เนื่องจากตลอด 10-15 ปีที่ผ่านมา พวกเขาโชว์ฟอร์มอยู่ในระดับโลก ดังนั้นถ้ามันมีอะไรที่ดูผิดแปลกไป หรือ ทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ก็จะเกิดการเปรียบเทียบทันที

อาทิ ซีอาร์ 7 ที่ย้ายกลับมาค้าแข้งให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด .. เขาโดนวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า "แก่เกินแกง" ที่จะเล่นบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกแล้ว เนื่องด้วยสไตล์ที่มันดุดัน และ รวดเร็ว จะวิ่งสู้หนุ่มๆได้อย่างไรกัน บ้างก็ว่าเขาทำให้ระบบการเล่นของ ปีศาจแดง พังพินาศ 

ส่วนทางฝั่ง ลิโอเนล เมสซี่ นับตั้งแต่ย้ายจาก บาร์เซโลน่า มาอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็โดนติติงไม่เว้นวัน เพราะสมัยที่เขาอยู่กับ เจ้าบุญทุ่ม ซัลโวให้กับทีมไปมากกว่า 30 ตุง รวมทุกรายการ แบบติดต่อกันถึง 13 ซีซั่น ดังนั้นพอมีสถิติยิงแค่ 11 ประตู ในสีเสื้อ เปแอสเช รวมถึงผลงานไม่เป็นดั่งใจ ก็ถูกด่ายับ ถึงขั้นมีแฟนบอลโห่ขับไล่ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คน ก็ตอบโต้ด้วยผลงาน ใช้ฝีเท้า มากกว่า คำพูด ด้วยการโชว์ให้แฟนบอลได้เห็นเป็นขวัญตาอีกครั้ง ทั้งๆที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้คนอื่นเห็นอีกแล้ว

โรนัลโด้ ที่โดนด่าว่าเขาแก่เกินแกง สำหรับ พรีเมียร์ลีก แต่เขาก็สร้างผลงานซัดให้กับ ปีศาจแดง มากถึง 18 ประตู จบเป็นอันดับ 3 ในตารางดาวซัลโว ทั้งๆที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบปัญหามากมาย ทั้งบรรยากาศห้องแต่งตัวที่มันเละเทะ และ ฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ แต่ ซีอาร์ 7 ก็ยังเป็น เดอะ แบก ทำประตูให้กับทีมได้อยู่เสมอ

ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ ถึงแม้เขาจะไม่สามารถพา เปแอสเช ไปถึงฝั่งฝัน ในการไล่ล่าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ไม่ได้มีสถิติพังประตูแบบเว่อวัง แต่กระนั้นเขาก็เปลี่ยนมันเป็นแอสซิสต์ช่วย ปารีส ได้ถึง 14 ประตู เพราะที่นี่เขาไม่จำเป็นต้องทำมันทุกอย่าง เนื่องจากมีทั้ง เนย์มาร์ และ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ อยู่ในทีม

ฉะนั้นคำถามที่ว่า โรนัลโด้ และ เมสซี่ กำลังเข้าสู่ช่วงยุคขาลง ? คงไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ เพราะในวัย 35+ พวกเขายังสร้างผลงานอันลือลั่นให้เห็น อย่างล่าสุดก็เป็นโปรแกรมทีมชาติ ที่ทั้งคู่ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ดังนี้

- เมสซี่ กับ ทีมชาติอาร์เจนติน่า ยังเป็นทุกอย่าง

ก็มีข้อเปรียบเทียบให้เห็นตลอดว่า เวลา เมสซี่ เล่นให้สโมสร กับเล่นให้ทีมชาติ ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน โดยสมัยที่อยู่กับ บาร์เซโลน่า .. เขาเป็นทุกอย่างให้กับทีมชาติ ยิงประตูเป็นว่าเล่น พาสโมสรเป็นแชมป์มากมาย แต่พอกับทัพ ฟ้า-ขาว กลับไม่มีแชมป์ติดมือมาเลย

แต่กระนั้นหากใครติดตาม เมสซี่ จะเห็นเลยว่า ผลงานทั้งในสโมสร และ ทีมชาติ ก็เป็น เดอะ แบก เหมือนๆกัน เพียงแค่ว่าในอดีตไม่ค่อยมีดวงกับ อาร์เจนติน่า สักเท่าไหร่ กระทั่ง เมสซี่ มาโชว์ผลงานแบบมาสเตอร์พีซ ด้วยการนำพาทีมชาติอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์ โคปา อเมริกา ได้เป็นครั้งแรก สำหรับยุคของเขา

ในทัวร์นาเมนต์นั้น เมสซี่ เป็นทุกอย่างของทัพ ฟ้า-ขาว จริงๆ เขาทุ่มเททุกอย่าง วิ่งจนหมดเรี่ยวหมดแรง เพราะมันคือแชมป์ที่ตามหามาทั้งชีวิต ซึ่งสุดท้ายความสำเร็จมันก็ผลิดอกออกผล คว้าโทรฟี่มาครองได้เสียที ก่อนจะมีรางวัลการันตีด้วยการคว้า "MVP" ประจำรายการนี้ พร้อมกับต่อยอดด้วยการคว้า บัลลง ดอร์ สมัยที่ 7 มาครอง

ถึงแม้ว่า เมสซี่ จะยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มจนน่าประทับใจให้กับ ปารีส ในซีซั่นแรก แต่ใช่ว่าผลงานของเขามันจะดรอปลงไปอย่างเกลียด และ เขาก็ทำให้เห็นว่ายังมีไฟโลดแล่นบนเวทีลูกหนังเหมือนสมัยหนุ่มๆอยู่เสมอ ล่าสุดกับการเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่า ก็เพิ่งซัดคนเดียว 5 ประตู ให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่า นัดถล่ม เอสโตเนีย เละเทะ 5-0 ต่อยอดจากการคว้าแชมป์

จากผลงานนัดนี้ นอกจากทำให้ เมสซี่ พาทัพ ฟ้า-ขาว ไร้พ่ายมาแล้ว 33 นัดติดต่อกัน เขายังสร้างสถิติซัดแฮตทริคครั้งที่ 56 ในชีวิตค้าแข้ง แบ่งเป็นการซัลโว 3 ลูก ใน 1 เกม ให้กับทัพ ฟ้า-ขาว เป็นครั้งที่ 8 

และ ที่มันยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคือ เมสซี่ ได้จารึกชื่อตัวเองว่าเป็นนักเตะที่ทำประตูในนามทีมชาติ ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ตลอดกาล ด้วยจำนวน 86 ประตู แซงหน้า เฟเรนก์ ปุสกัส ตำนานดาวยิงผู้ล่วงลับชาวฮังการี ซึ่งเคยทำไว้ 84 ประตู โดยตามหลัง ม็อคห์ตาร์ ดาฮารี ของ มาเลเซีย อยู่เพียงแค่ 3 ตุง เรียกว่ารอวันทำลายเท่านั้น

- โรนัลโด้ เพิ่มสถิติยิงประตูไม่หยุดหย่อน

ในวัย 37 ปี .. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังคงฉายภาพเป็น "เครื่องจักรถล่มประตู" ให้เห็นอยู่เสมอ อย่างที่บอกครับ ถึงแม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟอร์มออกทะเลไปไกล เพื่อนๆในทีมไม่ได้ซัพพอร์ทมากนัก เขาก็ยังอุตส่าห์ซัลโวเกือบๆแตะ 20 ประตู ชนิดที่เคยคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำเดือนเมษายน มาแล้ว

ขนาดฟอร์ม ปีศาจแดง ย่ำแย่ ยังยิงขนาดนี้ ตัดภาพมาที่ทีมชาติโปรตุเกส จะยอดเยี่ยมมากแค่ไหน เพราะในทัพ ฝอยทอง รายล้อมไปด้วยตัวป้อนให้ทำประตู ไม่ว่าจะเป็น บรูโน่ แฟร์นานเดส, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ดิโอโก้ โชต้า หรือ รูเบน เนเวส เป็นต้น

ล่าสุด เกมที่ทัพ ฝอยทอง เปิดบ้านถล่ม สวิตเซอร์แลนด์ 4-0 นั้น พี่โด้ ก็จัดไปคนเดียวเบาๆ 2 ตุง นอกจากจะพาทีมเก็บชัยชนะแล้ว ยังเพิ่มสถิติการเป็นดาวซัลโวตลอดกาลในนามทีมชาติ ที่จำนวน 117 ประตู ทิ้งห่าง เมสซี่ คนที่มีโอกาสเพิ่มสถิติขึ้นมาใกล้เคียง อยู่ถึง 31 ตุง 

และ ไม่รู้ว่าจะสถิติจะยืดไปถึงเท่าไหร่ เพราะไม่มีวี่แววเลยว่า โรนัลโด้ จะเลิกเล่น หรือ หมดแพสชั่นกับการฟาดแข้งให้ทัพ ฝอยทอง แต่อย่างใด นับเป็นจำนวนที่ยากเหลือเกิน จะหาใครมาทำลายภายใน 10-20 ปี ต่อจากนี้

จากผลงานของทั้งคู่ ขนาดต้องกรำศึกหนักมาอย่างยาวนานตลอดฤดูกาล 2021-22 แต่พอต้องมาต่อด้วยโปรแกรมทีมชาติ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นับว่ารักษาความฟิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้จะมีปัจจัย โควิด-19 เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม

ดังนั้นจากผลงานเกมทีมชาติ ที่ผ่านมา มันไม่ได้บ่งบอกเลยว่า ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หมดสภาพลงไปแต่อย่างใด พวกเขาทั้ง 2 คน ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มี 2 มือ 2 ขา 1 หัวใจ เหมือนกับนักเตะคนอื่นๆ ย่อมมีวันที่ดี และ มีวันที่แย่ ฟอร์มอาจดรอปลงไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เพราะจะให้เป็น เดอะ แบก ทุกๆเกม เหมือนสมัยอายุ 25-26 ปี ก็คงทำแบบนั้นไม่ได้ แต่อย่างน้อย เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ก็ยังทำให้เห็นเสมอว่าพวกเขาไม่ได้หมดไฟ แบบที่หลายคนเคยวิจารณ์ 

ด้วยอายุที่มากขึ้น สไตล์การเล่นก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จะให้ลากเลื้อยกระฉากหนีคู่แข่ง 3-4 คน แบบเมื่อก่อน คงยากแล้ว แต่กระนั้นความสำคัญกับทีมไม่เคยหายไปไหน การยิงประตู และ การทำแอสซิสต์ ยังเป็นลายเซ็นที่ทั้ง 2 คน ยังทำให้เห็นว่าความเป็นซูเปอร์สตาร์ของโลกลูกหนัง ไม่เคยจางหายไป

กลับกัน พวกเราควรจะจดจำผลงานของ โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ให้ดีๆต่อจากนี้ มากกว่าที่จะเอาเวลาไปนั่งจับผิด หรือ วิจารณ์กับผลงานที่เกิดขึ้น หากบางนัดมันไม่เป็นดั่งใจ เพราะก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเล่นฟุตบอลกันไปถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นพวกเราควรตักตวงความสุขให้มากที่สุด เมื่อเห็นทั้ง 2 คนนี้ลงสนาม 

ฮาย ฮาวดี้
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline