ฟังดูเหมือนง่าย แต่ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนครับ เนื่องจากนัดนี้ "ไอ้ปืนใหญ่" เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม มีโอกาสแล้ว แต่จบสกอร์ไม่ได้
กลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย มาซัด 2 ประตู ช่วงครึ่งหลังจาก ดิโอโก้ โชต้า และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ คว้า 3 แต้มสำคัญได้สำเร็จ เพิ่มโอกาสลุ้นเบียดแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่าเดิม เอาเป็นว่าเกมนี้มีประเด็นอะไรให้พูดถึงกันบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ
- ฟีร์มิโน่ & โชต้า ชอบเหลือเกิน เมื่อเจอ อาร์เซน่อล
ถ้าจะให้บอกว่านักเตะคนไหนของ ลิเวอร์พูล ที่ถูกโฉลกเวลาเจอกับ อาร์เซน่อล มากที่สุด ต้องมีชื่อ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กับ ดิโอโก้ โชต้า แน่นอนครับ เพราะ 2 คนนี้ ลงสนามเผชิญหน้า "ไอ้ปืนใหญ่" เมื่อไหร่ มักจะมีชื่ออยู่บนสกอร์เสมอ
เริ่มจาก โชต้า ที่เกมนี้ ได้กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ก็ไม่ทำให้สาวก เดอะ ค็อป ผิดหวัง เพราะถึงแม้ตอนอยู่ในสนาม จะไม่มีบทบาทมากนัก แต่ขอทีเดียว ยิงยัดเสาแรก เป็นประตูขึ้นนำให้กับ ลิเวอร์พูล ทันที เท่ากับว่าเจอกับ อาร์เซน่อล มา 3 นัดในซีซั่นนี้ เจ้าตัวยิงไปถึง 3 ประตู แต่ที่เด็ดไปกว่านั้นคือ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เป็นสังเวียนอันโอชะของ โชต้า จริงๆ โดยตลอด 5 นัดที่มาเยือนสนามแห่งนี้ กดไปแล้ว 5 ตุง
อย่างไรก็ตาม คนที่เด็ดกว่า โชต้า เวลาเจอกับ อาร์เซน่อล ต้องยกให้ ฟีร์มิโน่ เลยครับ นี่คือฝันร้ายของ ไอ้ปืนใหญ่ อย่างแท้จริง โดยล่าสุดขนาด ดาวยิงปิ้งไก่ ลงมาเป็นสำรอง อยู่ในสนามไม่ถึง 10 นาที ก็สามารถทำประตูให้ทีมขึ้นนำ 2-0 เรียกว่าไม่ยิงในศึก พรีเมียร์ลีก มาตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่พอเจอ อาร์เซน่อล ปุ๊บ ก็ใส่สกอร์ปั๊บ
ส่งผลให้ตอนนี้ ฟีร์มิโน่ มีสถิติยิงใส่ อาร์เซน่อล ไปแล้วทั้งสิ้น 9 ประตู มากที่สุดของนักเตะ ลิเวอร์พูล เทียบเท่ากับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานหัวหอกของทีม
- พัฒนาการของ อาร์เซน่อล
ยังจำบรรยากาศอันแสนเลวร้ายของ อาร์เซน่อล ได้ดี เมื่อครั้งแพ้ 3 นัดรวด ร่วงไปอยู่อันดับบ๊วยของตาราง ทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด และ ดูเหมือนว่า มิเกล อาร์เตต้า ไม่น่าได้ไปต่อกับทีมอีกแล้ว แต่กระนั้นบอร์ดบริหาร "ไอ้ปืนใหญ่" ยังให้ความไว้วางใจ และ อาร์เตต้า ขอพิสูจน์ฝีมืออีกครั้ง เพื่อทำให้เห็นว่าพร้อมฉุดสโมสร ขึ้นมาจากขุมนรก
จากผลงานอันห่วยแตก ค่อยๆพัฒนาไปทีละสเต็ป นักเตะที่เป็นเนื้อร้าย ก็ตัดออกไปให้พ้นทีม เรียกว่า ณ ตอนนี้ อาร์เตต้า ยกระดับ อาร์เซน่อล ขึ้นมาเป็นทีมที่เล่นแบบทีมเวิร์ค เกมรุกเข้าทำอันตราย ที่สำคัญเกมรับก็แน่นปึกขึ้นมากกว่าเดิม ไม่เสียประตูง่ายๆ โดยเฉพาะการมี อาร่อน แรมส์เดล เป็นด่านสุดท้าย
อย่างเกมเจอกับ ลิเวอร์พูล จะเห็นเลยว่าพวกเขากล้าต่อบอลสู้บนภาคพื้นดิน ถึงแม้โดนบีบเพรสซิ่งแค่ไหน ก็ไม่มีกดดัน หรือ ทำผิดพลาดเหมือนครั้งก่อนๆอีกแล้ว ที่สำคัญเกมรับช่วยกันได้ดีมาก ส่วนเกมรุก ก็เล่นได้อย่างไหลลื่น ถึงแม้จะเป็นดาวรุ่งส่วนใหญ่ แต่เรื่องประสบการณ์ก็ถือว่าเก๋าพอตัว โดยเฉพาะ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ โดดเด่นเหลือเกิน ปั่นป่วนกองหลังคู่แข่งได้ตลอด
ขณะที่การไล่เพรสซิ่งแดนหน้า ก็ทำเอานักเตะ หงส์แดง ไปไม่เป็นเหมือนกัน มีช็อตที่ ติอาโก้ อัลคันตาร่า จะคืนหลังให้กับ ติอาโก้ แล้วพลาด ไปเข้าทาง อเลซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ ที่ยืนในกรอบเขตโทษ ก่อนจะส่งคืนให้ มาร์ติน โอเดการ์ด ได้ยิงเน้นๆ แต่ไปติด อลิสซอน เบ็คเกอร์ อย่างเหลือเชื่อ มันเป็นลูกที่ควรขึ้นนำแท้ๆ
แต่การเจอกับ ลิเวอร์พูล ถ้าคุณปล่อยช่องว่างแค่ไม่กี่ครั้ง ก็อาจถูกลงโทษได้เลย ขาดสมาธิแค่แปบเดียว ก็โดนซัดไปถึง 2 ประตู ต่อให้พัฒนาการจะดีขึ้นมาก ทว่าก็มีอีกหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการเจอกับทีมหัวตาราง ซึ่งมีสถิติว่าเวลาเจอกับทีมท็อปไฟฟ์ของตาราง คือแพ้ทุกทีม และ เสียไปถึง 16 ประตู ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไปครับ สไตล์การเล่นของ "ไอ้ปืนใหญ่" ดูดีชาติตระกูล ดังนั้นการลุ้นท็อปโฟร์ เพื่อไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก และ การพ่ายแพ้นัดนี้ ก็ไม่ได้เสียหายขนาดนั้น เพราะยังรักษาท็อปโฟร์ นำหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 คะแนน และ แข่งน้อยกว่า 2 นัด
- การไม่มี ซาลาห์ เป็นตัวจริง
การที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีชื่อเป็นแค่ตัวสำรอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดราม่าสัญญาฉบับใหม่แต่อย่างใด โดยสาเหตุที่เขาไม่มีชื่อเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง เป็นเพราะนัดล่าสุดที่บุกเอาชนะ ไบรท์ตัน 2-0 มีอาการบาดเจ็บ และ เพิ่งกลับมาซ้อมได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ความฟิตยังไม่เท่ากับเพื่อนๆ
แต่การไม่มี บังโม อยู่ในแนวรุกฝั่งขวา ถือว่า หงส์แดง ไร้พิษสงไปเยอะ ด้วยความที่ ซาดิโอ มาเน่ ไม่ค่อยได้ยืนตำแหน่งนี้ พอต้องมาแทน ซาลาห์ ก็แทบไม่ได้สร้างความอันตรายใดๆ อีกทั้งการประสานงานร่วมกับ เทรนท์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ยังดูไม่ไหลลื่น มีปรับ หลุยส์ ดิอาซ ไปยืนเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ เรียกว่าครึ่งแรก โอกาสได้ลุ้นทำประตูน้อยมาก
เริ่มครึ่งหลัง สถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล ดูไม่ดีเลย โดน อาร์เซน่อล บุกแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทำเอา เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องรีบเปลี่ยนตัวผู้เล่น โดยจะถอดเอา ดิโอโก้ โชต้า กับ ดิอาซ ออกนั่นแหละครับ และ ส่ง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงไป เพื่อเปลี่ยนเกม แต่แล้ว โชต้า ก็มาทำประตูได้พอดี ก่อนจะถูกเปลี่ยนออกไป
ซึ่งการไม่มี ซาลาห์ นับว่าสำคัญเหมือนกัน เพราะตำแหน่งเกมรุกฝั่งขวา น่าจะเป็นเจ้าตัวที่สร้างพิษสงได้มากที่สุด ไม่ได้บอกว่า มาเน่ หรือ ดิอาซ ไม่ดีนะครับ แต่พวกเขาทั้ง 2 คน ต่างก็มีตำแหน่งที่ตัวเองถนัด ในแบบตัวเองเช่นกัน
- ลิเวอร์พูล ตามแค่ 1 แต้ม เท่านั้น
ลิเวอร์พูล ผ่านโปรแกรมยากๆ มาตามนัดแล้วครับ หลังจากบุกไปเอาชนะ ไบรท์ตัน และ อาร์เซน่อล ด้วยสกอร์เดียวกัน 2-0 เท่ากับว่าตอนนี้พวกเขาขยับขึ้นไปเป็น 69 คะแนน ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูง แค่ 1 คะแนน เท่านั้น พร้อมลงเตะเท่ากันเรียบร้อยที่ 29 นัด
อีก 9 นัดที่เหลือต่อจากนี้ จะเป็นโค้งสุดท้ายแล้วว่า ทีมใดจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2021-22 ไปครอง เพราะแรกเริ่มเดิมที หงส์แดง เหมือนยกธงขาวไปแล้ว เนื่องจากย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ต้องตามหลัง แมนฯ ซิตี้ มากถึง 14 คะแนน ไม่มีวี่แววว่าจะแซงได้เลย
แต่กลายเป็นว่าผ่านไป 2 เดือน ลิเวอร์พูล ไล่จี้ตูดแบบหายใจรดต้นคอเหลือแค่ 1 แต้ม หลัง เจอร์เก้น คล็อปป์ พาลูกทีมเก็บชัยชนะ 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งนัดชี้ชะตาว่าจะมีจ่าฝูงเปลี่ยนมือหรือไม่ คงต้องไปวัดกันในศึกซูเปอร์บิ๊กแมตช์ เมื่อ เรือใบสีฟ้า จะเปิดบ้านเจอกับ หงส์แดง ในวันที่ 10 เมษายน นี้ แต่ทว่าก็ต้องผ่าน วัตฟอร์ด ให้ได้เสียก่อน
- ต้องขอบคุณ อลิสซอน เบ็คเกอร์
ต้องจุดธูปบูชาสรรเสริญ อลิสซอน เบ็คเกอร์ กันเลยครับ สำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล เพราะก่อนที่ หงส์แดง จะได้ประตูขึ้นนำนั้น พวกเขาเกือบจะเสียประตูอยู่แล้ว จากช็อตที่ ติอาโก้ คืนหลังนั่นแหละครับ แต่ต้องชมความนิ่งของ "พ่อหมี" ที่กดดันจนนักเตะ อาร์เซน่อล ไม่สามารถยิงจังหวะแรก และ ตามไปเซฟอีกจังหวะได้
ช็อตนั้นถือว่าสำคัญมากเลยครับ เพราะถ้าเสียประตู เชื่อว่า หงส์แดง เสียกระบวนแน่นอน และ โมเมนตั้มเกมจะเข้าทาง อาร์เซน่อล แบบเต็มๆ เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเกมเลย เพราะจากนั้นไม่นาน ติอาโก้ ก็แอสซิสต์ให้กับ โชต้า ขึ้นนำ 1-0
ซึ่งการเซฟของ อลิสซอน ทำให้เขาเก็บคลีนชีตในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ ไปแล้ว 16 นัด เท่ากับ เอแดร์ซอน โมราเอส นายทวาร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบเป๊ะๆ เรียกว่าลุ้นทั้งแชมป์ และ รางวัลส่วนตัวไปพร้อมกันๆเลย
ฮาย ฮาวดี้















