ฉากอำลา! โมเมนต์เด่นของ โอบาเมยอง ในสีเสื้อ อาร์เซน่อล
กลายเป็นอดีตต่อกันเรียบร้อยแล้วสำหรับ อาร์เซน่อล กับ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ภายหลังทางฝั่ง ปืนใหญ่ ได้ทำการประกาศแยกทางอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อค่ำคืน (1 ก.พ.) ที่ผ่านมา
ย้อนกลับไป โอบาเมยอง ถือว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอมากที่สุดคนหนึ่งของทัพ "ปืนใหญ่" นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพช่วงเดือนมกราคม 2018 แต่ทว่าด้วยเรื่องราวต่างๆ ทำให้สุดท้ายต่างฝ่ายต้องแยกกันไปเดินตามทางของตัวเอง
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปชมโมเมนต์เด่นๆ ของหัวหอกวัย 32 ปี ในสีเสื้อ อาร์เซน่อล ว่านับตั้งแต่วันแรก จนถึงวันเลิกรามีเหตุการณ์ไหนบ้างที่อยู่ในความทรง
ความหวังในการทำประตู
ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 2017-18 สิ่งที่ อาร์เซน่อล ต้องการสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มคือผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้า แม้ในช่วงเวลานั้นพวกเขาจะมีจอมกระหน่ำประตูอยู่หลายรายไม่ว่าจะเป็น อเล็กซองเดร ลากาแซตต์, โอลิวิเยร์ ชิรูด์, อเล็กซิส ซานเชซ หรือ แดนนี่ เวลเบ็ค อยู่ในทีมก็ตาม แต่ทว่าก็ต้องการเสริมทัพให้แกร่งมากกว่าเดิม
ฉะนั้นพวกเขาจึงเดินหน้าทาบทาม โอบาเมยอง ที่ตอนนั้นคือดาวยิงฟอร์มแรงของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อนที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ปิดดีลได้ตัวมาครองในวันสุดท้ายของตลาดเดือนมกราคม พร้อมค่าตัว 65 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสร ณ เวลานั้นด้วย
แน่นอนการเข้ามาของหัวหอกชาวกาบองย่อมถูกคาดหวังจากแฟนบอลว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นตั้งแต่ขวบปีแรก แม้จะย้ายมากลางฤดูกาลแต่เจ้าตัวก็จัดการซัดในเกมลีกไปได้ถึง 10 ประตู จากการลงสนาม 13 นัด รั้งในชาร์ตดาวซัลโวเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียง ลากาแซตต์ เพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนในซีซั่นต่อๆ มาชื่อของ โอบาเมยอง ก็ยังคงร้อนแรงเหมือนเดิม แถมซัดกระจายจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าขวัญใจของทีม จากทั้งผลงานที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม บวกลีลาสุดเร้าใจในการประสานเกมรุกกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก
ถ้าจะถามหาฤดูกาลที่ดีที่สุดของ โอบาเมยอง ในสีเสื้อ อาร์เซน่อล คงจ้องเป็นในฤดูกาล 2018-19 หรือซีซั่นที่ 2 ในสีเสื้อ "ปืนใหญ่" นั้นเอง แม้ในเรื่องของทีมจะไม่สามารถคว้าแชมป์มาเชยชม แต่สำหรับหัวหอกรายนี้คงเป็นผลงานที่สุดร้อนแรง จนสามารถคว้าดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จ
โดยในซีซั่นดังกล่าวดาวซัลโวของศึกพรีเมียร์ลีกถูกจารึกชื่อไว้ทั้งหมด 3 ราย ประกอบไปด้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ที่จำนวน 22 ประตู
ซึ่งในเคสของ โอบาเมยอง เขาคือนักเตะ อาร์เซน่อล คนแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2011-12 ที่สามารถคว้าดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จ โดยคนล่าสุดที่ทำได้คือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ที่จำนวน 30 ประตู
นอกจากดาวซัลโวแล้วในฤดูกาลดังกล่าวถือว่าผลงานส่วนตัวของเขาร้อนแรงเกินต้านมากจริงๆ อีกทั้งยังช่วยยกระดับเกมรุกของทีมประสานกับ ลากาแซตต์ ได้อย่างลงตัว แต่ถ้าจะเรื่องผิดพลาดคงเป็นผลงานของทีมแม้จะเข้าไปได้ถึงรอบชิงชนะเลิศศึกยูโรปาลีก แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ เชลซี ไปอย่างเจ็บปวด ส่วนในเกมลีกก็จบเพียงอันดับ 5 อดไปลุยศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการมีแต้มน้อยกว่าอันดับ 4 อย่าง สเปอร์ส เพียงคะแนนเดียว
ส่วนผลงานโดยรวมซีซั่นดังกล่าว โอบาเมยอง จัดการกระหน่ำไป 31 ประตู จากการลงสนาม 51 เกม ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่สวยงามไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับกองหน้าจากกาบองรายนี้
กัปตันทีม
แม้จะใช้เวลาร่วมกับทีมได้ไม่นาน แต่ด้วยความเป็นผู้นำในสนาม รวมไปถึงความเหมาะสมต่างๆ ทำให้ โอบาเมยอง ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมทัพ "ปืนใหญ่" ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2019-20 เนื่องด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง
ย้อนกลับในช่วงเวลาดังกล่าว อาร์เซน่อล มี กรานิต ชาก้า สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมอยู่แล้ว แต่ทว่าด้วยความประพฤติที่ไม่เหมาะสมในการตอบโต้แฟนบอลแบบในช่วงเกมที่ทีมเปิดบ้านพบกับ คริสตัล พาเลซ ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน อูไน เอเมรี่ กุนซือของทีม ณ ขณะนั้นตัดสินใจริบปลอกแขนจากมิดฟิลด์สายฮาดแมนรายนี้
ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานจะบรรจงมอบให้กับ โอบาเมยอง ในการสวมใส่ลงสนาม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ ของหัวหอกรายนี้ในการเป็นผู้นำในสนาม อีกทั้งในเรื่องของผลงานทั้งส่วนตัว และทีมในซีซั่นดังกล่าวก็ถือว่าดำเนินไปได้อย่างสวยงาม และอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อีกด้วย
แชมป์เอฟเอ คัพ
อย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าฤดูกาล 2019-20 ของ โอบาเมยอง ถือว่าสวยงามไม่ใช่น้อย ทั้งในเรื่องของการได้ตำแหน่งกัปตันทีม แถมผลงานส่วนตัวในเรื่องการทำประตูยังคงความสม่ำเสมอเอาไว้ รวมไปถึงทัพ "ปืนใหญ่" สามารถกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ และเป็นอีกครั้งที่เขาจะได้ลุ้นความสำเร็จแรกกับทีม
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น โอบาเมยอง มีส่วนร่วมกับทีมในรายการดังกล่าวเพียง 2 เกมเท่านั้น ส่วนตั้งแต่รอบ 3 จนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเจ้าตัวเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น แต่ทว่าการมีส่วนร่วม 2 นัดของเขาถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก จนสามารถใช้คำว่าฮีโร่ของทีมก็คงจะไม่ได้มากจนเกินไป
เริ่มจากรอบรองชนะเลิศ โอบาเมยอง จัดการซัด 2 ประตู ใส่ แมนฯ ซิตี้ พาทีมกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปดวลกับ เชลซี ได้สำเร็จ ว่าแล้วเจ้าตัวก็กระหน่ำอีก 2 ตุง พาทีมเข้าวินคว้าชัยเหนือทัพ "สิงห์บลูส์" ไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 เถลิงบัลลังก์แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งนี่คือความสำเร็จแรกของเขากับพลพรรคทัพ "ปืนใหญ่" อีกด้วย
ส่วนผลงานในซีซั่นดังกล่าวเขาจัดการสอยประตูคู่แข่งไปได้มากถึง 29 ประตู จากการลงสนามทุกรายการ 44 นัด แม้จะไม่เทียบเท่าฤดูกาลก่อนหน้า แต่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถิติที่ยอดเยี่ยม และรักษาผลงานมาตรฐานของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างดี
หนึ่งในยอดดาวยิงของทีม
ถ้าจะถามหากองหน้าที่ดีที่สุดของ อาร์เซน่อล แฟนบอลหลายคนคงชี้เป้าไปที่ เอียน ไรซ์, เธียร์รี่ องงรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ หรือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เพราะด้วยท่วงท่าลีลาการกระหน่ำประตูไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่าเป็นเบอร์ต้นๆ
แต่กับ โอบาเมยอง แม้จะมีช่วงเวลากับทีมไม่ได้มากมายนัก ทว่าถ้าย้อนไปดูค่าเฉลี่ยการยิงประตู จะพบว่านี่คือหนึ่งในดาวยิงที่ดีคนหนึ่งของสโมสรเลยก็ว่าได้
2017-18 : ลงสนาม 14 นัด ยิง 10 ประตู **ครึ่งซีซั่น
2018-19 : ลงสนาม 51 นัด ยิง 31 ประตู
2019-20 : ลงสนาม 44 นัด ยิง 29 ประตู
2020-21 : ลงสนาม 39 นัด ยิง 15 ประตู
2021-22 : ลงสนาม 15 นัด ยิง 7 ประตู **ครึ่งซีซั่น
รวมแล้วตัวเลข 92 ประตู จาก 163 นัด ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก อาจมีบ้างในห้วงเวลาที่พร้อมสะดุดห่างหายจากการยิงประตู แต่ทว่าสุดท้ายเขาก็จะกลับมาอยู่ในมาตรฐานเดิมของตัวเองตลอด และสามารถเป็นนักเตะความหวังในทำประตูของทีมได้อยู่เสมอ
สุดท้ายภาพการจากลาในวันนี้อาจไม่ได้สวยงามมากนัก จากเหตุการณ์ต่างๆ จนอาจไม่ได้เป็นที่รักของแฟนบอลอย่างเมื่อวันวาน
แต่ถ้ามองกันไปที่ตัวผลงานแบบเพียวๆ สิ่งที่ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในนักเตะที่เป็นยอดดาวยิงของสโมสรแห่งนี้ อีกทั้งยังสามารถพาทีมประสบความสำเร็จคว้าโทรฟี่มาเชยชม
ในวันที่ต้องแยกย้ายกลายเป็นคนอื่น
ในวันที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ไม่ใช่นักเตะของ อาร์เซน่อล อีกต่อไป ...
- Paolinho -
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม