“ใช่ ท็อปโฟร์มันจากไปแล้ว” นี่คือคำกล่าวของ ราล์ฟ รังริค ที่ดูเป็นใจความสำคัญที่สุด หลังเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา บุกไปแพ้ อาร์เซน่อล 1-3 ถือเป็นการแพ้เกมเยือนในลีกแบบ 4 นัดติดต่อ เป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี และแทบจะเป็นการปิดประตูสู่ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งเกมนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพูดถึง และแน่นอนวันนี้เช่นเคย ขอบสนาม ของเราจะพาไปเจาะไปฝอยกันครับ
เริ่มกันจาก การจัดทัพ ที่วันนี้มีความน่าสนใจเล็กน้อยจากฝั่ง แมนยู หลังพวกเขาเลือกดร็อป แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ด้วยสาเหตุอยากให้นักเตะได้พักหลังกรำศึกหนักมาตลอด 2 สัปดาห์
แล้วส่ง ราฟาเอล วาราน ที่หายเจ็บกลับมากับ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ เป็นคู่เซ็นเตอร์ พร้อมกับยังได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลับมายืนเป็นหัวหอกตัวจริง
ส่วน อาร์เซน่อล วันนี้มีเปลี่ยนนักเตะเพียงคนเดียวจากเกมที่ชนะ เชลซี คือกลับมาใช้ เซดริก ซัวเรซ ยืนเป็นแบ็คขวา และแน่นอน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ได้รับโอกาสเป็นหัวหอกตัวจริงเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกัน
ถัดกันมาด้วยเรื่องของ รูปเกม ที่ต้องบอกว่ามีความสูสีพอประมาณ มีช่วงเวลาที่ทั้งฝ่ายพลัดกันโหมบุกใส่อีกฝั่ง แต่แน่นอนดูรวม ๆ แล้วเป็นฝั่ง อาร์เซน่อล ที่ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องการปิดแต้มจากโอกาสที่ได้รับ ก่อนจะคว้าสามแต้มไปด้วยการชนะ 3-1
ซึ่งเกมนี้มันทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ เกมรับ แมนยู ที่มีหรือไม่มี แม็คไกวร์ ก็ดูไม่ต่าง
เพราะนอกจากทีมจะไมไ่ด้แต้ม แม็คไกวร์ จะไม่ได้คอนเทนต์แล้ว และขนาดกัปตันคนนี้ ที่ถูกแฟนบ่นนักบ่นหนาจะไม่ได้ลงสนาม แต่ก็ดูเหมือนเกมรับ แมนยู จะไม่ได้ดูดีขึ้นมาสักนิด เสมือนกับเอาใครมาลงก็ยังสร้างความผิดพลาดได้เสมอ มีแต่รวนกับรั่ว
หรือจริง ๆ แล้วบางทีมันอาจถึงเวลา ไม่ก็ถึงมานานแล้วที่พวกเขา ควรจะหาเซ็นเตอร์ดี ๆ ที่ไว้ใจได้สักคนมายืนเป็นหลักเป็นฐานแบบทีมอื่นสักกะทีครับ
ประเด็นต่อมา ขอต่อด้วยเรื่องของ แมนยู อีกเรื่อง กับการชี้ชัดแล้วว่า โรนัลโด้ ไม่เคยเป็นปัญหา
เพราะเขาคือนักเตะที่ดีที่สุดของ แมนยู ตอนนี้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะนัดนี้ที่แม้ทีมจะแพ้ แต่ CR7 ยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในวัย 37 ปี ทั้งการทำประตู และการช่วยพักบอล-ต่อบอลทำเกม
