หากรวมผลที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยล่ะก็ สกอร์จะขาดแบบยับเยิน 9-0 เรียกง่ายๆว่า โดนน็อคแบบเอาท์คลาส นับเป็นผลงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ว่ามันจะอยู่คนละระดับขนาดนี้

เอาเป็นว่า แดงเดือด ที่เพิ่งจบลงไป มีอะไรให้พูดถึง และ เอฟเฟ็กต์ต่อจากนี้ของทั้ง 2 ทีม จะเป็นอย่างไร ไปติดตามพร้อมๆกันครับ

- การเปลี่ยนระบบของ แมนยู แต่เขื่อนแตกตั้งแต่เริ่ม

นับว่าเซอร์ไพรส์ ทั้ง 11 ตัวจริง และ ระบบการเล่นเลยล่ะครับ เนื่องจาก ราล์ฟ รังนิค เลือกเปลี่ยนมาใช้ระบบ 3-4-2-1 ใช้เซ็นเตอร์แบ็ก 3 ชนิดเน้นรับเต็มตัว ขอปลอดภัยไว้ก่อน และ หวังใช้เกมโต้กลับ หวังเล่นงานใส่แนวรับ ลิเวอร์พูล

ขณะที่ตัวผู้เล่น รังนิค เลือกส่ง ฟิล โจนส์ กองหลังตัวจริง ลงเล่นเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงแบบเซอร์ไพรส์ เล่นร่วมกับ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ แต่แอบแปลกใจที่วิงแบ็กฝั่งซ้าย กลับเลือกใช้ ดิโอโก้ ดาโลต์ ลงสนาม ทั้งๆที่ถนัดขวามากกว่า และ เลือกดรอป อเล็กซ์ เตลลิส เป็นสำรอง

ขณะที่แดนหน้า เมื่อไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในสนาม ทาง รังนิค กลับเลือกเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นตัวจริง ทั้งที่ช่วงหลังร้างสนามมานาน เพราะนั่งจนก้นด้าน แต่ดรอป จาดอน ซานโล่ เอาไว้ตรงมานั่ง ฟังแล้วแปลกๆมั้ย ?

ซึ่งดูจากแผนแล้ว เชื่อว่า ปีศาจแดง คงรอรับแน่นๆ หวังโต้กลับแบบคมๆ ไว้เล่นงาน ลิเวอร์พูล แน่นอนแหละครับ เพราะการไปบุกสู้ เหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย แต่กระนั้นพวกเขาคงลืมไปว่าเมื่อแผนนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ก็เป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมเช่นกัน

เหมือนประตูแรกที่ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ ใช้การเล่นแค่ไม่กี่จังหวะ เล่นงานแนวรับ ปีศาจแดง ที่ยืนห่างกันเป็นวา  ช็อตนี้ทางฝั่งซ้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องรับไปเต็มๆ เพราะหลุดตำแหน่งแบบน่าเกลียด ปล่อยให้ทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วิ่งตีคู่หลุดมาถึง 2 คน ก่อนจะปาดมาให้ หลุยส์ ดิอาซ ปาดเข้าไปโล่งๆ ซึ่งถ้าคุณจะรับแบบเหนียวแน่นไว้ก่อน แต่การผิดพลาดแบบนี้ ยืนหลุดตำแหน่งแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และ การเสึยประตูตั้งแต่ 5 นาทีแรก ทำให้แท็คติคที่วางมาพังยับ

ตลอดทั้งครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ครองบอลฝ่ายเดียว ต่อบอลกันเท้าสู่เท้าแบบแม่นยำ ชนิดที่ แมนยู ไล่เหมือนเล่นลิงชิงบอล และก็เจาะประตู 2 ได้สำเร็จ จากการทำชิ่งกันจังหวะเดียว โดยเป็น มาเน่ เบิ้ลต่อให้ บังโม ซัดเข้าไป

ส่วนครึ่งหลัง พอ แมนยู เปลี่ยนมาใช้ระบบกองหลัง 4 คน  ก็พอจะมีหือมีอือได้บ้าง แต่ก็แค่ชั่วเคี้ยวหมากแหลกเท่านั้น เพราะพอ ลิเวอร์พูล ตั้งเกมได้ ก็ครองเกมบุกใส่อยู่ดี แถมยังทำประตูเพิ่มได้อีก 2 ลูก โดยช่วงท้ายเกมนักเตะ ปีศาจแดง คงหัวเสียพอสมควร มีการเล่นหนักใส่ผู้เล่น หงส์แดง อีกด้วย

- การกลับมาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ต่อให้ภายนอก โม ซาลาห์ จะแสดงว่าแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ภายในหัวใจของเขา คงเจ็บปวดรวดร้าวมากเหมือนกัน กับความผิดหวังซ้ำซากในนามทีมชาติอียิปต์ ทั้งเป็นรองแชมป์ แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ และ พลาดตั๋วไป ฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการแพ้ เซเนกัล ทั้งหมด ถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่มันส่งผลต่อฟอร์มการเล่นมากเหลือเกิน

โม ซาลาห์ กลับมาจากทีมชาติ ด้วยผลงานสาละวันเตี้ยลง ยิงประตูแทบไม่ได้ มีโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามตั้งแต่ยังไม่ถึงนาที 70 นัดชนะ วัตฟอร์ด 2-0 เพราะฟอร์มไม่ได้มาตรฐานจริงๆ โดยตั้งแต่ขึ้นเดือนเมษายน เขาทำประตูให้ หงส์แดง ไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงเชื่อมั่นในฝีเท้าของ ซาลาห์ อยู่เสมอ 2-3 เกมหลังสุด ก่อนหน้า แดงเดือด จะเห็นเลยว่า "เจเค" มักจะให้ บังโม อยู่ครบ 90 นาที และ เลือกถอดนักเตะคนอื่นๆ ซึ่งมันแฝงไปด้วยเหตุผลเรื่องของความเชื่อมั่น ถ้าปลดล็อคได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวความมั่นใจก็กลับมา

ด้วยความที่บอลมันอั้นนี่แหละครับ มันน่ากลัวตรงที่มันอาจปลดล็อคในเกมสำคัญ และ ซาลาห์ ก็กลับมาถูกที่ ถูกเวลา จริงๆ หลังจากเจ้าตัวเป็นคนทำ 1 แอสซิสต์ และ ซัดให้ทีมได้อีก 2 ตุง พร้อมขยับสถิติดาวซัลโว ด้วยจำนวน 22 ตุง เรียกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอาหารอันโอชะของ บังโม จริงๆ เนื่องจากที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็กดแฮตทริค และ แอสซิสต์ให้เพื่อน และมาที่แอนฟิลด์ ก็ทั้งยิง ทั้งจ่าย เหมือนเดิม

- แดงเดือด ที่แตกต่าง

ต้องพูดกันแบบตามตรงเลยว่า ตลอดชีวิตในการดูศึก แดงเดือด มา 10-20 ปี ไม่เคยมี แดงเดือด ครั้งไหน จะดูห่างชั้น และ ขาดลอย มากไปกว่าซีซั่นนี้อีกแล้ว ต่อให้ช่วงที่ ลิเวอร์พูล กำลังล้มลุกคลุกคลาน ก็สู้กับ ปีศาจแดง ยุคเรืองอำนาจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้อย่างเมามันส์ และ สนุกตื่นเต้นทุกครั้ง ประหนึ่งว่า ฝีตืนสู้ไม่ได้ ก็เอาหัวใจเข้าสู้แทน

แต่ แดงเดือด เวอร์ชั่น 2021-22 มันเห็นได้ชัดเจนเลยว่า อยู่คนละ "ระดับ" จริงๆ ตลอด 90 นาที เห็นได้ถึงความแตกต่าง ทั้งฟอร์มการเล่น, แท็คติค และ จิตวิญญาณ .. ไม่รู้ว่าจะพูดแรงไปหรือไม่ แต่ความคิดเห็นส่วนตัว นี่คือ ปีศาจแดง ยุคที่ตกต่ำที่สุดตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเลยครับ ระบบช่างย่ำแย่ / การเล่นดูไร้ทรง / ไร้จิตวิญญาณความเป็นผู้ชนะ / เหมือนคนไม่มีใจมาลงสนาม เอาง่ายๆแค่ส่งบอลให้ตรงเพื่อน พวกเขาทำมันออกมาได้ดูแย่มากๆ 

ผิดกับ ลิเวอร์พูล นักเตะแต่ละคนเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจ และ ด้วยความเพลิดเพลิน พวกเขาทำให้เห็นว่า นี่คือทีมที่หลุดไปอีกเลเวลแล้ว บนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ .. คุณลองดูการจ่ายบอลแบบเท้าสู้เท้า อาจจะมีผิดพลาดบ้าง แต่มันรวดเร็ว และ แม่นยำ แทบไม่เปิดโอกาสให้กับ ปีศาจแดง ได้สร้างภัยอันตรายใดๆทั้งสิ้น เพราะยามที่เสียบอล ไม่กี่อึดใจก็สามารถแย่งบอลกลับมาได้แล้ว

อลิสซอน เบ็คเกอร์ แทบไม่ต้องออกแรงเซฟ เพราะถ้าไม่นับจังหวะล้ำหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงตรงกรอบแค่ 1 ครั้ง เท่านั้น มันบ่งบอกเลยว่า พิษสงเกมรุกของ ปีศาจแดง ไม่ได้สร้างความระแคะระคายให้กับกองหลัง ลิเวอร์พูล เลยสักนิด เอาง่ายๆว่า อลิสซอน น่าจะสัมผัสบอลมากกว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ด้วยซ้ำ เพราะลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ เล่นบอลไปทั่วทั้งสนาม

แต่กับแนวรุก หงส์แดง เกมนี้ พวกเขาเล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด มากเหลือเกิน โดย 4 ประตูที่ทำได้ ก็มาจาก 3 ประสานแนวรุกทั้งนั้น ลูกแรก ซาลาห์ แอสซิสต์ให้ ดิอาซ / ลูกสอง มาเน่ แอสซิสต์ให้ ซาลาห์ / ลูกสาม ดิอาซ จ่ายให้ มาเน่ ทำประตู และ ลูกสี่ ดิโอโก้ โชต้า ตัวสำรอง ลงมาจ่ายให้กับ ซาลาห์ ยิงปิดกล่อง

ไม่แปลกใจที่ ลิเวอร์พูล กำลังคั่วแชมป์กับ แมนฯ ซิตี้ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด สุ่มเสี่ยงจะไม่ได้โควต้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยซ้ำ มันเป็น แดงเดือด ที่ทำให้เห็นกันอย่างชัดเจนเลยงว่า ยุคนี้ หงส์แดง เหนือกว่า ปีศาจแดง ไปไกลจริงๆ

- ถึงเวลาล้างบาง 

คำถามนี้ มันจะผุดขึ้นมาเสมอ เวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลการแข่งขันอันย่ำแย่ เฉกเช่นเกม แดงเดือด ครั้งนี้ เพราะมันเหมือนได้ตัดเกรดเลยว่า นักเตะคนไหนควรจะได้ไปต่อ นักเตะคนไหนควรจะต้องอพยพเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยหลังจบการแข่งขัน ก็มีแฟนบอลหลายคนโพสต์ระบายว่า "ถึงเวลาล้างบางทีมเสียที"

ปีศาจแดง ยังคงมูฟออนเป็นวงกลม ใช้ผู้เล่นชุดเดิมๆเหล่านี้มาหลายปีแล้ว ถึงแม้จะมีตัวเสริมเป็นซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ จาดอน ซานโช่ เข้ามา ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ฉะนั้นถ้าคุณต้องการจะพัฒนา หรือ ก้าวไปข้างหน้า คงต้องเปลี่ยนแปลงแบบชุดใหญ่แล้วล่ะครับ ซึ่งเชื่อว่าถ้า เอริค เทน ฮาก ว่าที่กุนซือคนใหม่ เข้ามารับงานเต็มตัว ก็คงต้องเห็นจุดนี้เหมือนกัน

ปอล ป็อกบา, เจสซี่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, ดิโอโก้ ดาโลต์, เอริค ไบญี่ และ ฟิล โจนส์ นักเตะที่กำลังจะหมดสัญญาเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พวกเขาจะโดนโละออกไปสักที บางคนเป็นตัวท็อปยุโรป แต่ถ้าเล่นแบบไม่มีใจ อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ไปตั้งต้นกันใหม่ สร้างทีมให้แข็งแกร่ง เหมือนอย่างที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยโละนักเตะ หงส์แดง ออกไปเรื่อยๆ จากชุดแรกๆที่เข้ามาคุมทีม ทั้ง ซิมงต์ มิโญเล่ต์, นาธาเนี่ยล ไคลน์, เดยัน ลอฟเรน หรือ ลูคัส เลว่า เป็นต้น

ราล์ฟ รังนิค กุนซือใหญ่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมรับตรงๆว่า ตอนนี้ขุมกำลังแค่เสริมทัพ 3-4 คน ไม่เพียงพอแแล้ว อาจจะต้องโละ และ เสริมเข้ามาเป็น 10 คน ถึงจะทำให้ ปีศาจแดง มีโอกาสพัฒนาอีกครั้ง

ซึ่งการล้างบางอย่างเดียวยังไม่พอหรอกครับ คนที่เข้ามาแทน ต้องมีเคมี และ DNA ความเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด เต็มเปี่ยม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ แต่มันจะคือคนที่ใช่หรือเปล่า ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวตัดเกม เป็นตำแหน่งที่แฟนบอลอยากได้ตัวมาร่วมทีมมากที่สุด ถึงเวลาหรือยังที่ต้องแก้การบ้านให้ตรงจุด แน่นอนงานเหล่านี้คือสิ่งที่กุนซือคนใหม่ และ ทีมงานต้องช่วยกันเพื่อตามหาคนที่ใข่ ทว่าตอนนี้ภารกิจพวกเขาคือต้องลืมฝันร้ายให้เร็วที่สุดและ กลับมาต่อสู้เพื่อตำแหน่งท็อปโฟร์อีกครั้ง

- การลุ้น 4 แชมป์ ของ ลิเวอร์พูล ใกล้เข้าไปทุกขณะ

ย้อนกลับไปตอนต้นเดือนเมษายน มีกูรูหลายๆคน ครหรว่า ลิเวอร์พูล คงสร้างประวัติศาสตร์คว้า 4 แชมป์ไม่ได้หรอก เพราะมีขวากหนามมหาโหดมากมายขวางทางอยู่ ทั้งเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 รายการ รวมถึงศึก แดงเดือด และ มันคงหนักเกินไปกับทีมๆนึง ที่ต้องมาเตะเกือบ 10 นัด ภายใน 1 เดือน 

แต่ประทานโทษ ณ ตอนนี้ หงส์แดง ยังคงอยู่ในเส้นทางเหมือนเดิม โดย เอฟเอ คัพ ปราบ เรือใบสีฟ้า ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เชลซี ส่วน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ จะไปดวลกับ บียาร์เรอัล ที่พลิกล็อคเขี่ย บาเยิร์น มิวนิค ตกรอบมาได้ และ ตอนนี้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ถล่ม ปีศาจแดง คู่อริขาดลอย ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงชั่วคราวแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 คะแนน

ขนาดบ่อนพนันถูกกฎหมายของฝั่งอังกฤษ หั่นราคา ลิเวอร์พูล คว้า 4 แชมป์ มาเหลือที่ แทง 1 จ่าย 8 ไม่รวมทุนแล้ว ทั้งๆที่ตอนออกสตาร์ทซีซั่น ตั้งราคาไว้สูงถึง แทง 1 จ่าย 1,000 เลยทีเดียว เรียกว่า หงส์แดง กำลังขยับเข้าใกล้ไปเรื่อยๆ มีเพียง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เขาไม่ได้กุมชะตาตัวเอง

ทุกอย่างมันเกิดขึ้น เพราะผลงานอันสุดยอดของ ลิเวอร์พูล พวกเขากำลังมีฟอร์มการเล่นที่ดีสุดๆ พร้อมกับมีขุมกำลังแบบเต็มเปี่ยม ชนิดที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีตัวหลักได้รับบาดเจ็บหนักๆเลย ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีตัวเลือกใช้งานจนสนุกมือ และ ทุกคนกำลังเล่นด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น แค่เก่งไม่พอ บางครั้งมันก็ต้องมีดวงเข้ามาช่วยด้วย

ดูอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซิครับ ไม่ได้จะเป็นการด้อยค่าคู่แข่งนะครับ แต่การจับสลากเจอกับ เบนฟิก้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ ด้วยความที่เหนือกว่า ทำให้สามารถพักนักเตะตัวหลักในนัด 2 ได้ หลังรอบแรกได้ผลตามต้องการ อีกทั้งรอบรองชนะเลิศ ก็ไม่ต้องเจอกับ บาเยิร์น ด้วย ซึ่งการเจอกับ เรือดำน้ำสีเหลือง ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่ หงส์แดง ดูเหนือกว่า หลายสิ่งหลายอย่างกำลังเข้าทาง มารอดูกันว่าสุดท้ายแล้ว หงส์แดง จะคว้า 4 แชมป์ ประวัติศาสตร์ ได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ฮาย ฮาวดี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline