เพราะต่อให้ หงส์แดง จะนำ เรือใบสีฟ้า 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็แก้เกมไล่มา 3-2 ชนิดที่สาวก เดอะ ค็อป นั่งลุ้นกันเยี่ยวเหนียว แต่ก็ยังประคองตัวผ่านเข้ารอบชิงโทรฟี่ได้สำเร็จ

เอาเป็นว่าเกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามกันครับ

- อิบู เด็กหัวดี

ถ้าถามว่าใครเรียนเก่งสุดในทีม ลิเวอร์พูล คงตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามว่านักเตะหัวดีสุดของ หงส์แดง ณ ตอนนี้ ต้องยกให้กับ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ปราการหลังอนาคตไกลชาวฝรั่งเศส จริงๆครับพี่น้อง เพราะถ้าบอลเข้าหัว รอใส่ชื่อบนสกอร์บอร์ดได้เลย

เพราะการลงเล่นเป็นตัวจริง 3 นัดหลังสุดให้กับ โกนาเต้ สามารถทำประตูให้กับทีมได้ทุกนัด และ  ทุกประตู เป็นเหมือน อินเซปชั่น ภาพฉายซ้ำซ้อน ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะได้จากลูกโขก ที่เปิดจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายทั้งหมด

2 ประตู จาก 2 ลูกโขกซัดใส่ เบนฟิก้า ทั้งเหย้าและเยือน มีส่วนทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งคนแอสซิสต์สลับเป็นทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กับ คอสตาส ซิมิกาส เรียกว่าเปิดด้วยซ้าย วิถีถึงหัว โกนาเต้ พอดิบพอดี

และ อีกหนึ่งสถิติที่น่าทึ่งสำหรับ โกนาเต้ ก็คือตลอด 22 นัด ที่เขาลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น โดยชนะถึง 17 นัด หลุดเสมอแค่ 5 ครั้ง เท่านั้น เรียกว่าเป็นตัวนำโชคของ หงส์แดง ของแท้

- ซาลาห์ ฟอร์มดับ ส่วน มาเน่ ฟอร์มปัง

ท่ามกลางที่มีการถกสัญญาฉบับใหม่ของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ระหว่างนั้นฟอร์มการเล่นของเขากับ ลิเวอร์พูล กลับถดถอยลงไปอย่างน่าใจหาย ไม่รู้ว่าผลกระทบจากทีมชาติอียิปต์ หรือเปล่า ที่อกหักทั้งแชมป์ทวีป และ พลาดตั๋วไป ฟุตบอลโลก 2022 เนื่องจากตอนนี้ บังโม ไม่ยิงให้ หงส์แดง มาแล้ว 6 นัดติดต่อกัน มีช็อตแบบโอกาสทองแบบจ่อๆด้วย แต่ก็ยิงหลุดไปเอง ในเกมเจอกับ แมนฯ ซิตี้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ซาลาห์ ฟอร์มฝืด กลายเป็น ซาดิโอ มาเน่ ขึ้นมาเป็น เดอะ แบก เรื่องการทำประตู และ ในเกมที่เอาชนะ เรือใบสีฟ้า เขาก็แผลงฤทธิ์ใส่คู่แข่ง ด้วยการทำ 2 ประตู ให้ทีม พร้อมคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครองด้วย ซึ่งมันบ่งบอกอะไรหลายๆอย่าง

ประตูแรกที่เขาทำได้ ใช้ความขยัน ไปวิ่งไล่เพรสซิ่ง แซ็ค สเตฟเฟ่น ผู้รักษาประตูมือ 2 ของ แมนฯ ซิตี้ จนลนลาน ไปเสียบสกัดโดนบอล เข้าประตูไปง่ายๆ ส่วนอีกลูกยิงแบบติดไซร้ก้อย จากการแอสซิสต์ของ ติอาโก้ เข้าไปอย่างเฉียบคม ทำให้ตอนนี้เจ้าตัวทำสถิติซัลโวไปแล้ว 4 นัด ยิงไป 4 ประตู เรียกว่าร้อนแรงสุดๆ

- ไม่มี เดอ บรอยน์ ส่งผลเหลือเกิน

ในเกมที่ หงส์แดง เสมอกับ เรือใบสีฟ้า 2-2 เวอร์ชั่น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องบอกว่า เควิน เดอ บรอยน์ โดดเด่นเหลือเกิน เป็นจอมทัพที่คอยขับเคลื่อนเกมรุก แมนฯ ซิตี้ การออกบอลจากเท้าของเขาแต่ละครั้ง ร้อง ว้าว เท่านั้น แอสซิสต์ แต่ละดอก เข้าขั้นระดับ เวิลด์คลาส

แต่กระนั้นเวอร์ชั่น เอฟเอ คัพ คุณภาพของ แมนฯ ซิตี้ ตกไปมากเหลือเกิน เนื่องจาก เควิน เดอ บรอยน์ ไม่มีชื่อเป็น 11 คนแรก เพราะมีอาการบาดเจ็บ หลังต้องไปออกรบกับ แอตเลติโก มาดริด ในศีก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งไม่ใช่แค่ เคดีบี คนเดียวนะครับ คนอื่นก็น่วมไม่แพ้กัน ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องยอมเปลี่ยนทีมบางตำแหน่ง 

อาทิ ผู้รักษาประตูที่ใช้ สเตฟเฟ่น ก็ไม่มีความนิ่งเท่ากับ เอแดร์ซอน ซึ่ง เป๊ป ยอมรับว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบ และ ตัวผู้เล่น หากจะโทษ ให้โทษมาที่เขาได้เลย แต่กระนั้นการขาด เดอ บรอยน์ มันส่งผลจริงๆ โดยเฉพาะครึ่งแรก ที่ เรือใบสีฟ้า แทบไม่มีโอกาสง้างเท้าใส่ อลิสซอน ได้เลย

ไม่มีตัวจ่ายบอลคมๆ ไม่มีตัวพลิกสถานการณ์ ไม่มีตัวสร้างสรรค์เกมทลายแนวรุก ลิเวอร์พูล .. ซึ่งการขาด เดอ บรอยน์ ส่งผลมากเหลือเกินในเกมนี้ ถึงแม้ว่า แมนฯ ซิตี้ จะไล่ตามมาเป็น 2-3 แต่น้อยนักที่จะต่อบอล หรือ ถ่ายบอลกันแบบสวยๆ เข้าไปทำประตู ต้องเน้นใช้ความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า

ถึงแม้จะมีภาพที่ เดอ บรอยน์ ลุกออกมาวอร์มข้างสนาม แต่เชื่อเถอะว่าสภาพร่างกายของเพลย์เมกเกอร์รายนี้ ไม่พร้อมจริงๆ มิเช่นนั้น เป๊ป คงส่งลงมาเพื่อเปลี่ยนเกมแล้ว แต่ทว่าซีซั่นนี้ยังอีกยาวไกล อย่างน้อย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือเป้าหมายของพวกเขา ดังนั้นการไม่เสี่ยงในแมตช์นี้ย่อมสำคัญที่สุด

- ลิเวอร์พูล ยังลุ้น 4 แชมป์ ส่วน เรือใบ ปิดฉากทริปเปิ้ลแชมป์

ชัยชนะของ ลิเวอร์พูล เหนือ แมนฯ ซิตี้ ทำให้พวกเขายังอยู่ในเส้นทางประวัติศาสตร์ลุ้น 4 แชมป์ เหมือนเดิม .. เอฟเอ คัพ เข้ารอบชิงชนะเลิศ รอพบกับ เชลซี หรือ คริสตัล พาเลซ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เตรียมฟาดแข้งกับ บียาร์เรอัล ในรอบตัดเชือก ส่วน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตามหลัง เรือใบสีฟ้า แค่ 1 คะเนน กับการแข่งขันที่เหลืออยู่ 7 แมตช์

ซึ่งก่อนหน้านี้ มีกูรูลูกหนังหลายท่าน และ แฟนบอลหลายคน ครหาว่า ลิเวอร์พูล ไม่มีทางทำได้ แต่ตอนนี้เข้าสู่กลางเดือนเมษายน ลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ยังอยู่ในเส้นทางครบทุกรายการ หลังจากคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ ไปแล้ว ไม่มีตกรอบ หรือ หมดลุ้นสักรายการ ยิ่งเวลาใกล้ไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งขยับเข้าใกล้โทรฟี่มากเท่านั้น

โดยจากการที่ ลิเวอร์พูล ปราบ เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้สำเร็จ ทำให้ เรือใบสีฟ้า หมดลุ้นคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ซีซั่นนี้เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังสร้างสถิติเป็นกุนซือคนเดียวที่สามารถชนะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ถึง 10 ครั้ง นับตั้งแต่ที่เผชิญหน้ากันมาตั้งแต่ต้นสังกัดเก่า เพราะก่อนหน้านี้ชนะกันมาคนละ 9 นัด เท่ากัน

ดังนั้น ต่อจากนี้ ขึ้นอยู่ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วล่ะครับว่า จะสามารถพา ลิเวอร์พูล ก้าวไปสร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกที่จะสามารถคว้า 4 แชมป์ ได้หรือไม่ 

ฮาย ฮาวดี้-
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline