข้อแม้ในเกมนั้นที่ "เรือใบสีฟ้า" ต้องเก็บชัยชนะให้ได้สถานเดียว เพื่อพุ่งชนแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของสโมสร
นาฬิกาบอกเวลาว่าได้เข้าสู่ช่วงนาทีที่ 93.20 สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ที่ 2-2 แน่นอนถ้านกหวีดยาวลั่นขึ้นมาพวกเขาจะอกหักในทันที และจะเป็นเพื่อนบ้านร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สอยแชมป์ไปครอง แต่ในทันใดนั้น มาริโอ บาโลเตลลี่ ก็บรรจงไหลบอลให้ อเกวโร่ หลุดเข้าไปซัดด้วยอีขวาบอลผ่านมือนายทวารคู่แข่งเข้าไป เสียงพากย์ของผู้บรรยายในวันนั้นยังคงติดหู "Aguerooo oo ooo" ประวัติศาสตร์ได้จารึก เขาคือคนที่พาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกของสโมสรได้อย่างยิ่งใหญ่
ทริปเปิ้ลแชมป์บอลอังกฤษ
หนึ่งในเกียรติยศสูงสุดของ อเกวโร่ ในสีเสื้อของ แมนฯ ซิตี้ เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 2018-19 ในการพาต้นสังกัดกวาดทุกแชมป์ในอังกฤษ ไล่ตั้งแต่พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ
โทรฟี่แรกที่ได้มาครองในซีซั่นนั้นคือ ลีก คัพ ที่ตลอดเส้นทางพวกเขาแทบไม่ได้เจองานที่ยากมากนักไล่มาตั้งแต่ อ็อกฟอร์ด ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, เลสเตอร์ ซิตี้, บอร์ตัน อัลเบี้ยน ก่อนที่ในรอบชิงชนะเลิศจะเอาชนะ เชลซี ไปได้ในการดวลจุดโทษ ซึ่งในรายการนี้ อเกวโร่ มีส่วนรวม 1 ประตู และได้อยู่ในสนามครบ 120 ในเกมนัดชิงชนะเลิศด้วย
ต่อกันที่เอฟเอ คัพ ที่ต้องบอกว่าเป็นถ้วยที่พวกเขาไม่ได้เจอกับทีมระดับท็อปเลยไล่ตั้งแต่รอบ 4 พบกับ ร็อตเธอร์แฮม ต่อด้วย เบิร์นลี่ย์, นิวพอร์ต เคาน์ตี้, สวอนซี ซิตี้, ไบร์ทตัน และรอบชิงก็ไม่ได้ระบมหัวแม่เท้าเท่าไหร่นักจัดการสอย วัตฟอร์ด ขาดลอย 6-0 ในรูปแบบที่ อเกวโร่ ได้นั่งเป็นเพียงผู้ชมอยู่ข้างสนามเท่านั้น
ส่วนในพรีเมียร์ลีก อาจต้องลุ้นกันเหนื่อยจนวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าป้ายด้วยการเบียด ลิเวอร์พูล เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ส่วนผลงานของ อเกวโร่ ในเกมลีกนั้นอยู่ที่ 21 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 33 เกม
นอกจากนั้นพวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกแห่งอังกฤษที่สามารถเดินหน้าล่าถ้วยในประเทศมาครองได้ทั้ง 3 ใบในฤดูกาลเดียว
14 โทรฟี่แชมป์กับ "เรือใบสีฟ้า"
หนึ่งในเครื่องยืนยัน และการันตีถึงการประสบความสำเร็จของนักฟุตบอลคงอยู่ที่จำนวนโทรฟี่แชมป์ที่คว้าเชยชม ซึ่งตลอด 10 ปี ของ อเกวโร่ กับ แมนฯ ซิตี้ เขาสามารถพาสโมสรแห่งนี้พุ่งความสำเร็จคว้าแชมป์มาครองได้มากถึง 13 โทรฟี่ ประกอบไปด้วย พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีก คัพ 5 สมัย และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 สมัย
แน่นอนจากตัวเองดังกล่าว ในทุกๆ ความสำเร็จของทีมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อเกวโร่ คือจิ๊กซอว์คนสำคัญที่พาเรือลำนี้แล่นฉิว กอบโกยความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่แปลกที่แฟนบอลต่างยกย่องให้เขาคือไอคอนของสโมสรแห่งนี้ และเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของทีม
ความสำเร็จในนามทีมชาติ
หนึ่งสิ่งที่ อเกวโร่ ประสบความสำเร็จในชีวิตค้าแข้งนอกจากในระดับสโมสรแล้ว คงเป็นเวทีระดับชาติที่เขาเพิ่งคว้าแชมป์โคปา อเมริกา ร่วมกับทัพ "ฟ้า-ขาว" เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งนั้นคือแชมป์แรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ของเขาที่คว้ามาเชยชมได้สำเร็จ
แต่ทว่าถ้าพูดถึงแชมป์ในระดับชุดเล็ก อเกวโร่ เองก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวเคยเถลิงบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ได้ถึง 2 ครั้ง คือในปี 2005 และ 2007 รวมไปถึงเหรียญทองโอลิมปิกเมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นทัพ "ฟ้า-ขาว" ชุดรวมดาวจริงๆ เพราะเต็มไปด้วยเหล่านักเตะชื่อดังไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี่, อังเคล ดิ มาเรีย, ฮาเวียร์ มาสเคลาโน่ หรือ เอเกเซล ลาเวซซี่
ส่วนสถิติในนามทีมชาติชุดใหญ่ของ อเกวโร่ ลงสนามไปทั้งหมด 101 นัด ซัดไป 41 ประตู รั้งเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 3 เป็นรองเพียง ลิโอเนล เมสซี่ (80 ประตู) กับ กาเบรียล บาติสตูต้า (54 ประตู) เพียงเท่านั้น
ย้ายสู่ บาร์เซโลน่า
ภายหลังหมดสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2021 ที่ผ่านมา อเกวโร่ ตัดสินใจย้ายกลับไปค้าแข้งในประเทศสเปนอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้เป็นการสวมเครื่องแบบบของ บาร์เซโลน่า ซึ่งแท้จริงการย้ายมายังทัพ "อาซูลกราน่า" ปัจจัยสำคัญคือการได้เล่นเคียงข้างกับเพื่อนสนิทกับ ลิโอเนล เมสซี่ แต่ทว่ากลายเป็นสวนทางกัน เพราะ เมสซี่ ก็ดันหมดสัญญา และเก็บกระเป๋าย้ายออกจากทีมแบบช็อคแฟนบอลเป็นอย่างมาก
ปัจจุบัน อเกวโร่ ในวัย 33 ปี ได้รับสัญญากับ บาร์เซโลน่า จนถึงปี 2023 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็คงเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพค้าแข้งแบบสุดๆ แล้ว และแน่นอนว่าทางเลือกในตอนนั้นคงมีไม่มากนักว่าจะหันหลังให้กับอาชีพค้าแข้ง หรือย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิด เพื่อปิดฉากชีวิตลูกหนัง
แต่ทว่าเรื่องราวกลับไม่ได้เป็นไปในรูปแบบนั้นตามที่ได้คาดการณ์กันเอาไว้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามันช่างโหดร้าย และไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า อเกวโร่ อาจจะต้องอำลาวงการไปอย่างรวดเร็วเนื่องด้วยเรื่องของสุขภาพของตัวเขาเอง
ประกาศแขวนสตั๊ด
"ทุกงานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา" วลีนี้ยังคงใช้งานกับทุกโอกาส และล่าสุด อเกวโร่ ก็ถูกบรรจุอยู่ในนั้นเป็นที่เรียบร้อย ภายหลังประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการด้วยวัย 33 เนื่องจากเจ้าตัวมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และระบบหายใจ ซึ่งอาการนั้นมันมาปรากฎขึ้นในเกมที่เจ้าตัวลงเล่นให้ทัพ "อาซูลกราน่า" พบกับ อลาเบส เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ซึ่งการเลือกแขวนสตั๊ดนั้นคงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเจ้าตัว เพื่ออย่างน้อยจะได้รักษาชีวิตของเขาไว้ แม้การหันหลังให้วงการลูกหนังคราวนี้จะรวดเร็วแบบกะทันหัน แต่สิ่งที่เขาทำมาตลอดเส้นทางมันก็ยิ่งใหญ่เพียงพอให้แฟนบอลได้จดจำในฐานะนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ของวงการ
อีกหนึ่งนักเตะที่ยอดเยี่ยมของโลกลูกหนัง.... เซร์คิโอ อเกวโร่
- Paolinho -