ซึ่งนี่กลายเป็นเกมนัดชิงฯ ที่มีอัตราความันแบบสุดแรงถีบ แถมมีเรื่องราวมากมายให้ได้พูดถึงทั้งก่อนเกม ระหว่างเกม และหลังเกม

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจึงได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจจากเกมเมื่อค่ำคืนมาให้ได้ชมกัน ซึ่งจะมีเรื่องราวอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย

ติอาโก้ เจ็บตอนวอร์ม


ย้อนกลับไปตอนที่ไลน์อัพของทั้ง 2 ทีมถูกประกาศออกมาให้แฟนบอลได้รับทราบกัน ถือว่าเป็นการจัดหนัก ใส่เต็มของกุนซือทั้งสองฝั่ง เชลซี ของ โธมัส ทูเคิ่ล จัดการยัดอาวุธหนักเท่าที่มีอยู่ลงสนามทั้งหมด ส่วน "หงส์แดง" ของ เจอร์เก้น คล็อปป ก็ใส่ผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามเพื่อหวังเผด็จศึกคว้าแชมป์มาครองให้ได้เช่นกัน

แต่ทว่าก่อนเริ่มเกมเมื่อสัญญาณถ่ายทอดสดปรากฎขึ้น กลับเห็นภาพของ ติอาโก้ อัลคันตาร่า นั่งร้ำไห้อยู่บริเวณข้างสนาม โดยมี อลิสซอน คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ทั้งนี้เจ้าตัวมีชื่อออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง แต่ทว่าดันมาได้รับบาดเจ็บตอนอบอุ่นร่างกาย สุดท้ายไม่อาจฝืนลงเล่นได้ ทำให้ทีมต้องส่ง นาบี กิเอต้า ลงสนามไปเล่นแทน

แน่นอนว่าภาพที่ออกมามันน่าสงสาร ติอาโก้ แบบจับใจ เขาเองคงเฝ้ารอการลงสนามเกมสำคัญ ในเกมที่มีโทรฟี่แชมป์เป็นเดิมพัน แต่ทว่าต้องมาผิดหวังด้วยอากาบาดเจ็บที่ไม่คาดคิด แต่ทว่าบทสรุปตำแหน่งแชมป์ของทีมคงน่าจะช่วยหล่อเลี้ยงความเต็มปวดเหล่านั้นไปได้บ้างไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

 

ประเด็นหลังเกม หงส์แดง เข้าวิน คว้าแชมป์ลีก คัพ ไปครอง

ตัวเลือกตำแหน่งนายทวาร

ก่อนเกมนี่คือประเด็นสำคัญที่แฟนบอลให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่านายใหญ่ทั้ง 2 ทีม จะเลือกผู้รักษาประตูคนไหนลงทำหน้าที่เฝ้าหว่างเสาในเกมที่สุดสำคัญแบบนี้ 

ผลสรุปทางฝั่ง คล็อปป์ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าเขาจะเปิดทาง และให้โอกาสกับ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ที่ลงเฝ้าเสาเป็นตัวหลักในการแข่งขันรายการนี้ ซึ่งพอถึงวันแข่งขันนายใหญ่ชาวเยอรมันก็ยึดมั่นในสัญญาให้นายด่านวัย 23 ปีลงเฝ้าเสา ซึ่งเขาเองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีดีมากพอสำหรับการได้รับโอกาส มีจังหวะเซฟในเกมสวยๆ อยู่หลายครั้ง และตอนยิงจุดโทษนั้นก็เป็นเพชรฆาตที่นิ่งดีเหลือเกิน

ข้ามมาที่ฝั่ง เชลซี ก่อนเกมจะเริ่ม ทูเคิ่ล เองก็ลังเลไม่น้อยว่าจะส่งใครลงไปเฝ้าเสาดี แต่ทว่าในทัวร์นาเมนต์นี้ 5 เกมที่ผ่านมา เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ได้โอกาสลงสนามทั้งหมด และเป็นฮีโร่พาทีมกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ทว่าพอถึงวันแข่งขัน โอกาสกลับถูกส่งมอบไปยัง เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ได้เฝ้าเสาตลอด 120 นาทีในเกมนี้ ก่อนที่นายด่านเลือดสเปนจะได้โอกาสลงมาป้องกันประตูช่วงดวลจุดโทษ 

เกมสุดมันระดับ 5 ดาว

ถ้าจะบอกว่านี่คือนัดชิงชนะเลิศศึกลีก คัพ ที่มีอัตราความันระดับ 5 ดาว มากที่สุดในรอบหลายปีก็คงจะไม่ผิดมากนัก เพราะความดุเดือดของทีมเริ่มต้นตั้งแต่เสียงนกหวีดเป่าเริ่มเกม

ทั้งคู่ต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันชนิดที่แทบไม่ได้หยุดหายใจ เรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลเอนเตอร์เทนอย่างแท้จรอง แฟนบอลในสนามคุ้มค่าต่อการตีตั๋วเข้าไปซึมซับบรรยากาศในสนาม ส่วนแฟนบอลทางหน้าจออย่างเราๆ ถือว่าเป็นห้วงเวลาที่โคตรสนุกกับการดูฟุตบอลที่ต่างฝ่ายต่างงัดไม้เด็ดออกมาในการสู้รบกันบนพื้นสนามหญ้า

ไม่แปลกถ้านี่จะกลายจึงเป็นนัดชิงชนะเลิศที่อยู่ในควาททรงจำของแฟนบอลไปอีกนาน …

และแม้วลีที่ว่า "ไม่มีใครจดจำผู้พ่ายแพ้" แต่เกมนี้ เชลซี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาคือผู้แพ้ที่น่าโค้งหัวคารวะมากที่สุด 120 นาทีที่ไม่ได้เป็นรอง 120 นาทีที่สู้ได้แบบยิบตา และ 120 นาทีที่นำเสนอความเป็น "สิงห์บลูส์" ออกมาได้แบบ 100%

ดวลจุดโทษสุดเข้ม

นี่คงเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลอย่างแท้จริงที่ได้ขีดเขียนเรื่องราวดราม่าตลอด 120 นาที รวมไปถึงช่วงดวลจุดโทษ ซึ่งการดวลเป้า 12 หลา นอกจากการฝึกซ้อม, สภาพความพร้อมของหัวใจ ยังคงต้องพึ่งพาการเสี่ยวดวงไม่ใช่น้อย

ทั้งการเลือกฝั่งในการยิง และการได้เป็นฝ่ายที่ได้ยิงก่อน ซึ่งเกมนี้ ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบทั้งเรื่องของฝั่งยิงที่ได้เผชิญหน้ากับกองเชียร์ตัวเอง และโอกาสยิงขึ้นนำ ซึ่งตลอด 10 คน ก่อนดำเนินมาถึงคนสุดท้าย นี่กลายเป็นการดวลจุดโทษที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีใครพลาดแม้แต่คนเดียว

จนกระทั่งมาถึงคนที่ 11 ซึ่งเป็นการดวลกันของนายทวารทั้ง 2 ทีม กลายเป็น ควีวิน เคลเลเฮอร์ ที่โคตรนิ่งยิงเข้าไปแบบมั่นใจ กลับกันกลายเป็น เกปา ที่โดนความกดดันเข้าเล่นงานจนซัดข้ามคานไปไกล ผลลัพธ์ที่ต่างกันเพียงนิดเดียว แต่เป็นตัวตัดสินชัยชนะ และโทรฟี่แชมป์ ในค่ำคืนนี้

ประเด็นหลังเกม หงส์แดง เข้าวิน คว้าแชมป์ลีก คัพ ไปครอง

แชมป์สมัยที่ 9 ของ ลิเวอร์พูล

แชมป์หนนี้กลายเป็นการส่งให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครองได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่จำนวน 9 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาผ่านเข้ามาชิงดำได้ทั้งหมด 13 ครั้ง และสมหวังไปด้วยการคว้าแชมป์ในจำนวนดังกล่าว

ซึ่งครั้งล่าสุดที่พลพรรคทัพ "หงส์แดง" คว้าโทรฟี่ใบนี้มาครองคือเมื่อปี 2012 โดยขุมกำลังที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงวันนี้มีเพียงรายเดียวคือ กัปตันเฮนเดอร์สัน ที่วนกลับมาได้ชูถ้วยใบนี้อีกครั้ง

สุดท้ายขอแสดงความยินดีกับ ลิเวอร์พูล ที่คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ และสมเกียรติเป็นอย่างมาก

ส่วน เชลซี พวกคุณคือผู้แพ้ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด ขอบคุณที่ทำให้เกมนัดชิงชนะเลิศคราวนี้มันออกมาได้โคตรสมบูรณ์แบบ
 

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline