ประเด็นหลังเกม หงส์แดง สะดุดบุกไปพ่าย เลสเตอร์
น่าจะเป็นค่ำคืนที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ช้ำใจไม่ใช่น้อยกับการบุกไปพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 เป็นแมตช์ส่งท้ายปีที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์มากเท่าไหร่นัก ทั้งที่ตลอด 90 นาที พวกเขาเป็นฝ่ายเดินหน้าบุก และมีโอกาสจบสกอร์อยู่หลายครั้ง
ซึ่งจากความพ่ายแพ้ในเกมนี้ส่งผลให้ทัพ "หงส์แดง" มีโอกาสถูกจ่าฝูงอย่าง แมนฯ ซิตี้ ทิ้งแต้มหนีห่างออกไปไม่ใช่น้อย ส่วนเรื่องรายละเอียดในเกมจะเป็นยังไง มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ขอบสนาม เราได้รวบรวมมาให้ได้ชมกันแล้ว
การจัดทัพ
เริ่มต้นกันที่การจัดทัพต้องบอกว่าเป็นทางฝั่ง เลสเตอร์ ที่น่าปวดหัวมากเหลือเกินในลิสต์นักเตะบาดเจ็บมีมากมาย เกมนี้ทางด้าน เบรนดอน ร็อดเจอร์ส เลยจัดการปรับโฉมจากเกมที่บุกพ่าย แมนฯ ซิตี้ 6-3 เมื่อสุดสัปดาห์เล็กน้อย คู่ปราการหลังตัวกลางเลือกใช้ วิลฟรีด เอ็นดีดี้ จับคู่ ดาเนียล อมาร์ตี้ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่ต่างไม่ใช่เซ็นเตอ์ฮาร์ฟอาชีพ ส่วนที่เหลือก็นำทัพมาโดย ติโมธี คาสตาญ, เจมี่ วาร์ดี้, เจมส์ แมดดิสัน และ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่
ข้ามมาที่ฝั่ง "หงส์แดง" ที่ไม่ได้ลงเล่นเมื่อลีกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลือกใช้บริการโจเอล มาติป จับคู่ปราการหลังกับ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ส่วนทางฝั่งแบ็คซ้ายที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ติดโทษแบน ก็ถูกแทนที่ด้วย คอสตาส ซิมิคาส แดนกลางมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยด้วยการส่ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง คุมแดนกลางร่วมกับ ฟาบินโญ่ และ เฮนเดอร์สัน ส่วน 3 ประสานแดนหน้ายังคงเดิมคือ มาเน่, ซาลาห์ และ โชต้า
รูปเกม
ต้องบอกว่ารูปเกมตลอด 90 นาทีก็เป็นไปอย่างที่ถูกคาดหวังไว้ก่อนเกมคือทางฝั่งผู้มาเยือนอย่าง ลิเวอร์พูล จะเปิดฉากเดินหน้าบุกเข้าใส่ เนื่องด้วยพละกำลังที่สดกว่าได้พักมากกว่ากว่า แถมตอนนี้ทัพ "สุนัขจิ้งจอก" กำลังอยู่ในช่วงที่เป๋ แถมผู้เล่นบาดเจ็บเยอะน่าจะถูกแนวรุกสุดร้อนแรงของ "หงส์แดง" บดขยี้
ซึ่งจะว่าไปจุดเปลี่ยนของเกมนี้ก็มาอย่างรวดเร็วดีเหลือเกินเมื่อ เอ็นดีดี้ ไปเกี่ยว ซาลห์ ล้มลงไปในกรอบเขตโทษ ซึ่งผู้ตัดสินที่เห็นเหตุการณ์แบบชัดเจนก็เป่านกหวีดพร้อมชี้นิ้วว่าเป็นจุดโทษ แต่เดชะบุญดาวยิงชาวอียิปต์ยิงไปติดเซฟของ แคชเปอร์ ชไมเคิ่ล พอจะมาตามซ้ำก็ดันโหม่งไปชนคานเสียอีก ทำให้ไม่ได้ประตูขึ้นนำแบบน่าเสียดาย และจากสถิติระบุว่านี่คือการพลาดจุดโทษเป็นครั้งแรกของ ซาลาห์ ในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 อีกด้วย
ก่อนที่หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ยังคงเดินหน้าหวังเอาประตูขึ้นนำให้ได้ แต่ทว่าด้วยความเฉียบขาดที่หายไป บวกกับฟอร์มการเซฟที่ยอดเยี่ยมของ ชไมเคิ่ล ทำให้ เลสเตอร์ รอดตายอยู่หลายครั้ง
จนกระทั่งเจ้าบ้านมาได้ทีเด็ดจากแข้งสำรองอย่าง อเดโมล่า ลุคแมน ที่สวมบทซูเปอร์ซัพหลุดเข้าไปสอยประตูขึ้นนำ และเป็นประตูชัยให้ เลสเตอร์ คว้าชัยชนะสุดสำคัญมาครองได้สำเร็จ
ส่วนเรื่องสถิติหลังเกมต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ข่มมิดทุกอณู เป็นรองเพียงตัวเลขบนสกอร์บอร์ดเท่านั้น ทัพ "หงส์แดง" สร้างสรรค์โอกาสยิงประตูได้มากถึง 21 ครั้ง รวมไปถึงครองบอลได้ 63% แต่ทว่าไม่อาจเจาะตาข่ายของเจ้าบ้านได้ จนกลายเป็นครั้งแรกในรอบ 35 นัดที่พวกเขาไม่อาจยิงประตูได้
ส่วนทางฝั่ง เลสเตอร์ เองก็ต้องชื่นชมพวกเขาเหมือนกันที่สามารถรับมือ กับแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่เกมนี้ขุมกำลังพิการไปเกือบครึ่งทีม อีกทั้งยังใช้โอกาสไม่เปลืองในการเผด็จศึก พร้อมเอาชัยชนะมาครองได้สำเร็จ
ค่ำคืนนี้ไม่ใช่ของ หงส์แดง
อย่างที่กล่าวไปว่าเกมนี้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสทำประตูอยู่หลายครั้งแต่ทว่ากลับเอาโอกาสเหล่านั้นไปโยนทิ้งแม่น้ำซะส่วนใหญ่ ทั้งยิงทิ้งยิ้งขว้าง และไร้ประสิทธิภาพไปกันเอง และเมื่อมองไปที่ภาพรวมกลายเป็นเกมที่นักเตะทัพ "หงส์แดง" เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานแทบจะทุกคน
แม้ในช่วงครึ่งหลัง เจอร์เก้น คล็อปป์ จะพยายามแก้เกม และเติมรุกเพื่อเปิดเกมบุกให้ได้มากที่สุดทั้งเลือกถอดกองกลางอย่าง เฮนเดอร์สัน ออก และส่งกองหน้าอย่าง ฟีร์มีโน่ ลงไปเล่นแทน รวมไปถึงอีก 2 โควต้าที่เลือกใช้บริการของ นาบี เกอิต้า และ เจมส์ มิลเนอร์ แต่ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้
ฉะนั้นแล้วไม่แปลกถ้าจะบอกว่านี่ค่ำคืนเกมนัดสุดท้ายของปีที่ไม่ค่อยสวยงามน่าจดจำมากเท่าไหร่นักของพลพรรค "เดอะ ค็อป" ทั้งเรื่องของรูปเกม, มาตรฐานผู้เล่น, ผลการแข่งขัน รวมไปถึงจังหวะจุดโทษของ โม ซาลาห์
แคชเปอร์ ชไมเคิ่ล
อย่างที่เรารู้กันว่าชื่อชั้น และฝีไม้ลายมือของ แคชเปอร์ ชไมเคิ่ล นั้นไม่ธรรมดา และคงเป็นอีกเกมที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาที่งัดศักยภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเซฟจุดโทษสำคัญพาทีมรอดพ้นจากการเสียประตู และเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่ให้เป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ช่วงต้นเกม
แน่นอนว่าช็อตเซฟจุดโทษนั้นมันกลายเป็นพลิกโฉมของเกมไปเลย ลองนึกสภาพว่าถ้า ลิเวอร์พูล ขึ้นนำไปตั้งแต่ช่วง 16 นาทีแรก โฉมหน้าของเกมต่อจากนั้นน่ากลับตาลปัตรไปอีกแบบ แต่พอ ซาลาห์ ทำไม่ได้ ทุกอย่างเลยออกมาในรูปแบบที่เห็น
ส่วนรายละเอียดในเกมถ้าใครได้ดูการถ่ายทอดสดจะเห็นว่า ชไมเคิ่ล สามารถปัดป้องเกมรุกของทัพ "หงส์แดง" ไม่แบบทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะขึ้นโขกของ เฮนเดอร์สัน ที่เจ้าตัวยืนปิดเสาแรกได้อย่างยอดเยี่ยม ไหนจะลูกยิงจ่อๆ ของ ซาลาห์ ที่เขาออกไปปิดมุมได้ทันเวลา รวมไปถึงจังหวะเซฟลูกยิงของ ฟาน ไดค์
หลังจบเกมสถิติบ่งบอกว่าเขามีโอกาสเซฟไปถึง 4 ครั้ง พร้อมเก็บคลีนชีตได้สำเร็จ ซึ่งด้วยผลงานแบบนี้ทำให้เขาได้รับเสียงโหวตจากแฟนบอลให้เป็น "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" และฮีโร่ของเหล่าขุนพล "สุนัขจิ้งจอก" ในเกมนี้
โอกาสถูก ซิตี้ ทิ้งห่าง
สืบเนื่องจากความพ่ายแพ้นี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถทำคะแนนไล่จี้จ่าฝูงอย่าง แมนฯ ซิตี้ ได้ และยังคงตามหลังอยู่ 6 คะแนน เหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนว่ามีโอกาสไม่ใช่น้อยที่จะถูกฉีกหนีห่างออกไป เพราะทัพ "เรือใบสีฟ้า" มีโปรแกรมลงสนามในค่ำคืน (29 ธ.ค.) นี้ ด้วยการยกพลบุกไปเยือน เบรนท์ฟอร์ด ทีมน้องใหม่สุดไฉไล
ซึ่งถ้าว่ากันตามหน้าเสื่อต้องยอมว่ารับมีโอกาสไม่น้อยที่ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 เป็น 9 คะแนน แม้จะลงสนามมากกว่า 1 เกม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ใช่เพียงเรื่องของคะแนนที่ทิ้งห่าง แต่มันรวมไปถึงเรื่องของโมเมนต์ตั้ม และสภาพจิตใจที่ต่างกันลิบลับระหว่างผู้นำ กับผู้ตาม
แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางลุ้นแชมป์ยังเหลืออีกมากถึงครึ่งทาง มันยังไม่อาจการันตีอะไรที่แน่นอนได้เลย ฉะนั้นแล้วนี่คงเป็นอีกซีซั่นที่แชมป์พรีเมียร์ลีกต้องดูกันยาวๆ เพราะถ้าใครเกิดสะดุดขึ้นมาสักเกมอาจพลิกผันสถานการณ์ไปจากเดิมได้เหมือนกัน
- Paolinho -