แม้การออกสตาร์ท 2 นัดแรกจะมาพร้อมกับความพ่ายแพ้ทั้งหมด แต่ทว่าพอถึงจุดเปลี่ยนที่สามารถเปิดบ้านเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ กลายเป็นว่าพวกเขาติดเครื่องยิงรวดชนะมาแล้วติดต่อกัน 4 เกม แม้อาจจะไม่ได้สวยงามทั้งหมด แต่ก็ได้ผลการแข่งขันตามที่ต้องการ
ว่าแล้วสิ่งที่ ขอบสนาม ของเราจะมานำเสนอคือปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยให้พลพรรคทัพ "ปีศาจแดง" มีผลงานที่เปลี่ยนไปจากอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีเหตุผลอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
เทน ฮาก ไม่ดื้อกับรูปแบบตัวเอง
ย้อนกลับไปในช่วง 2 เกมแรกที่ออกสตาร์ทด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ไบร์ทตัน กับ เบรนท์ฟอร์ด ต้องยอมรับว่ามันคือรูปโฉมที่ย่ำแย่มากพอสมควร ทั้งที่ช่วงปรีซีซั่น ยูไนเต็ด ภายใต้ขุมกำลังสมองของ เทน ฮาก มีผลงานที่ยอดเยี่ยม และเริ่มเข้าใจในแบบแผนที่โค้ชคนใหม่พยายามปลูกฝังไว้ให้ ทว่าภาพที่ปรากฎตรงหน้าต้องยอมรับว่าต่ำกว่ามาตรฐานยกแผง
บอลสไตล์ เทน ฮาก ที่ชัดเจนเลบคือตั้งคอยตั้งเกมตั้งแต่หน้าประตู เขาจึงได้เห็น เด เคอา ไม่วางบอลยาวไปข้างหน้า แต่เลือกที่จะจ่ายบอลให้แผงเกมรับเซตเกมขึ้นไป ซึ่งกลายเป็นการขุดหลุมฝั่งตัวเองเสียอย่างงั้น โดยเฉพาะในเกมที่บุกไปพ่าย เบรนท์ฟอร์ด แบบหมด 4-0 ส่วนสำคัญคือการพยายามบิ้วอัพเกมตั้งแต่หน้าปากประตู พอโดนคู่แข่งบีบกดดันกลายเป็นลนลานก่อนสังเวยด้วยการเสียประตู
ว่าแล้วหลังจากนั้นนายใหญ่ชาวดัตช์ที่มองเห็นปัญหาในจุดนี้ยอมที่จะเปลี่ยนวิธีการเล่นของตัวเองไปจากเดิม ไม่มีอีกแล้วบอลจังหวะหวาดเสียวตะบี้ตะบันแต่จะเซตเกมจากแดนหลัง แต่มาใช้การเปิดบอลยาวไปวัดกันด้านหน้า หรือให้คอยเก็บตกจังหวะที่สองเล่นต่อ
ซึ่งจุดนี้เอง เด เคอา ก็เหมือนได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งไม่ต้องฝืนใช้บอลกับเท้าในการคอยแจกจ่ายบอลหน้ากรอบเขตโทษชนิดที่มีคู่แข่งพร้อมฉกตลอดเวลา แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่กลายเป็นว่าปัญหาการเสียประตูของพวกเขาก็ลดน้อยลงไป ภาพชัดเจนคือเสียไปเพียง 2 ประตู จาก 4 เกมหลังสุด และเป็นการเสียให้ทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล
แน่นอนจุดนี้ก็ต้องชื่นชม เทน ฮาก ที่ไม่หัวดื้อ หรือมั่นใจในแนวทางของตัวเองมากเกินไปที่จะใช้แต่รูปแบบที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว แต่ยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อผลการแข่งขันของทีม และเซฟไม่ให้ทีมมาเสียประตูง่ายๆ แบบที่ผ่านมา
เกมรับมั่นคง
หนึ่งในปัญหาที่น่าปวดหัวของแฟนบอล แมนยูฯ คงหนีไม่พ้นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาร์ฟ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่านี่จุดบอดที่แก้ไขเท่าไหร่ก็ยังไม่ลงตัวเสียที โดยเฉพาะ 2 เกมแรกการใช้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ แข้งใหม่ป้ายแดง ยืนจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ไม่ประสบความสำเร็จ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเสียไปมากถึง 6 ประตู
แน่นอนว่า แม็คไกวร์ ย่อมโดนกระแสวิจารณ์หนักหน่วงกว่าคนอื่น เพราะผลงานที่เราเห็นต้องยอมรับว่าไม่อาจพึ่งพาได้จริงๆ แถมพาหวาดเสียวในทุกครั้งที่มีโอกาสเล่นกับบอลไม่ว่าจะการออกบอล หรือดวลคู่แข่ง
ซึ่งจุดแบบนี้ เทน ฮาก มองเห็น และด้วยความเด็ดขาดใครฟอร์มไม่ดี มีข้อผิดพลาด ก็ย่อมต้องถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง และด้วยเหตุนี้ไม่แปลกที่ แม็คไกวร์ จะต้องใส่สนับตูดนั่งที่ข้างสนามมาแล้ว 4 เกมติดต่อกัน เรื่องนี้ต้องชื่นชมนายใหญ่รายนี้ที่กล้าตัดสินใจ และเด็ดขาดไม่ได้เกรงว่ากัปตันทีมต้องลงเล่นเป็นตัวจริงเสมอไป ถ้าคุณยังมีข้อผิดพลาดก็ต้องมานั่งทบทวนดูเพื่อนเล่นที่ข้างสนาม
และด้วยปัจจัยนี้ทำให้ทีมค้นพบความลงตัวที่สมบูรณ์แบบคือเข้าคู่กันระหว่าง ราฟาเอล วาราน กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ คนหนี่งเก๋าประสบการณ์ คอยดัก คอยซ้อน ส่วนอีกรายแม้จะโดนสบประมาทเรื่องของความสูงก็ใช้ลูกกล้า ลูกบ้า และอึดทนในการบดขยี้กับเกมรุกคู่แข่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ เทน ฮาก ต้องการจากอดีตลูกทีมคนนี้สมัยทำงานที่ อาแจ็กซ์
โอเคแหละครับว่ามันอาจจะยังไม่แนบแยนแบบ 100% ยังมีช็อตผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงมากนัก และกลายเป็นว่าต่างคนต่างค่อยซัพพอร์ตกันได้อย่างลงตัว
ส่วนอีกเคสคือ ไทเรลล์ ลามาเซีย ที่สองเกมแรกเป็นเพียงตัวสำรอง แต่ทว่าพอได้ลงสนามสามารถสร้างความแตกต่างจาก ลุค ชอว์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกมรับที่ใช้ความคล่องตัวสู้กับคู่แข่ง ถ้าจะมีเรื่องต้องปรับอาจเป็นเกมรุกที่ยังดูติดขัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักในเมื่องานประจำที่รับผิดชอบไม่ได้แสดงความผิดพลาดอะไรออกมา
ร่างทองของพ่อหนุ่ม สกอตต์
1 ใน 2 คู่กรณีของแฟนบอลจากความพ่ายแพ้ช่วงต้นฤดูกาล แน่นอนว่าเสียงวิจารณ์ส่งจรงมาถึง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มากเหลือเกินทั้งเรื่องของการครองบอลที่ยังไว้ใจไม่ค่อยได้ รวมไปถึงได้จ่ายบอลให้เพื่อนที่ดูแล้วจ่ายเสียมากกว่าเข้าเป้า
ซึ่งถ้าจะหาเหตุผลมารองรับกับความย่ำแย่ตรงนั้นของพ่อหนุ่มสกอตต์อาจมองได้ว่าถูกดันขึ้นไปเล่นเกมรุกตำแหน่งที่เขาเองอาจจะไม่ได้ถนัดมากเท่าไหร่นัก แถมจะต้องเป็นคนคอยออกบอลเพื่อสร้างสรรค์เกมยิ่งทำให้ภาพที่ออกมามันแล้วใหญ่ กลายเป็นเป้าโจมตีจากแฟนบอลทั่วทุกสารทิศ
ทว่าในช่วงระหว่างที่ทีมกำลังดีลตัว กาเซมิโร่ และนักเตะยังไม่พร้อมในเกมที่ดวลกับ ลิเวอร์พูล ว่าแล้ว เทน ฮาก ก็ถอยเขาไปเล่นเป็นตัวตัดเกมแบบเต็มตัว หน้าที่ไม่ต้องทำอะไรมากคอยปัดกวาดเกมรุกคู่แข่ง ทำลายไม่ให้บอลไปถึงแดนหลังได้ง่ายๆ ซึ่งกลายเป็นว่าเราได้เห็น แม็คโทมิเนย์ ในลุคเหลี่ยมกรอบทองเสียอย่างงั้น
และกลายเป็นว่าจากความมั่นใจในเกมชนะ ลิเวอร์พูล เขาสามารถต่อยอด และช่วยแบ่งเบาทีมได้มาก ไม่ได้กลายเป็นหลุมดำอีกต่อไป ซึ่งงานที่กุนซือสั่งมาชัดเจนว่าทำยังไงก็ได้ในการไล่จัดเกมคู่แข่ง ไม่ต้องครองบอลเยอะ ได้มา จ่ายไป กลายเป็นความลงตัวในแดนกลางที่ทำให้ บรูโน่ แฟร์นานเดส กับ คริสเตียน อิริคเซ่น ไม่ต้องมาคอยพะวงเกมรับมากนัก
น่าสนใจว่าหลังจากนี้ถ้า กาเซมิโร่ เริ่มปรับตัวกับทีมได้มากขึ้น เทน ฮาก จะจัดการกับปัญหาตรงนี้อย่างไร ในเมื่อ แม็คโทมิเนย์ ยังคงยึดร่างทองแบบ 100% ไม่น่าเชื่อว่าปัญหาแบบนี้จะเกิดขึ้นกับ ยูไนเต็ด ในรูปแบบที่มีกองกลางลูกหม้อรายนี้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
11 ตัวจริงที่ลงตัว
ประเด็นสุดท้ายคือการที่ เทน ฮาก ค้นพบ 11 ตัวจริงที่ลงตัวของทีมแล้ว เพราะถ้าดูจาก 4 เกมที่ทีมคว้าชัยชนะได้นั้นมีการปรับเปลี่ยนในแต่ละเกมไม่เกิน 1-2 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลือกลายเป็นแกนหลักไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
ประเด็นนี้คงต้องชื่นชมกุนซือรายนี้อีกครั้งที่กล้าดร็อปแข้งระดับซูปเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพื่อใช้นักเตะที่เล่นได้ตามแผนงานของตัวเองวางไว้ ไม่ได้คิดที่จะใช้ โรนัลโด้ ตามความเกรงใจที่ต้องส่งดาวเตะระดับตำนานลงสนามในทุกๆ เกม รวมไปถึง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ และ ลุค ชอว์ ที่พอเอาผลงานมาวัดกับตัวจริงที่ส่งลงไปกลายเป็นว่าเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ซึ่งเมื่อได้ 11 ตัวจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงก็เลยไม่ต้องมีมากนัก และมันก็จะมาพร้อมกับความต่อเนื่องที่นักเตะจะได้รับ และกับประเด็นนี้ รอย คีน ในบทบาทกูรูนักวิจารณ์ได้ออกมาแสดงความเห็นไว้น่าสนใจว่า ตอนนี้ เทน ฮาก กำลังเรียนรู้ และปรับตัวกับฟุตบอลใหม่ๆ ในอังกฤษที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
รวมไปถึงการได้ 11 ตัวจริงที่ลงตัวเร็วมันช่วยทีมได้มากเลยทีเดียว ไหนจะขุมกำลังสำรองที่พอสมองไปสามารถคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกหยิบจับลงสนามไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้, กาเซมิโร่ หรือแม้แต่ เฟร็ด ก็ตาม
ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงตลอด 4 เกมที่ผ่านมา ซึ่งฤดูกาลมันก็เพิ่งจะเริ่มต้นยังคงต้องดูกันยาวๆ ว่า นักเตะ และ เทน ฮาก จะสามารถรักษามาตรฐานตัวเองไว้ได้ขนาดไหน
แต่ที่แน่ๆ นี่คือช่วงเวลาที่แฟนบอล "ปีศาจแดง" กลับมาดูฟุตบอลด้วยความสนุก และควมมันส์อีกครั้ง
- Paolinho -















