ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุด และสู้กันได้มันส์ที่สุดประจำซีซั่นนี้เลยก็ว่าได้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมง่ายๆ จนต้องไปวัดหาผู้ชนะกันในเกมที่ 2 ณ สังเวียน ซานติอาโก เบร์นาเบว
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราได้ทำการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจจากเกมคู่นี้มาฝากกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลย
การจัดทัพ
หนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของเกมวันนี้คือการเลือกหยิบจับ 11 ตัวจริงของกุนซือทั้ง 2 ฝั่ง เริ่มกันที่ทัพ "เรือใบสีฟ้า" กันก่อนปัญหาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือการขาดแบ็คขวาทั้ง 2 รายอย่าง ไคล์ วอร์คเกอร์ กับ เจา คันเซโร่ ทำให้เขาผ่าทางตันด้วยการโยก จอห์น สโตนส์ ไปเล่นในบทบาทจำเป็น ส่วนคู่เซ็นเตอร์ฮาร์ฟเป็นหน้าที่ของ รูเบน ดิอาส กับ อายเมอริค ลาป๊อกร์ต ส่วนแบ็คซ้ายใช้บริการของ โอเล็กซานด์ ซินเชนโก้
ส่วนอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ ซิตี้ คือแดนบนเกมนี้ เป๊ป เลือกที่จะใช้กองหน้าขนานแท้อย่าง กาเบรียล เชซุส ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงภายหลังทำผลงานได้อย่างดุเดือดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่าน โดยเล่นร่วมกับ ริยาด มาห์เรซ และ ฟิล โฟเด้น
ขยับมาที่ เรอัล มาดริด เกมนี้ "อันเช่" ปรับหมากด้วยการถอย เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ลงไปยืนเป็นกองกลางเล่นร่วมกับ ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส ส่วนเกมรุกริมเส้นใช้ 2 ตัวจี๊ดอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ กับ โรดรีโก้ ในการคอยสนับสนุนพี่ใหญ่อย่าง คาริม เบนเซม่า
ซิตี้ เปิดเกมโคตรสวย
ต้องบอกว่าเกมนี้ ซิตี้ ออกสตาร์ทด้วยผลงานยอดเยี่ยม และเกินกว่าที่แฟนบอลคาดไปมาก พวกเขารัวรวดเดียว 2 ประตู ตั้งแต่ช่วง 11 นาทีแรก ซึ่งนี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พลพรรคทัพ "ราชันชุดขาว" โดนสองประตูในช่วง 11 นาทีแรกของเกมในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก
จากนั้นด้วยประตูที่นำห่างบวกกับการได้ลงเล่นในถิ่นตัวเองมันก็ไม่แปลกที่ แมนฯ ซิตี้ จะเดินหน้าเพื่อล่าประตูถัดไป เพราะถ้าเกิดสามารถหนีห่างไปได้ถึง 3 ประตู เชื่อเหลือเกินว่า มาดริด เองก็หาทางกลับมาสู่เกมได้ยากพอสมควร
แต่ทว่าหลังจากนั้นกลายเป็นโชว์ที่คุณภาพคับแก้วต่างฝ่ายต่างงัดสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้แฟนบอลได้รับชม ซึ่งจบครึ่งแรกสกอร์บอร์ดแจ้งว่าเจ้าถิ่นขึ้นนำอยู่ 2-1 ซึ่งต้องขอย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้ไม่มีการนับกฎอะเวย์โกลอีกแล้ว วัดกันที่ประตูที่ทำได้แบบเพียวๆ
ส่วนครึ่งหลังต้องยอมรับในกึ๋นของ อันเชล็อตติ ที่กล้าเปิดหน้าแลกหวังตีเสมอให้ได้ แต่ทว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังตัวเอง เพราะดันมาโดนเจ้าบ้านทิ้งห่างไปเป็น 3-1 สถานการณ์ ณ ตอนนั้นพวกเขาไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก เพราะต้องตามหลังถึง 2 ตุงอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง แถมรูปแบบก็ดูเป็นรองครองบอลได้น้อยกว่า
ทว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ เรอัล มาดริด ไม่ได้เป็นรองเลยคือเรื่องความคมกริบของเหล่าเกมรุก แม้โอกาสจะไม่ได้มากเท่าเจ้าบ้าน แต่ประสิทธิภาพไม่ได้เป็นรอง โอกาสยิงตรงกรอบเพียง 5 ครั้ง พวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นถึง 3 ประตู ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก
จบเกมตัวเลขบอกว่า แมนฯ ซิตี้ 4 เรอัล มาดริด 3 ทำให้เจ้าบ้านกุมความได้เปรียบไว้ก่อนในนัดแรก แต่ถ้าจะมีจุดที่น่าเสียดายคงเป็นการที่เจ้าบ้านน่าจะปิดเกมด้วยความห่าง 2 ประตู ก่อนบุกไปเยือนสเปนในช่วงสัปดาห์หน้า แต่เชื่อเหลือเกินว่าเกมนั้นคงจะมีคุณภาพ และอัตราความมันส์ไม่ต่างจากเกมนี้เป็นแน่แท้
ว่ากันต่อที่ เบร์นาเบว
อย่างที่กล่าวไปว่าคู่นี้ต้องมาตัดสินยกสุดท้ายที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว จากสถิติในฤดูกาลนี้ เรอัล มาดริด ในรอบน็อกเอาท์ แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขามักจะได้ลงเล่นเกมนัดที่สองในถิ่นตัวเองตลอดมา
ไล่ตั้งแต่ดวล เปแอสเช ซึ่งก็สามารถพลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ รอบ 8 ทีมสุดท้ายแม้ 90 นาทีจะพลาดท่าโดน เชลซี บุกมาถลุง แต่ช่วงต่อเวลาก็เป็นพวกเขาที่เอาตัวรอดชนะมาได้ พร้อมตีตั๋วเข้ามาสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
หนึ่งในสิ่งที่น่าระวังของ แมนฯ ซิตี้ คือลูกประสบการณ์ของนักเตะเจ้าถิ่น ที่มักจะมีความเก๋าเกม และรู้ว่าควรต้องทำยังไงให้ได้ผลการแข่งขันตามที่ต้องการ ลองไล่เรียงดูในแต่ละเกมที่ผ่านมาพวกเขาเอาตัวรอดได้เก่งมากๆ จากร่อแร่ก็กลายเป็นเข้ารอบมาได้
ส่วน แมนฯ ซิตี้ การกุมความได้เปรียบก่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนความโชคดีคือการไม่นับอะเวย์โกล เพราะขืนยังใช้กฎเก่าอยู่พวกเขาถือว่าเป็นรองมากพอสมควร เพราะโดนบุกไปยิงประตูถึงถิ่น 3 ตุง
แน่นอนว่าด้วยการถือผลการแข่งขันที่ได้เปรียบอยู้ในมือ บวกกับความมุ่งมั่นที่อยากจะซิวถ้วยนี้ให้ได้ เชื่อเหลือเกินว่า "เรือใบสีฟ้า" ก็พร้อมทุ่มสุดตัวเช่นกัน
แน่อนยกที่ 2 ณ สังเวียน เบร์นาเบว น่าจะเดือดทะลุปรอท ต่างฝ่ายต่างต้องการผลการแข่งขันของตัวเอง สัปดาห์หน้ารู้แน่ใครจะเป็นฝ่ายคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
เบนเซม่า ฟอร์มแรงต่อเนื่อง
"ยิ่งเล่น ยิ่งร้อนแรง" คงเป็นคำนิยามสั้นๆ แต่ได้ใจความสำหรับ คาริม เบนเซม่า กองหน้าวัยเก๋าของ เรอัล มาดริด ที่ผลงานซีซั่นนี้ทะลุจุดเดือดซัดกระจายในทุกรายการอย่างแท้จริง
เกมเมื่อคืนการเหมาคนเดียว 2 ตุงทำให้ยอดรวมใน แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้ขึ้นไปแตะหลัก 14 ประตู จากการลงสนาม 10 เกม นอกจากนั้นสถิติยังบอกว่าอีก เบนเซม่า ขึ้นแท่นอันดับ 2 นักเตะที่ยิงในรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก ได้มากที่สุดตลอดกาลที่จำนวน 7 ประตู เป็นรองเพียง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำไว้ 13 ตุง เพียงรายเดียวเท่านั้น
ส่วนในเรื่องของการคั่วลุ้นดาวซัลโว แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้ดูท่าทีแล้วมีโอกาสเข้าป้ายคว้ารางวัลไม่ใช่น้อย เพราะถ้าจะหาคนที่น่าจะขึ้นมาเบียดได้คงเป็น โม ซาลาห์ ที่ทำไว้ 8 ประตู แต่ด้วยโปรแกรมที่เหลือ กับจำนวนที่ตามห่างทำให้ "เจ้าเบนซ์" มีโอกาสไม่น้อย
แน่นอนนี่คือเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของ เบนเซม่า เลยก็ว่าได้ ถ้านับแบบทุกรายการเขาสอยไปแล้ว 41 ประตู จาก 41 นัด เฉลี่ยคือทุกนัดที่ลงสนามเขาจะทำประตูได้เสมอ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้งของเจ้าตัวที่ยิงได้แตะถึงหลัก 40 ประตู ต่อ 1 ฤดูกาล
- Paolinho -















