ย้อนความหลังกันเสียหน่อยเกมแรกที่ทั้งคู่โคจรมาพบกันที่สนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ เกมในค่ำคืนวันนั้นทัพ "ตราหมี" ชิงออกนำไปก่อนตั้งแต่ช่วงต้นเกมจาก เจา เฟลิกซ์ แต่ทว่าทัพ "ปีศาจแดง" ก็ไม่ยอมตายง่ายๆ มาได้ประตูตามตีเสมอในช่วงท้ายเกมจากดาวรุ่งอย่าง แอนโธนี อีลังก้า

จบเกมแรกด้วยผลเสมอถือว่าไม่ได้เสียหายมากนักสำหรับทั้งสองทีม แต่ทว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจได้เปรียบนิดหน่อยตรงที่ได้กลับมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเกมนัดที่สอง 

ซึ่งต้องขอย้ำกันอีกครั้งว่าในฤดูกาลนี้ศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ได้มีการเอากฎอเวย์โกลมาใช้อีกแล้ว นับแค่ประตูที่ยิงได้ ใครทำได้มากกว่าก็ผ่านเข้ารอบต่อไป ถ้าในเวลา 90 หรือ 120 นาทีเสมอกัน ก็ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษตัดสิน

ซึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะลงสนามฟาดแข้งกัน ขอบสนาม ของเราจะทำการพรีวิวความพร้อมของทั้ง 2 ฝั่ง พร้อมไล่เรียงว่าที่มาที่ไปของทั้งคู่ว่าเส้นทางกว่าจะถึงตรงนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

พรีวิวเกม แมนยูฯ เปิดรังรอรับการมาเยือนของทัพ ตราหมี

เส้นทาง และความพร้อม

เริ่มกันที่ฝั่งเจ้าบ้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องบอกว่านี่คือความหวังสุดท้ายที่พวกเขาจะลุ้นประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ ภายหลังทั้งบอลถ้วยเอฟเอ คัพ หรือ ลีก คัพ ต่างตกรอบหมดลุ้นแบบไม่เหลือแล้ว ส่วนในศึกพรีเมียร์ลีกแม้ตามทฤษฎียังมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ในทางปฎิบัตินั้นแทบจะเป็นศูนย์ในการพลิกสถานการณ์กลับมาลุ้นแชมป์

โดยในถ้วยใบนี้ทัพ "ปีศาจแดง" ถือว่าออกสตาร์ทไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นัก เพราะเปิดหัวเกมแรกด้วยการบุกไปพ่าย ยัง บอยส์ 2-1 แต่ทว่าหลังจากพวกเขาก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนกรุยทางผ่านเข้ารอบต่อไปได้ตั้งแต่จบแมตช์การแข่งขันที่ 5 

แต่ทว่าก่อนลงสนามนัดสุดท้ายพวกเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มาเป็น ราล์ฟ รังนิค ซึ่งนายใหญ่ชาวเยอรมันได้เข้ามาคุมทัพนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มนัดเปิดบ้านดวลกับ ยัง บอยส์ ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 

ก่อนที่จะได้ลงคุมทัพ "ปีศาจแดง" ในรายการนี้อีกครั้งในการบุกไปพบกับ แอต.มาดริด ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก ซึ่งผลปรากฎว่า รังนิค กับ แมนฯ ยูไนเต็ด 2 นัดใน แชมเปี้ยนส์ลีก ยังคงเก็บชัยชนะไม่ได้เสมอ 1-1 ด้วยกันทั้ง 2 เกม 

ส่วนความพร้อมของทัพพลพรรค "เร้ด เดวิลล์" ถือว่ามีอาวุธให้ รังนิค ได้ใช้แบบครบมือ บรูโน่ แฟร์นานเดส กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง เช่นเดียวกับ ลุค ชอว์ ที่มีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ส่วนในรายของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เพิ่งทำแฮตทริกได้ในเกมล่าสุดจะยังคงได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นความหวังในแดนหน้าของทีมต่อไป

ข้ามมาที่ผู้มาเยือนอย่าง แอต.มาดริด ต้องบอกว่ากระท่อนกระแท่นพอสมควรกว่าจะผ่านเข้ารอบมาได้ เนื่องจากถูกจับฉลากไปอยู่ใน กรุ๊ป ออฟ เดต ที่มีทั้ง ลิเวอร์พูล, เอซี มิลาน และ ปอร์โต้ แต่ทว่าพวกเขาก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ด้วยการเก็บไป 7 คะแนน จากการชนะ 2 เสมอ 1 และ แพ้ 3 นัด

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเกมเยือนของทัพ "ตราหมี" ในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้ทำได้ค่อนข้างยอดเยี่ยม ภายหลังเอาชนะได้ทั้ง เอซี มิลาน (1-2) และ ปอร์โต้ (1-3) จะมีแค่เพียง ลิเวอร์พูล ที่พวกเขาพลาดท่าให้ 

ฉะนั้นแล้วเกมบุกเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในเรื่องของขุมกำลัง ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ มีลิสต์นักเตะที่บาดเจ็บยาวเป็นห่างว่าวเหมือนเดิม แต่ทว่าชุด 11 ตัวจริงคงจะไม่ปรับจากเกมนัดแรกที่พบกันมากนัก เจา เฟลิกซ์, อังเคล คอร์เรอา, เรนาน โลดี้ หรือ สเตฟาน ซาวิซ ยังคงเป็นขุมกำลังหลักเช่นเดิม

รังนิค vs ซิเมโอเน่

โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งเป็นยกที่ 2 สำหรับกุนซือมากประสบการณ์ทั้ง 2 ราย ซึ่งที่ผ่านมาถ้าถามหาประสบการณ์ในวงการงานโค้ชต้องยอมรับว่า รังนิค อาจดูมีมากกว่าอยู่นิดหน่อย แต่ทว่าถ้านับเฉพาะในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ต้องบอกว่า ซิเมโอเน่ ค่อนข้างที่จะข่มมิดเลยทีเดียว แม้อาจจะยังไม่อาจเอื้อมมือไปสัมผัสแชมป์ แต่ที่ผ่านมา "เอล โชโล่" ก็พิสูจน์ตัวเองมาได้มากพอสมควร

จากสถิติการคุมทีมใน แชมเปี้ยนส์ลีก ทางฝั่ง รังนิค เพิ่งมีโอกาสลงคุมทีมในรายการนี้ไปเพียง 12 เกม แบ่งเป็นสมัย ชาลเก้ 10 นัด และ แมนฯ ยูไนเต็ด 2 นัด ทำสถิติชนะ 4 เสมอ 4 และ แพ้ 4 ครั้ง เคยพาทัพ "ราชันสีน้ำเงิน" ไปไกลสุดคือรอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาล 2010-11 ก่อนพ่ายให้กับทัพ "ปีศาจแดง" ทีมปัจจุบันของเขาด้วยสกอร์รวม 6-1

ส่วน ซิเมโอเน่ ประสบการณ์ถ้วยนี้โชกโชนเป็นอย่างมากคุมทัพ "ตราหมี" ลงเล่นมาแล้ว 86 นัด แบ่งเป็นชนะ 44 เสมอ 20 แพ้ 22 นัด เคยไปไกลสุดถึงรอบชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง เมื่อฤดูกาล 2013–14 กับ 2015–16

เรียกได้ว่างานนี้คงเป็นเกมแห่งการวัดกึ๋นอย่างแท้จริงระหว่างนายใหญ่ชาวเยอรมันที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย กับ ซิเมโอโน่ อีกหนึ่งเจ้าพ่อแท็คติกที่แยบยลมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ

พรีวิวเกม แมนยูฯ เปิดรังรอรับการมาเยือนของทัพ ตราหมี

เดิมพันของเกมนี้

ต้องบอกว่าเกมนี้ถ้าใครพลาดท่าร่วงตกรอบไปคงจะเป็นอีกฤดูกาลที่มือเปล่าไร้โทรฟี่มาประดับสโมสร เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านี่คือความหวังสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการโกยความสำเร็จสำหรับฤดูกาลนี้ เพราะด้วยผลงานในช่วงที่ผ่านมานอกจากถ้วยใบนี้แล้ว คงจะเป็นพื้นที่ท็อปโฟร์ให้แฟนบอลได้ลุ้นกัน

เช่นเดียวกับทางฝั่ง แอต.มาดริด ที่ต้องบอกว่าสถานการณ์ของพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากทัพ "ปีศาจแดง" มากเท่าไหร่นัก ปัจจุบัน แอต.มาดริด รั้งอันดับ 4 ของศึกลาลีกา สเปน ตามหลังจ่าฝูงอย่าง เรอัล มาดริด ไกลถึง 12 คะแนน ซึ่งถ้าปฎิบัติคงยากมากๆ ที่จะไล่หวดทำคะแนนขึ้นไปลุ้นแชมป์

ส่วนบอลถ้วยของทัพ "ตราหมี" ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นอีกแล้ว เพราะชิงตกรอบโกปา เดล เรย์ ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย คงจะเหลือถ้วยใบนี้ให้ ซิเมโอเน่ และลูกทีมให้ได้ลุ้นความสำเร็จกัน 

ฉะนั้นแล้วนี่คือเกมแห่งการเดิมพันอย่างแท้จริง ใครตกรอบเท่ากับอาจไร้ความสำเร็จอีกครั้งในฤดูกาลนี้ ส่วนทีมไหนที่ผ่านเข้ารอบไปได้ แม้จะไม่ใช่ตัวเต็งในสายตาของเหล่ากูรูทั้งหลาย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังคงได้อยู่ในเส้นทางลุ้นความสำเร็จ และอาจเป็นม้านอกสายตาในการซิวแชมป์ไปครองได้เหมือนกัน 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline