นอกจากนั้นในรายละเอียดตลอด 90 นาที ยังมีประเด็นต่างๆ ให้ได้พูดถึงเยอะพอสมควร ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ขอบสนาม ของเราได้รวบรวมมาให้ได้ชมกันแล้ว

การจัดทัพ

เริ่มที่ฝั่งเจ้าบ้านอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เกมนี้เกิดเรื่องเกิดราวตั้งแต่ก่อนลงสนามที่มีข่าวออกมาว่า ดาบิด เด เคอา มีผลตรวจโควิดเป็นบวกทำให้จะพลาดการลงสนาม แต่อีกไม่กี่นาต่อมาก็มีข่าวออกมาอีกว่าผลที่ออกมานั้นมีการผิดพลาด สรุปนายด่านชาวสเปนสามารถลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมได้

ส่วนในตำแหน่งอื่นๆ รังนิค ปรับทัพจากเกมแพ้ แมนฯ ซิตี้ หลายตำแหน่งแบ็คขวาหันมาใช้งาน ดิโอโก้ ดาโลต์ คู่ปราการหลัง ราฟาเอล วาราน กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง แดนกลางวันนี้เลือก เนมานย่า มาติซ คุมเกมอยู่หน้าแผงเกมรับ ให้ ปอล ป็อกบา กับ เฟร็ด ทำเกมรุก ส่วน 3 ประสานแดนหน้าประกอบไปด้วย เจดอน ซานโช่, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ในรายของ บรูโน่ แฟร์นานเดส ที่ไม่มีชื่อทั้งตัวจริง และสำรอง จากรายงานบอกว่ามีอาการป่วยทำให้พลาดการลงสนามไป

ส่วนฝั่งผู้มาเยือน คอนเต้ จัดหนักส่งทั้ง แฮร์รี่ เคน,ซน ฮึง-มิน, เดยัน คูลูเชฟกี้ ลงสนาม หวังพิชิต 3 คะแนน เพื่อทำแต้มไล่บี้เหล่ากลุ่มบรรดาทีมในท็อปโฟร์เช่นเดียวกัน

จังหวะแฮนด์บอล

เชื่อว่าจังหวะจุดโทษของ สเปอร์ส น่าจะคาใจแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด จำนวนไม่น้อย เพราะจะว่าไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคล้ายกันมากๆ เพราะในช่วงต้นเกมทัพ "ปีศาจแดง" ก็ควรจะได้จุดโทษจากการทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษของ เอริค ดายเออร์ เช่นเดียวกัน แต่ทว่าผู้ตัดสินกลับไม่พิจารณาอะไรเลย แม้กระทั้ง VAR ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยไขข้อสงสัยในจังหวะดังกล่าว

แต่ทว่าในบริบทที่คล้ายกันของ อเล็กซ์ เตลลิส ที่ไปทำแฮนด์บอลในเขตโทษ ว่าแล้วผู้ตัดสินอย่าง โจนาธาน มอสส์ ก็บรรดาจงเป่าลมผ่านนกหวีดมันเสียอย่างงั้น ก่อนที่จะเป็น แฮร์รี่ เคน สังหารเข้าไป

ซึ่งประเด็นที่อยากจะพูดถึงไม่ได้จะออกมาเรียกร้องอะไร แต่อยากให้มองไปที่มาตรฐานของผู้ตัดสิน รวมไปถึงการทำหน้าที่ของผู้ควบคุม VAR เหตุการณ์คล้ายกัน มีการแฮนด์บอลลักษณะเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาดันแตกต่างกันเสียอย่างงั้น

วันของพี่โด้! หลังเกม แมนยูฯ เปิดบ้านเอาชนะ สเปอร์ส

ค่ำคืนของพี่โด้

คงต้องบอกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือพระเอกในค่ำคืนนี้อย่างแท้จริง ภายหลังเกมที่แล้วในศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ พี่แกหายหน้าไปเสียอย่างงั้นจากอาการบาดเจ็บบริเวณสะโพก กลับมานัดนี้เหมือนจะมีแรงกะปรี้กะเปร่ามากเหลือเกิน คล้ายความฟิตเต็มถัง วิ่งลงมาล้วงบอล แถมทำประตูได้อย่างดุเดือด

ประตูขึ้นนำก็มาจากการซัดไกลของเจ้าตัวบอลพุ่งกระทบตาข่ายอย่างสวยงาม ประตูที่สองต้องชื่นชมตั้งแต่ เนมานย่า มาติซ ที่วางให้ เจดอน ซานโช่ หลุดเข้าไปก่อนปาดเข้ากลางให้ "พี่โด้" ชาร์ตจ่อๆ แบบไม่เหลือ ประตูนี้นอกจากจะชมคนยิงแล้ว อยากจะยกย่องวิสัยทัศน์ของ มาติซ เหลือเกิน กับการกล้าวางบอลในลักษณะดังกล่าว เพราะขืนเป็น แม็คโทมิเนย์ เชื่อเหลือเกินจังหวะแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น

ก่อนที่เจ้าของโค้ดเนม CR7 จะมาโขกประตูชัยให้ทีมในช่วงท้ายเกม พร้อมทำแฮตทริกครั้งที่ 59 ตลอดอาชีพการค้าแข้งของเขาในวัย 37 ปี และ 35 วัน ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีกรองจาก เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่เคยทำได้เมื่อปี 2003 ด้วยวัย 37 ปี และ 146 วัน

ซึ่งเชื่อว่าการได้พักมาแบบเต็มๆ ช่วยให้พี่โด้มีความกระหาย และร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะมากกว่าเดิม ฉะนั้นแล้วบางทีการลงเล่นแบบนัดเว้นนัด หรือมีช่วงให้ร่างกายได้ฟื้นฟูแบบเต็มที่บนวัย 37 ปี น่าจะช่วยให้พี่แกเค้นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมออกมาได้มากกว่าตะบี้ตะบันลงสนามในทุกๆ นัด

เฟร็ด โคตรโดดเด่น

นอกจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้วก็อยากจะกล่าวชื่นชมของ เฟร็ด เหลือเกินละครับกับผลงานในเกมนี้ เจ้าตัวถูกสั่งลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์เชิงรุกในสไตล์แบบ Box To Box โดยที่ไม่ต้องไปคอยห่วงเกมรับมากนัก เพราะมี เนมานย่า มาติซ คอยปัดกวาดอยู่หน้าแผงกองหลังให้แล้ว

ซึ่งกับบทบาทนี้ เฟร็ด สามารถได้อย่างยอดเยี่ยมมีจังหวะวางบอลยาว จ่ายบอลสวยๆ ก่อนนำมาซึ่ง 1 แอสซิสต์ ที่จ่ายบอล โรนัลโด้ กระหน่ำประตูขึ้นนำ 1-0 อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจเกมนี้ เฟร็ด ที่อยู่ในสนามครบ 90 นาที ไม่มีจังหวะที่เสียบอลเลย แถมสามารถดวลเอาชนะคู่แข่งในจังหวะบอลกับพื้นได้มากถึง 5 จาก 7 ครั้ง

แน่นอนว่าเมื่อได้ลงเล่นในตำแหน่งนี้เหมือนเป็นการยกระดับมาตรฐานของฝีเท้าตัวเองให้มากขึ้น ต่างจากการถูกถอยไปเล่นเป็นตัวตัดเกมที่เขาเองทำได้ไม่ค่อยดีนักจนกลายเป็นที่วิจารณ์ของแฟนบอล ฉะนั้นแล้วกับบทบาทนี้น่าสนใจเหลือเกินว่า รังนิค จะยอมใช้แข้งชาวบราซิลในตำแหน่งนี้อีกหรือไม่

วันของพี่โด้! หลังเกม แมนยูฯ เปิดบ้านเอาชนะ สเปอร์ส

รังนิค แก้เกมอย่างแจ๋ว

อีกคนที่จะไม่กล่าวชื่นชมไม่ได้คงจะเป็น ราล์ฟ รังนิค ที่เกมนี้โชว์กึ๋นออกมาให้แฟนบอลได้ปลื้มใจไม่น้อย ตอนที่สกอร์ยังคงตึงอยู่ที่ 2-2 ก่อนเข้าสู่ 10 นาทีสุดท้ายนายใหญ่ชาวเยอรมันจัดการส่ง เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามแทนที่ของ เนมานย่า มาติซ ซึ่งนี่คือการเสี่ยงที่จะเปิดหน้าแลกด้วยการถอดกลางรับออก และส่งกองหน้าลงไปหวังต้องการประตูชัย

ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานทีมก็มาได้ประตูที่รอคอย แม้จะไม่ได้มาจาก คาวานี่ ก็ตาม แต่มันก็เป็นการแสดงออกมาว่ากุนซือรายนี้กล้าได้กล้าเสีย กล้าที่จะเสี่ยง ในเมื่อเกมที่สำคัญแบบนี้ชัยชนะย่อมมีความหมายแบบมากๆ

ส่วนอีกจุดคือหลังขึ้นนำได้ไม่นาน "ลุงราล์ฟ" จัดการเปลี่ยน "พี่โด้" ออกจากสนามในทันที และส่ง วิคเตอร์ ลินเดลเลิฟ ลงสนามพรางปรับไปเล่นกองหลังแบบ 3 คน ชนิดที่เรียกได้ว่าเอาชัวร์ เพราะเคยประมาทจนโดนคู่แข่งตามตีเสมอมาแล้ว

ฉะนั้นแล้วเมื่อกุนซือโชว์กึ๋นในเรื่องของการแก้เกมที่ยอดเยี่ยม และได้ผล ก็ต้องชื่นชมเป็นธรรมดา ซึ่งการได้ 3 คะแนนในวันนี้ของทัพ "ปีศาจแดง" ทำให้พวกเขายังคงเกาะติดลุ้นแย่งพื้นที่ท็อปโฟร์ต่อไป 

ส่วน สเปอร์ส แม้จะแพ้และโดน แมนฯ ยูไนเต็ด ทิ้งห่างไปแล้วเป็น 5 คะแนน แต่ทว่าพวกเขาก็ยังมีเกมในมือตกค้างอีก 2 นัด ถ้าเก็บได้ 6 แต้มเต็มก็จะสามารถดีดตัวเองขึ้นมาได้ลุ้นตั๋ว แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เหมือนกัน


Paolinho (เปา ขอบสนาม)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline