จากการลงสนาม 3 เกม พวกเขาเดินหน้ากระซวกคู่แข่งไปแล้วมากถึง 17 ประตู มากที่สุดในเหล่าบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้เหล่าแนวรุกที่จูนติด และมีทีเด็ดทีขาดที่ยอดเยี่ยม
ว่าแล้วสิ่งที่ ขอบสนาม ของเราอยากจะนำเสนอคือปัจจัยต่างๆ ที่จะเอื้อทำให้ 3 ประสาน เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ และ เมสซี่ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลย
ความลงตัวที่มากขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าเจ้าของแชมป์ลีก เอิง อย่าง เปแอสเช ถือว่ามีผลงานเกมรุกที่ร้อนแรงมากพออยู่แล้ว จาก 38 เกมที่ลงเล่นในลีก พวกเขาจัดการสอยประตูคู่แข่งไปได้มากถึง 90 ตุง เฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 ประตู/เกม ถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
แต่แน่นอนว่าภาพรวมที่ออกมามันยังดูไม่ค่อยมีความกลมกล่อมเท่าไหร่นัก เปรียบไปก็คล้ายอาหารจานหนึ่งที่วัตถุดิบราคาแพง แถมหน้าตาน่ารับประทาน แต่ทว่ารสชาติยังไม่นัวถึงใจเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าการที่คุณมี 3 ประสานที่ดีที่สุดในโลกรวมตัวกันทั้ง เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ และ เมสซี่ ย่อมมีแรงคาดหวัง และผลงานที่เห็นแล้วร้องว้าวมากกว่านี้ ซึ่งถ้าเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขการทำประตูจะเห็นว่า เอ็มบัปเป้ จะโดดเด่นมากที่สุดภายหลังซัดไป 28 ประตูในเกมลีก ส่วน เนย์มาร์ 13 ตุง และ เมสซี่ เพียง 6 ประตู เท่านั้น
ทว่ากับฤดูกาลใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมค่อนข้างเยอะ บวกกับสภาพร่างกายของนักเตะค่อนข้างพร้อมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือร่างกายไม่ฟิตเต็ม 100% เลยเป็นผลพลอยได้ทำให้แดนหน้ามีความลงตัวที่มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารและเข้าใจกันมากยิ่งขึ้นหลังได้โอกาสศึกษาแนวทางกันมา 1 ฤดูกาลเต็มๆ
ฉะนั้นแล้วช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละคนจะมีความกระหาย บวกกับผลงานร้อนปรอทแตกยิงคู่แข่งแบบสนุกเท้าทั้ง แกลร์กมงต์ ฟุต หรือ มงต์เปลลิเยร์ ที่โดนกันไปทีมละ 5 ดอก หนักสุดคือ ลีลล์ ที่โดนกระซวกไป 7 แผล ตอกย้ำความร้อนแรง และการยกระดับของแผงแดนหน้าที่มากกว่าของ เปแอสเช ไปในตัวด้วย
เมสซี่ กลับสู่จุดเดิม
ฤดูกาลแรกของ เมสสซี่ กับฟุตบอลฝรั่งเศสอาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก จริงอยู่ที่ว่าตัวเลข 11 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ ถ้าเป็นผู้เล่นคนอื่นๆ ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดี แต่ทว่ากับชายที่จริง เมสซี่ เลยอาจดูเป็นปริมาณที่น้อยลงไปหน่อย ส่วนหนึ่งคือเรื่องของสภาพร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างฤดูกาล รวมไปถึงมีช่วงที่ติดโควิดทำให้มวลรวมที่ออกมาไม่เป็นแบบที่คาดหวังเอาไว้
ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าสไตล์ช่วงหลังของ เมสซี่ ถอยลงมาเป็นตัวปั้นเกมเสียส่วนใหญ่ มันเลยเกิดเป็นจำนวนแอสซิสต์ที่มากมาย เฉกเช่นเกมล่าสุดก็จัดการเปิดบอลงามๆ ให้ เอ็มบัปเป้ หลุดไปยิงตั้งแต่ช่วง 8 วินาทีแรกของเกม
ด้วยสภาพร่างกาย บวกกับสไตล์ฟุตบอลที่เปลี่ยนไปในฤดูกาลนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะพาให้ เมสซี่ กลับมายอดเยี่ยมดั่งเดิม อาจจะไม่ใช่จอมถล่มประตูเหมือนเก่า แต่มันก็ทดแทนได้ด้วยบอลสวยๆ ที่จ่ายให้เพื่อน หรือเป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้างสรรค์เกมรุกจากแดนกลางมากยิ่งขึ้น
แน่นอนด้วยชื่อชั้นระดับ เมสซี่ มันสามารถคาดหวังถึงผลงานของเขาได้อย่างแน่นอน และกับสิ่งที่เขาแสดงออกมาในช่วง 4 นัดรวมบอลถ้วยในฤดูกาลนี้ที่ทำไปแล้ว 4 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าเราจะได้เห็น เมสซี่ คนเดิม ในมาตรฐานที่คุ้นเคย
เอ็มบัปเป้ ร้อนต่อเนื่อง
หนึ่งในนักเตะที่มาตรฐานการทำประตูถือว่าคงเส้นคงวามากพอสมควร สถิตินับตั้งแต่ฤดูกาล 2018-19 เป็นต้นมาเจ้าหนูคนนี้กระซวกประตูขั้นต่ำอยู่ที่ 30 ตุงต่อฤดูกาลมาตลอด เฉกเช่นซีซั่นที่ถ้าวัดจากความร้อนแรงช่วงออกสตาร์ทถือว่ามีโอกาสไต่ระดับไปถึงจุดนั้นได้อีกครั้ง
แม้จะมีพฤติกรรมไม่ค่อยน่ารักไปบ้างทั้งไปขอพี่เนย์ (มาร์) ยิงจุดโทษ รวมไปถึงหยุดเล่นดื้อๆ เมื่อเพื่อนไม่ส่งบอลให้ ไหนจะเดินไปกระแทกไหล่ของ เมสซี่ จนเป็นเรื่องวิจารณ์ในโซเชียล ทว่าเขาเองก็ทำให้เห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นทำร้ายจิตใจเขาไม่ได้ หนำซ้ำลงสนามไปโชว์ผลงานที่ดีขึ้นด้วยการทำแฮตทริกในเกมล่าสุด
ซึ่งถ้าพูดกันถึงแค่เรื่องของฝีเท้าแบบเพรียวๆ ของ เอ็มบัปเป้ ย่อมได้รับการยอมรับอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวพิสูจน์ตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังไม่แตะหลัก 20 ปี และที่สำคัญคือการยกระดับตัวเองในทุกๆ ฤดูกาล
และกับซีซั่นปัจจุบันถ้าเขาเองเรียนรู้จากความผิดพลาดในเรื่องต่างๆ มาโฟกัสงานในสนามอย่างเต็มที่ แถมมีเพื่อนร่วมทีมข้างกายทั้ง เมสซี่ และ เนย์มาร์ ที่พร้อมปั้นให้ ย่อมช่วยส่งเสริมให้เขาถูกยกระดับไปอีกขั้น และเข้าใกล้กับระดับโลกมากไปยิ่งกว่าเดิม ซึ่งกับสิ่งที่กล่าวมามันอาจมีวงเล็บเล็กๆ ที่ว่าเขาเองไม่มีอีโก้ และพฤติกรรมที่ขุดหลุมฝังตัวเองเหมือนที่ผ่านมาก็พอ
ในวัย 30 ของ เนย์มาร์
ที่ผ่านมาชื่อของ เนย์มาร์ ถูกหยิบยกมาพูดกันมากมายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน และนอกสนาม ทว่าในช่วงหลายเดือนหลังกระแสสำหรับเขาก็หายไปเยอะพอสมควร กลายเป็นว่าถูกหยิบยกมาพูดกันแต่ในเรื่องฟุตบอล และผลงานการทำประตูเพียงอย่างเดียว
นับจนถึงตอนนี้ดาวยิงวัย 30 ปี ขึ้นนำเป็นดาวซัลโวของลีก เอิง ที่จำนวน 5 ประตู พร้อมผลงานที่ดูจะเฉิดฉายไม่ใช่น้อย ซึ่งถ้าเขาเองรักษามาตรฐานตัวเองได้ ไม่มีอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวน และโฟกัสไปที่การทำงานหนัก ไม่มีเรื่องนอกสนามเสียๆ หายๆ เชื่อได้เลยว่าคงเป็นเวอร์ชั่น เนย์มาร์ ที่โหดไม่ใช่น้อย
การได้เล่นกับ เอ็มบัปเป้ เขารู้อยู่แล้วว่ารุ่นน้องต้องการบอลแบบไหน การสอดประสานกันมาในหลายๆ ปีทำให้เข้าขารู้ใจกันมากพอควร ส่วน เมสซี่ คงไม่ต้องสาธยายอะไรเยอะ เคยช่วยกันพา บาร์เซโลน่า ยิ่งใหญ่มาแล้ว
ฉะนั้นถ้าทุกอย่างมันสามารถประคองเดินไปด้วยกันได้ทั้งหมด คงเป็นขวบปีที่ เนย์มาร์ จะเจิดจรัสไม่ใช่น้อย แถมมีฟุตบอลโลกช่วงปลายปีนี้อีก น่าจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นยอดให้เค้นผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาให้ได้
คริสตอฟ กัลติเยร์
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ช่วยยกระดับเกมรุกให้ทวีคูณความน่ากลัวมากขึ้นไปอีก ชื่อของ กัลติเยร์ อาจจะไม่ใช่กุนซือที่ชื่อดัง หรือได้รับการจับตามองมากนัก แต่ก็เป็นนายใหญ่คนหนึ่งที่เจนจัดกับฟุตบอลฝรั่งเศสมากพอสมควรไล่ตั้งแต่คุมทัพ มาร์กเซย, แซงต์ เอเตียน หรือพา ลีลล์ คว้าแชมป์ลีก เอิง เมื่อฤดูกาล 2020-21
ซึ่งกุนซือวัย 55 ปี พยายามปรับเปลี่ยนแนวทางของ เปแอสเช ให้แตกต่างไปจากสมัยที่มี เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ คุมทัพ เกมรุกของพวกเขาวูบวาบมากยิ่งขึ้น มีจินตนาการที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แม้ชื่อเสียงจะไม่อาจเทียบคนก่อนๆ ได้ทั้ง โธมัส ทูเคิ่ล หรือ โปเช็ตติโน่ แต่ในเรื่องของแท็คติก และการยกระดับผู้เล่นเขาเองทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดในช่วงหลายปีหลัง ผลงานขึ้นหิ้งคือแชมป์กับ ลีลล์ หรือซีซั่นก่อนที่พา นีซ จบอันดับ 5 ได้อย่างสวยงาม ทั้งที่ชื่อเสียง และตัวผู้เล่นไม่ได้โด่งดังมากเท่าไหร่นัก
ซึ่งนี่แหละครับคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการเค้นศักยภาพของนักเตะระดับโลกอย่าง เมสซี่, เนย์มาร์ หรือ เอ็มบัปเป้ ให้กลายเป็นสามแนวรุกสุดโหด พร้อมผลงานร้อนแรงจับต้องได้ ณ ขณะนี้
- Paolinho -