และนัดนี้ เขาได้ทำประตูใน พรีเมียร์ลีก ครบ 100 ลูก และเจ้าตัวได้อุทิศประตูดังกล่าว แด่ลูกชายหนึ่งในทารกฝาแฝดผู้ล่วงลับ ด้วยการเงยหน้าชี้ฟ้า พร้อมกับยังมีโมเมนต์ดี ๆ กับการปรบมือให้กำลังใจจากแฟน ปืนใหญ่ ในนาทีที่ 7 อีกด้วย
ส่วนเรื่อง จุดโทษ ราล์ฟ รังนิค ได้ออกมาเฉลยแล้วว่าเป็น โรนัลโด้ เองที่รู้สึกไม่พร้อม จึงให้ “เดอะ ยั๊วะ” บรูโน่ แฟร์นันเดส ยิงแทน แล้วดันพลาดโอกาสตีเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม อีกไม่นาน เดี๋ยว โรนัลโด้ ก็จะพร้อมกลับมารับหน้าที่ที่เขาถนัดและฉมังที่สุดอย่างแน่นอนครับ
ส่วนผู้เล่น แมนยู คนอื่นวันนี้ คงไม่มีใครที่เรากล่าวชมเต็มปากได้จจริง ๆ จัง ๆ มีแต่ที่ควรติอย่างก็ บรูโน่ แฟร์นันเดส ที่วันนี้ดูจะบ่นมากกว่าทำประโยชน์ซะอีกครับ
ส่วน สก็อตต์ แม็คโทนิเมย์ หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ลงมาสำรอง ถือว่ารู้กันครับ ไม่ต้องพูดเยอะ เพราะมันหนักเกินเบอร์ไปนานแล้ว!
โดยผู้ถึงผู้เล่น แมนยู ไปแล้วมาพูดถึงผู้เล่น อาร์เซน่อล กันบ้าง โดยวันนี้คนที่ได้รับคำชมคงเป็นอย่าง บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดการ์ด หรือ แกรนิต ชาก้า แต่สำหรับมันยังมีอีกคนที่อยากพูดถึงและกล่าวชม
นั่นก็คือ โมฮาเหม็ด เอลเลนี่ ที่วันนี้ทำหน้าที่ผึ้งงานได้ดี ขยันวิ่งไล่กวด เล่นง่าย-จ่ายง่าย แต่มีประสิทธิภาพ และสำหรับเราเขาคือคนที่เซฟ อาร์เตต้า มา 2 นัดติดแล้ว
และท้ายนี้ ทิ้งท้ายกันด้วยเรื่องของ ท็อปโฟร์
ที่สำหรับ ยูไนเต็ด ก็คงต้องบอกว่า โอกาสเหมือนหลุดลอยไปแล้ว อย่างที่ รังนิค พูดเองหลังจากจบเกม เพราะตอนนี้พวกเขาตามทีมอันดับ 4 อย่าง อาร์เซน่อล ถึง 6 คะแนน แถมยังแข่งมากกว่าหนึ่งนัด และเหลือโปรแกรมอีกเพียง 4 นัดเท่านั้น
ทำให้ตอนนี้อะไร ๆ ก็ดูเข้าทาง ปืนใหญ่ ไปหมด เพราะ สเปอร์ส ที่แข่งตามหลังมา ก็ทำได้แค่เสมอ เบรนท์ฟอร์ด 0-0 จึงทำให้พวกเขามีแต้มมากกว่า ไก่เดือยทอง อันดับ 5 ที่ 2 คะแนน
แต่นั่นอาจยังไม่ได้เปลี่ยนความหมายที่ว่า เกมในวันที่ 12 เดือนพฤษภาคมนี้ ที่ สเปอร์ส จะเจอกับ อาร์เซน่อล มันน่าจะเป็นแมตช์สำคัญที่สุดสำหรับการลุ้นอันดับ 4 ในฤดูกาลนี้เลยล่ะครับ
และสำหรับท้ายนี้จริง ๆ ก็ขอให้กำลังใจ แฟนผี ก็ถือซะว่าฤดูกาลที่น่าผิดหวังกำลังใกล้จะจบลงแล้ว และหวังว่าปีหน้าฟ้าใหม่ หลังจากได้โค้ชใหม่, หลังบ้านใหม่ และนักเตะใหม่ ๆ แล้ว พวกเขาจะสามารถกลับมาลุ้นท็อปโฟร์ หรือถ้วยแชมป์ถัดไปได้อีกครั้งในอนาคตนะครับ.















