ซึ่งเท่ากับว่าทัพ "ปีศาจแดง" ในฤดูกาลนี้จะจบลงด้วยความว่างเปล่าไร้โทรฟี่ และความสำเร็จมาเชยชมอีกครั้ง พูดไปก็เหมือนจะชินชาเพราะลูปแบบนี้มันวนเวียนมาแล้วนานถึง 5 ปี แชมป์สุดท้ายต้องย้อนไปสมัย โชเซ่ มูรินโญ่ ที่พาทีมสอยได้ทั้งแชมป์ ลีก คัพ และ ยูโรปา ลีก เมื่อซีซั่น 2016-17

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วกับสโมสรที่ขึ้นชื่อว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ เพียงเวลาไม่กี่ปีพวกเขาเปลี่ยนสถานะจากขาใหญ่ที่พร้อมจ้องสอยแชมป์ในทุกขวบปี ลดระดับกลายเป็นทีมที่ไม่อาจเอาแน่เอานอนได้เลย อีกทั้งปัญหาทั้งใน และนอกสนามตามรุมเร้าแบบไม่ได้นัดหมาย

และกับสิ่งที่ปรากฎตรงหน้าหลายๆ อย่างมันแลดูแล้วมีแต่เชิงลบให้ได้พูดถึง ทั้งผลการแข่งขัน, ผลงานในสนาม หรือเรื่องของการบริหารงาน ซึ่งเมื่อทุกอย่างประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน ภาพที่ออกมากลายเป็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ทีมระดับหัวแถวอีกต่อไป พร้อมทั้งเป็นตัวตลกที่ให้ทั้งสื่อ และแฟนบอลหยิบจับมานินทากันอย่างสนุกปาก

ว่าแล้วสิ่งที่ ขอบสนาม ของเราอยากจะนำเสนอผ่าน เดอะ คอลัมน์ ในวันนี้คือการแก้ไขปัญหาของทัพ "ปีศาจแดง" ในเวลาอันใกล้นี้ว่าควรหยิบจับทำอะไร และกับปัจจุบันควรต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกศรัทธา และความเชื่อใจจากแฟนบอลกลับมาให้ได้

ความหวังสุดท้ายกับพื้นที่ท็อปโฟร์ 

อย่างที่เรียนให้ทราบไปฤดูกาลนี้สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาจิตใจแฟนบอลได้คือการที่ ราล์ฟ รังนิค เข็นทีมติด 4 อันดับแรกในศึกพรีเมียร์ลีกให้ได้ โอเคแหละครับว่ามันคงไม่อาจบลล้างความผิดหวังจากการมือเปล่าไปได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าทีมที่ระดับ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องหล่นไปเล่นฟุตบอลในค่ำคืนวันพฤหัสฯ ไม่ว่าจะ ยูโรปาลีก หรือ คอนเฟอเรนซ์ลีก

ซึ่งจากสถานการณ์ในตอนนี้พวกเขารั้งอันดับที่ 5 มีแต้มตามหลัง อาร์เซน่อล เจ้าของอันดับ 4 อยู่ 1 คะแนน พร้อมลงสนามน้อยกว่าอยู่ 2 เกม ถ้าให้เรียนกันตามตรงวัดกันที่คุณภาพ และความคงเส้นคงวาในตอนนี้ยากเหลือที่จะไปเบียดแย่งกับทัพ "ปืนใหญ่" อีกทั้งกับโปรแกรมที่ลงเตะมากกว่าทำให้พวกเขาเสียเปรียบมากพอสมควร

หรือมองในอีกมุมการได้ลงเล่นก่อนแทนที่จะกุมความได้เปรียบทำแต้มฉีกหนีคู่แข่ง กลายเป็นว่าชะลอหยุดรอเพื่อที่จะให้ฝั่งตรงข้ามทำแต้มไล่จี้จนสามารถแซงหน้าไปได้ 

ลองนึกย้อนกลับไปเกมไหนบ้างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ควรพลาดบ้าง ?

นำ วิลล่า 2 ประตู แต่โดนตามตีเสมอ, บุกไปเสมอ เบิร์นลี่ย์ ทีมท้ายตาราง, เปิดบ้านเสมอ เซาแธมป์ตัน หรือเสมอ วัตฟอร์ด แบบน่าเขกกะโหลกตัวเอง

ฉะนั้นแล้วงานนี้ถือว่ายากพอตัว แต่ยังไงเสียลูกทีมของ รังนิค ก็ต้องสู้อย่างสุดชีวิต งัดศักยภาพที่มีออกมาให้ได้มากที่สุด แม้สัญญาของเขาจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่อย่างน้อยก็เป็นการล้างมลทินที่ดูจะสมน้ำสมเนื้อ และแฟนบอล แมนยูฯ น่าจะให้อภัยกุนซือที่ถูกขนานนามว่าเจ้าพ่อ เกเก้น เพลสซิ่ง ไปได้ไม่มากก็น้อย

5 ปีแล้วนะ :  อนาคตของ ปีศาจแดง ควรไปทางไหนดี ?

กุนซือคนใหม่ ?

แน่นอนหลังจบฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องเลือกหากุนซือคนใหม่เข้ามาแทนที่ของ ราล์ฟ รังนิค ที่ไม่น่าจะได้โอกาสคุมทัพต่อไป เพราะทั้งเรื่องของสัญญา และแนวทางของทีมในช่วงต่อจากนี้ 

ซึ่งที่ผ่านมาชื่อของ ยูไนเต็ด ถูกจับไปเชื่อมโยงกับกุนซือชื่อดังหลายคนมากๆ จนแฟนบอลไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าบอร์ดบริหารของสโมสรจะเลือกในในทิศทางแบบไหน เพราะนายใหญ่ที่มีชื่อพัวพันนั้นต่างมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เป็นหนุ่มใหม่ไฟแรงที่พร้อมสร้างทีมในช่วงต่อจากนี้แบบระยะยาว หรือบางคนก็เป็นพวกเก๋าประสบการณ์ที่อาจพาทีมโกยความสำเร็จได้แบบทันท่วงที

เมื่อจำแนกออกมาเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ลองมาไล่เรียงดูว่าใครอยู่ในลิสต์ไหนบ้าง เริ่มกุนซือยุคใหม่ที่สามารถฝากความหวังในอนาคตทั้งใกล้ และไกลได้ คนแรกที่นึกถึงคือ เอริค เทน ฮาก นายใหญ่ของ อาแจ็กซ์ ที่มีข่าวกันมาอย่างยาวนาน และแฟนบอลกลายคนชอบใจจากผลงานที่ยอดเยี่ยม และมีสไตลที่ชัดเจน หรือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ไม่น่าจะได้ไปต่อกับ เปแอสเช หลังจบฤดูกาลนี้ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มีประสบการณ์ แถมอาจดึงดูดนักเตะบางคนจากทีมเก่าอย่าง สเปอร์ส มาร่วมงานกันอีกครั้งได้

ข้ามมาที่ฝากเหล่าประสบการณ์สูง พร้อมคาดหวังโทรฟี่แชมป์ก็อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ที่เจ้าตัวก็ออกมาเปรยๆ ว่าอาจไม่ได้ไปต่อกับทัพ "ไก่เดือยทอง" ทำให้ตัวเลือกนี้น่าสนใจขึ้นมาทันที หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือวัยวุฒิแบบล้นเหลือการันตีความสำเร็จไม่ว่าจะโยกไปกุมบังเหียนทีมไหน

ฉะนั้นแล้วนี่คือสิ่งที่เหล่าผู้บริหารต้องมานั่งถกกันว่าแนวทางต่อจากนี้กุนซือของ "ปีศาจแดง" ควรที่จะเป็นใคร, หาใครมาวางรากฐานก่อนไหม และก็ลุ้นความสำเร็จแบบรวดเร็ว หรือจะลองเหล่านายใหญ่รุ่นใหม่ที่มีแนวทางชัดเจน สามารถคาดหวังผลลัพธ์ได้ในระยะยาว และอาจมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาช่วยยกระดับของสโมสร

 พักเรื่องนอกสนาม โฟกัสกับทีม

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ออกมาว่าเหล่าผู้บริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้คิดไอเดียใหม่คือการขยายที่นั่งในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้สามารถจุผู้ชมได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งใหญ่อาจถึงขั้นต้องทุบทิ้งเพื่อสร้างใหม่ ภายหลังสนามแห่งนี้ถูกใช้งานมาแล้วนานถึง 112 ปีด้วยกัน

มองภาพรวมมันก็เป็นเรื่องดีที่ทีมจะได้มีขนาดของสนามใหญ่ขึ้น มีกองเชียร์เข้าชมในสนามมากยิ่งขึ้นถึงระดับ 90,000 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการอนุมัติแต่อย่างใด เป็นเพียงข่าวที่่ค่อนข้างมีมูลความจริง

ซึ่งกับประเด็นนี้มันก็โอเคแหละครับถ้าพูดถึงเรื่องของการส่งเสริมภาพลักษณของสโมสร เพิ่มค่าบัตรจำหน่ายตั๋วในแต่ละเกมให้ได้มากยิ่งขึ้น ทว่ามองในอีกมุมหนึ่งเรื่องดังกล่าวมันก็ไม่ได้เร่งด่วนอะไรมากนัก สิ่งที่ควรต้องสุ่มหัวประชุมกันมากที่สุดในตอนนี้คือผลงานในสนามหรือเปล่าที่เหล่าคนใหญ่คนโตคงซีเรียส และเครียดไปกับมัน

การหาเงินเข้าสโมสร (หรือเปล่า?) มันก็ดีแหละ แต่มันอาจจะดูผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย พูดง่ายๆ คือโฟกัสผิดจุดแทนที่จะมองไปถึงผลงานในสนามถ้าเล่นดี ประสบความสำเร็จมีโทรฟี่แชมป์ จะขยายสนามไปเท่าไหร่ก็คงไม่มีแฟนบอลคนไหนมาพร่ำบ่นได้ แต่กับสิ่งที่มองเห็นกลายเป็นเหล่าบรรดาตระกูลเกลเซอร์จ้องแต่จะหาเงินอย่างเดียว หาได้แคร์กับความรู้สึก และผลงานของทีมเลยสักนิดเดียว

5 ปีแล้วนะ :  อนาคตของ ปีศาจแดง ควรไปทางไหนดี ?

ขุมกำลังของทีม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องสะสางในช่วงซัมเมอร์นี้คือเรื่องของขุมกำลังเตะที่มี ณ ปัจจุบัน ทั้งเรื่องของสัญญาที่หลายคนกำลังจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์นี้ว่าจะเป็น ลี แกรนด์, เจสซี่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, เอดินสัน คาวานี่ หรือ ปอล ป็อกบา ซึ่งถ้ามองจากสถานการณ์ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีโอกาสที่ทั้ง 5 คน จะเก็บกระเป๋าออกจากทีมไหนั้นมีสูงเลยทีเดียว

ฉะนั้นแล้วเมื่อมีคนออก ก็ต้องมีคนเข้า แต่ทว่าก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องของกุนซือด้วยว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นใครเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ และจะคัดสรรนักเตะคนใหม่เป็นใครบ้างเข้ามาสู่ทีมในช่วงซัมเมอร์หน้า

ส่วนในแข้งรายอื่นๆ ที่ยังมีสัญญากับทีมก็ต้องมาพูดคุยกันอีกครั้งถึงความเหมาะสมว่าอยู่ในแผนการทำทีมหรือไม่ นักเตะบางคนฝีเท้าอาจจะไม่เข้ากับระบบ หรือมาตรฐานฝีเท้าไม่เข้าพวกก็มีสิทธิ์ที่จะต้องโบกมือลาโรงละครแห่งนี้ไปเช่นกัน

อีกอย่างที่น่าสนใจคือเรื่องของเงินที่จะมีให้นายใหญ่ได้ช้อปปิ้งว่าจะมีมาก-น้อย ขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาทีมเองก็ลงทุนกับนักเตะไปเยอะมากพอควร แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันยังไม่ค่อยน่าอภิรมณ์เท่าไหร่นัก ทำให้ตลาดรอบหน้าของ "ปีศาจแดง" น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

ความคาดหวัง 

คงจะปลิ้นปล้อนมากเกินไปถ้าจะบอกว่าทุกการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่หวังแชมป์ไม่รายการใดก็รายการหนึ่ง แต่ทว่าถ้ามองจากความเป็นจริง การปรับเปลี่ยนแบบยกเครื่องช่วงซัมเมอร์ ถอยกลับไปเริ่มนับหนึ่ง (อีกครั้ง) บางทีความคาดหวังที่มีอาจจะลดน้อยถอยไปได้บ้าง

สิ่งที่จะสื่อไม่ได้ต้องการบอกว่าให้ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ แต่ให้มองภาพรวมในความเป็นจริง และมองไปที่คู่แข่งที่ต้องเผชิญ ยังไงเสียซีซั่นหน้า แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ต้องเสริมทัพบางทีอาจจัดหนักได้ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ มาถล่มประตูก็ได้ใครจะไปรู้ หรือ ลิเวอร์พูล การมี เจอร์เก้น คล็อปป์ นั่งแท่นกุนซือก็เป็นเครื่องการันตีในความโหดเหี้ยมได้มากพอแล้ว นี่ยังไม่รวม อาร์เซน่อล, สเปอร์ส หรือ เชลซี ที่มาตรฐานต่างก็สูงช่นกัน

ฉะนั้นแล้วกับสถานะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้าอาจถูกวางตัวในบทบาทที่แตกต่างออกไป แต่ถึงยังไงเรื่องของอนาคตเราไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ซึ่งนั้นเท่ากับว่าทัพ "ปีศาจแดง" ในช่วงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคงน่าสนใจไปในทุกการก้าวเดินทั้งเรื่องกุนซือ, นักเตะใหม่ หรือโปรเจ็คต่างๆ เพราะทุกฝีก้าวต่างเต็มไปด้วยความคาดหวังที่แฟนบอลอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และคาดหวังการสอยความสำเร็จมาให้ได้เชยชมกันได้บ้าง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline