เรียกว่าเป็นเกมที่กดดันและตื่นเต้นอย่างมาก เพราะประตูเดียวมันอาจตัดสินเกมได้เลย

และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ลูกเดียวรับแชมป์ ซึ่งเกมนี้ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ต้องยกให้กับ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เลยครับ โชว์เซฟเกือบ 10 ลูก ไม่ว่าจะยากแค่ไหนเขาป้องกันได้หมด ถ้าไม่มีนายทวารรายนี้่ มาดริด คงแย่แน่นอน เอาเป็นว่าไม่ต้องสาธยายให้มากความ เกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันครับ

- กูร์กตัวส์ คัมภีร์หยุดกระสุน

บอกเลยว่าตลอด 45 นาทีแรก รูปเกมอาจออกไปอีกแบบ ถ้าหาก เรอัล มาดริด ไม่มี ติโบต์ กูร์กตัวส์ คอยช่วยชีวิต โชว์ซูเปอร์เซฟ 2-3 ครั้ง ให้เห็นกันแบบจะๆ เริ่มตั้งแต่ลูกที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ ให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไขว้ยิง ก็พุ่งตัวปัดเอาไว้ได้

ส่วนช็อตที่เซฟของโคตรเซฟ ต้องยกให้จังหวะที่ ซาดิโอ มาเน่ ล็อคหลบกองหลัง เรอัล มาดริด 2-3 คน ก่อนจะแต่งเข้าขวา หวังยิงยัดเสาแรก แต่ปฏิกิริยาของ กูร์กตัวส์ ว่องไวดั่งสายฟ้าแล่บ พุ่งปัดปลายมือ บอลกระดอนไปชนเสา และ ตามไปตะครุบต่อไว้ได้ 

นอกจากนี้ ครึ่้งหลัง ลิเวอร์พูล ยังมีโอกาสอีกมากมายก่ายกอง แต่ไม่ว่าจะลองใช้วิธีใดเข้าทำ ทั้งลูกครอสก็แล้ว ยิงไกลก็แล้ว ไม่ผ่านมือ กูร์กตัวส์ เลยสักครั้งเดียว มีช็อตท้ายเกม ซาลาห์ ได้ยิงเท้าขวา ก็ยังใช้ท่อนแขนป้องกันไว้ได้อีก เรียกว่าโชว์ร่างทองของแท้ เพราะจัดไปถึง 8 เซฟ !!

- สาเหตุ เบนเซม่า ล้ำหน้า

ตลอด 45 นาที ไม่รวมทดเจ็บ เหลือจะเชื่อเลยครับว่า เรอัล มาดริด ไม่มีโอกาสยิง ไม่ได้สร้างความอันตรายใดๆให้กับ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เลยสักนิด แต่นั่นแหละครับ ถ้าคู่แข่งของคุณ มี คาริม เบนเซม่า แม้แต่วินาทีเดียว ก็ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด

เมื่อ คาริม เบนเซม่า อาศัยความผิดของ อลิสซอน กับ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ส่งบอลเข้าไปซุกตาข่าย ชนิดที่สาวก ราชันชุดขาว เฮกันลั่น ผิดกับสาวก เดอะ ค็อป ที่เงียบเป็นป่าช้า แต่กระนั้นโชคยังเข้าข้างฝั่ง หงส์แดง เมื่อไลน์แมนตีธงว่า เบนเซม่า ล้ำหน้า

วินาทีที่เช็ค VAR แฟนบอลทั้ง 2 ทีม ต่างก็ 2 อารมณ์ ทีมนึงก็ลุ้นให้ได้ประตู อีกทีมนึงก็หวังให้ริบสกอร์กลับ สุดท้าย VAR แจ้งว่าเป็นช็อตออฟไซต์ เนื่องจาก เบนเซม่า ยืนสูงกว่าทั้ง เฟอร์ฟิล ฟาน ไดค์ และ อลิสซอน ที่ขึ้นมาสูงกว่าแนวรับ ซึ่งมีเพียง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เท่านั้น ที่ถอยลงไปตรงหน้าปากประตู

ซึ่งเคสนี้ มีคนถกเถียงกันมากมายว่าจริงๆแล้วน่าจะเป็นประตูของ เบนเซม่า เพราะบอลที่ไหลมาหาเขานั้น เป็นการสกัดจาก โกนาเต้ ไปโดน ฟาบินโญ่ จึงมาเข้าทาง เบนเซม่า ที่ซัดเข้าไป

อย่างไรก็ตาม กฎของ VAR ระบุไว้ว่า "ประตูของ เบนเซม่า เป็นจังหวะล้ำหน้า เพราะไม่ได้เป็นการแฉลบแบบตั้งใจของ ฟาบินโญ่" เนื่องจากก่อนที่บอลจะกระทบชิ่ง 2 ผู้เล่น หงส์แดง นั้น นักเตะ มาดริด มีจังหวะวิ่งเข้ามายิงก่อน จึงเป็นที่มาของการออฟไซต์

- วินิซิอุส ฮีโร่

ยังจำวันแรกๆของ วินิซิอุส ตอนมา มาดริด ได้อยู่เลยครับ เพราะมันเคยมีประเด็นที่ คาริม เบนเซม่า บอกกับเพื่อนว่าอย่าส่งบอลให้กับ วินิซิอุส จากวันนั้นถึงวันนี้เขากลายเป็นคู่หูโคตรอันตราย ประสานงานกับ เบนเซม่า ยิงใส่คู่แข่งเป็นว่าเล่น

และจากเด็กน้อยคนนึง วันนี้เขาเติบโตเป็นตัวหลักที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ พร้อมกับเป็นฮีโร่ของเหล่าอัศวิน "ราชันชุดขาว" ด้วยการยิงประตูชัย พา มาดริด เฉือนเอาชนะ ลิเวอร์พูล 1-0 คว้าแชมป์มาครองอย่างยิ่งใหญ่

เท่ากับว่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ วินิซิอุส ยิงไปทั้งสิ้น 4 ประตู แต่กระนั้น 2 ประตูหลังนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง โดยลูกแรก คือลูกที่จุดประกายความหวังยิงไล่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มา 2-3 ก่อนทีมจะแพ้ 3-4 และ พลิกนรกกลับมาชนะได้ในเกมที่ 2 ส่วนอีกลูก ก็นี่แหละครับ ส่งให้ มาดริด เป็นแชมป์ทันที

- มาดริด สถิติ 100 เปอร์เซ็นต์

เรอัล มาดริด มีสถิติอันสวยหรูเหลือเกิน เวลาลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังยังไม่เคยแพ้ใครตลอด 7 นัด เรียกว่าเข้าชิง 7 ครั้ง คว้าแชมป์ได้ทุกครั้ง ซึ่งเมื่อปี 2018 ก็เป็นทีมที่ปราบเอาชนะ ลิเวอร์พูล มาได้ด้วยสกอร์ 3-1

และ ครั้งนี้ก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นเป็นขวัญตาอีกครั้งว่า ราชันชุดขาว คือเจ้าพ่อแห่งเวทียุโรปตัวจริงเสียงจริง เพราะนอกจากจะเป็นการฝากรอยเท้า ย่ำยีจิตใจสาวก หงส์แดง อีกแล้วนั้น ก็เป็นการเพิ่มสถิติเข้าชิง 8 ครั้ง ชนะทั้ง 8 ครั้ง เรียกว่าเก็บชัยชนะ 100 เปอร์เซ็นต์

ส่งผลให้ เรอัล มาดริด เพิ่มสถิติเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ชื่อเดิม) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมแล้วทั้งสิ้น 14 สมัย ซึ่งการซิวโทรฟี่ครั้งนี้ ก็เป็นการลบคำครหา ว่าไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คงไม่ได้แชมป์ ออกไปเสียที

นอกจากนี้ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือใหญ่ของ เรอัล มาดริด ยังได้สร้างสถิติเป็นกุนซือที่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ 4 ครั้ง แซงหน้า ซีเนอดีน ซีดาน อดีตเฮดโค้ช ราชันชุดขาว และ บ๊อบ เพสลีย์ ตำนานผู้จัดการทีม หงส์แดง

- ซาลาห์ เจ็บช้ำ โดยตอกย้ำรอยแผล

ทันทีที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รู้ว่า ลิเวอร์พูล จะได้เจอกับ มาดริด ในรอบชิงชนะเลิศ เขาก็ได้มาโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ทันทีว่า "เรามีแค้นต้องชำระกัน" เนื่องจากนัดชิงชนะเลิศที่ หงส์แดง แพ้ต่อ ราชันชุดขาว 1-3 บังโม ถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก เนื่องจากบาดเจ็บหัวไหล่ จากการปะทะกับ เซร์คิโอ รามอส

จากโพสต์ของ ซาลาห์ ก็กลายเป็นดราม่าไปใหญ่โต เพราะหลายๆคนไม่เห็นด้วย โดยทางฝั่งนักเตะ มาดริด อย่าง ดานี่ การ์บาฆาล ก็ออกสวนแบบเจ็บๆว่า "หวังว่ามันจะไม่สาหัสไปสำหรับ ซาลาห์ นะ ที่จะแพ้นัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อ เรอัล มาดริด เป็นซ้ำสอง"

ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆครับ เพราะ มาดริด ฝากรอยแค้นให้กับ ลิเวอร์พูล เป็นครั้งที่ 2 สร้างบาดแผลในหัวใจให้กับ ซาลาห์ อีกครั้ง ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ จะได้เจอกันอีกหรือไม่ แต่คงทำให้ ซาลาห์ สงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ

ฮาย ฮาวดี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline