แน่นอนสิ่งที่นายใหญ่ชาวเนเธอร์แลนด์ต้องเร่งปรับปรุง และแก้ไข คือเรื่องของขุมกำลังนักเตะที่จะใช้ในซีซั่นถัดไปว่าใครสมควรที่จะได้รับโอกาสในการไปต่อ หรือใครบ้างที่ไม่เข้ากับแนวทาง และระบบที่เขากำลังจะติดตั้งให้ทีม
ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ทัพ "ปีศาจแดง" ยังไม่ได้ทำการเสริมทัพนักเตะใหม่เข้าสู่ทีมเลยสักรายเดียว แต่ทว่าถ้าเข้าไปท่องโลกโซเชียลจะพบว่าพวกเขามีข่าวเชื่อมโยงกับนักเตะมากมาย รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 10 ราย ส่วนทางฝั่งขาออกก็ปล่อยนักเตะที่หมดสัญญาไปรวมกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะเป็น ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติซ, ฆวน มาต้า หรือ เจสซี่ ลินการ์ด
ฉะนั้นแล้วมีออกก็ย่อมต้องมีเข้ามา ทว่าดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่เหลือเกิน เพราะด้วยจุดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนอยู่ ณ ปัจจุบันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก สังเกตุได้จากข่าวที่ออกมาว่าแข้งหลายๆ คนย่อมเลือกทางเดินกับสโมสรอื่นที่ดีกว่า
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยจะมาทำการวิเคราะห์กันหน่อยว่า เพราะเหตุใดตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2022 นี้ จะเป็นครั้งที่ยากลำบากของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการปิดดีลผู้เล่นชื่อดัง
ผลงานที่ผ่านมา
ประเด็นแรกที่เลือกหยิบยกมาคือเรื่องของผลงานที่ผ่านมาที่ไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่นัก เพราะถ้าย้อนเข็มนาฬิกากลับไปจะพบถึงฟอร์มของทีมที่ไม่สม่ำเสมอ ลดระดับจากทีมลุ้นแชมป์ สู่ทีมที่ต้องลุ้นเพียงโควต้าฟุตบอลยุโรป จนกระทั่งหลุดวงโคจรบอลถ้วยใหญ่อย่าง แชมเปี้ยนส์ลีก ไปแบบไม่ต้องให้แฟนบอลได้ลุ้นเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเรื่องของผลงานสโมสรย่อมเป็นตัวตัดสินสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับนักเตะชื่อดังที่มีดีกรีในการย้ายมาร่วมงานในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนหัวเรือจาก ราล์ฟ รังนิค มาสู่ เอริค เทน ฮาก แต่ทว่ามันยังไม่อาจการันตีได้เลยผลงานในอนาคตจะวนลูปกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือไม่
ฉะนั้นแล้วตัวบ่งชี้สำคัญคือผลงานของทีม และโครงสร้างในช่วงต่อจากนี้ว่าแนวทางเป็นไปในรูปแบบไหน และมันจะสามารถซื้อใจนักเตะบิ๊กเนมได้หรือไม่ เพราะยังไงเสียสถานะของพวกเขา ณ ตอนนี้กลายเป็นทีมกลางตารางที่รอวันรื้อฟื้นกลับมา ที่ยังไม่อาจกำหนดได้ว่าจะผงาดดังเดิมได้อีกครั้งเมื่อไหร่
ความน่าดึงดูด
สิ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าสถานะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันนี้ไม่ได้น่าดึงดูดเหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ด้วยอย่างที่กล่าวไปคือเรื่องของผลงาน และความสำเร็จที่ไม่ได้จับต้องอะไรอีกเลยนับตั้งแต่ฤดูกาล 2016-17
ขออนุญาตย้อนกลับไปไกลหน่อยในช่วงที่ยังคงมี "ป๋าเฟอร์กี้" นั่งแท่นกุนซือ นอกจากบารมีของนายใหญ่ชาวสกอตแลนด์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่มีความน่าดึงดูดของนักเตะคือเรื่องของความสำเร็จที่แทบจะการันตีได้เลยว่าต้องมีโทรฟี่แชมป์มาให้ถือครองในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นถ้วยเล็ก หรือรายการใหญ่ย่อมมีชื่อของพลพรรคทัพ "ปีศาจแดง" ลุ้นอยู่ด้วยเสมอ
อีกประเด็นคือฟุตบอลเอนเตอร์เทนที่สนุกสนาน ฟุตบอลเกมรุกที่มีแนวทางชัดเจน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นใครต่อใครก็ต่างอยากจะจรดปากกาย้ายมาร่วมทีมด้วย ตัวอย่างชัดเจนที่ผ่านมาอย่าง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่มีความกระหายอยากจะย้ายมาเป็นเด็กในสังกัดของ เซอร์ อเล็กซ เฟอร์กูสัน เพื่อเพิ่มโปรไฟล์ และสัมผัสความสำเร็จ จนปฏิเสธข้อเสนอจาก แมนฯ ซิตี้ เพื่อย้ายมาเป็นขุมกำลังของทัพ "ปีศาจแดง"
หรือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ที่จุดประสงค์ชัดเจนว่าอยากจะสัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสักครั้ง ก็พร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่ทีมแบบไม่ยากนัก ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคือความดึงดูดในยุคสมัยก่อนของ "ปีศาจแดง" ที่มีความสำเร็จการันตีให้นักเตะ
ซึ่งมันต่างจากปัจจุบันที่นอกจากความสำเร็จที่ไม่รู้ว่าจะคว้ามาได้ตอนไหน ยังรวมไปถึงผลงานที่ผ่านๆ มาในช่วง 4-5 ซีซั่นหลัง ต้องยอมรับว่าความน่าดึงดูดตรงนั้นมันค่อยๆ จางหายไปในทุกๆ ฤดูกาล
แชมเปี้ยนส์ลีก
นี่คือปัจจัยหลักๆ ที่เราเห็นในช่วงซัมเมอร์นี้ที่กลายเป็นว่าอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องพลาดนักเตะชื่อดัง เกรดเอของยุโรปในตลาดนักเตะรอบนี้ก็เป็นได้
ซึ่งการที่พวกเขาไม่ได้ตั๋วไปลุยศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ในซีซั่นหน้า ย่อมส่งกระทบโดยตรงอยู่แล้ว เนื่องด้วยรายการดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากจุดหมายของนักเตะที่ต้องการไปโชว์ฝีเท้าในรายการใหญ่ของยุโรป ได้ดวลแข้งกับคู่แข่งในระดับที่สูสี และนักเตะชื่อดังจากสโมสรอื่นๆ แน่นอนว่ามันค่อนข้างต่างจากยูโรปา ลีก มาพอสมควร
ที่ผ่านมาอย่างในดีลของ ดาร์วิน นูนเญซ นักเตะแสดงออกชัดเจนว่าต้องการลงเล่นให้กับทีมที่ได้เล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อให้ "ปีศาจแดง" ยื่นข้อเสนอเข้ามาเป็นตัวเลือก แต่ทว่าเจ้าตัวไม่ได้เหลียวมองเลยสักนิด พร้อมพุ่งตรงพร้อมเจรจากับ ลิเวอร์พูล ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงในช่วงเวลาที่ไม่ต้องไปเสียเวลาเจรจากันนานมากนัก
หรือในรายของ เฟรงกี้ เดอ ยอง ที่มีข่าวมาตั้งแต่ เทน ฮาก เข้ามานั่งแท่นกุนซือใหม่ๆ จริงอยู่ว่าทั้งคู่เคยร่วมงานกันสมัย อาแจ็กซ์ และรู้มือกันดีว่าจะใช้งานแข้งรายนี้อย่างไรให้เค้นศักยภาพออกมาให้ดีที่สุดได้อย่างไร
แต่ทว่าด้วยเงื่อนไขของ แชมเปี้ยนส์ลีก ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ เดอ ยอง คิดหนักพอสมควรในการเลือกทางเดินของตัวเอง แม้กระแสข่าวตอนนี้จะเอนเอียงว่ามีโอกาสลงเอยกันแล้วก็ตาม
ยังไงเสียปัจจัยเรื่องของ แชมเปี้ยนส์ลีก ย่อมส่งผลโดยตรงในการเจรจากับนักเตะอยู่แล้ว แม้จะมีข้อถกเถียงว่ารายการดังกล้าวมันมีเตะกันทุกปี แต่อย่างลืมว่าสถานะของ ยูไนเต็ด ณ ตอนนี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อมั่นว่าจะกลับไปเล่นในรายการดังกล่าวได้เลยในห้วงเวลา 1-2 ปี
กำลังสร้างทีมใหม่
ปัจจัยนี้อย่างที่กล่าวไปข้างต้นมาว่าการเข้ามาของ เทน ฮาก ต้องปรับปรุงขุมกำลังนักเตะของสโมสร และสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่ามันย่อมต้องใช้เวลา และใช้นักเตะที่เข้ากับระบบฟุตบอลของเขา
ฉะนั้นแล้วไม่แปลกที่ข่าวส่วนใหญ่ของทัพ "ปีศาจแดง" จะถูกเชื่อมโยงกับนักเตะของ อาแจ็กซ์ ที่เคยร่วมงานกับกุนซือรายนี้ทั้ง เดอ ยอง, ทิมเบอร์ หรือ แอนโทธี เพราะอย่างน้อยๆ จะได้ช่วยในการปรับจูนทีม และค่อยๆ ให้นักเตะคนอื่นๆ ปรับเข้ามาหาระบบของเขาโดยแกนหลักเป็นตัวยืนในแบบแผนที่เขาต้องการ
ซึ่งเมื่อเอาประเด็นนี้ไปบวกรวมกับปัจจัยอื่นๆ ย่อมทำให้งานของ เทน ฮาก อาจดูยากมากขึ้นในการดึงดูดนักเตะระดับเกรดเอ หรือซูปเปอร์สตาร์ เปรียบไปก็คล้าย เจอร์เก้น คล็อปป์ สมัยเริ่มต้นตั้งไข่กับ ลิเวอร์พูล ที่ค่อยๆ เฟ้นหานักเตะในอุดมคติก่อนได้ขุมกำลังตามที่พวกเขาต้องการ
ต่อจากนี้ก็ต้องดูว่าการเดินหมากของ เทน ฮาก กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้จะประสบความสำเร็จมาก-น้อย ขนาดไหนในการไล่ล่านักเตะตามที่ต้องการ ซึ่งภาพต่างๆ คงจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อได้มีการรวมทีม และลงเล่นในช่วงปรี-ซีซั่น
- Paolinho -















