ซึ่งถ้าว่ากันด้วยช่วงเวลา และผลงานที่ผ่านมาจะบอกว่าทัพ "สิงห์บลูส์" อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็คงไม่ใช่ แต่ทว่าด้วยความใจร้อนของทีมที่นำมาโดย ท็อดด์ โบห์ลี จึงจัดการสั่งประหารออกจากตำแหน่งทันที
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยได้คาดการณ์ (ว่าที่) กุนซือคนใหม่ของ เชลซี ว่ามีโอกาสเป็นใครได้บ้าง ในลิสต์นี้จะมีใครบ้างไปติดตามกันได้เลย
ซีเนดีน ซีดาน (ว่างงาน)
หนึ่งในกุนซือที่เนื้อหอมมากที่สุดในช่วงขวบปีที่ผ่านมา หลังออกจากตำแหน่งนายใหญ่ของ เรอัล มาดริด แต่ทว่าก็ยังไม่มีทีมไหนสามารถดึงตัวเขามารับงานได้เลยทั้งที่มีข่าวเชื่อมโยงกับสโมสรใหญ่ๆ มาตลอดทั้ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ฝีมือการทำทีมของ ซีดาน คงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ ช่วงเวลากับ "ราชันชุดขาว" แชมป์แล้วแชมป์เล่าที่เขาเสกมาให้ทีม แม้จะถูกกระแหนะกระแหนว่าทีมเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ โดยเฉพาะ โรนัลโด้ ที่เป็นส่วนสำคัญ แต่ทว่าเขาเองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแผนงานของเขามันสมบูรณ์แบบมากขนาดไหน และการเล่นเป็นทีม แท็คติกที่สั่งลูกทีมมันเฉียบขาดมากเพียงใด
แต่ทว่าความยากคือ ซีดาน เองคงตั้งความหวังในการคุมทีมชาติฝรั่งเศสต่อจาก ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ หลังจบฟุตบอลโลกช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งมันคือฝันอันสูงสุดของเขาในการพาทัพ "ตราไก่" ไปลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เลยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขายังไม่ตอบรับข้อเสนอจากสโมสรต่างๆ
ซึ่งถ้า เชลซี อยากได้จริงๆ คงต้องมีข้อเสนอพิเศษบางอย่างเพื่อเปลี่ยนความสนใจของ ซีดาน ให้ได้ แน่นอนมันไม่ใช่งานที่ง่ายแน่ แต่ในโลกของฟุตบอลอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
แบรนดอน ร็อดเจอร์ส (เลสเตอร์)
อีกหนึ่งตัวเต็งที่เข้ามาติดเข้าโผในครั้งนี้มาด้วย แม้ผลงานในฤดูกาลนี้กับทัพ "สุนัขจิ้งจอก" จะไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยรั้งบ๊วยของตาราง แต่ทว่าด้วยผลงาน และฝีมือของนายใหญ่วัย 49 ปีถือว่าน่าสนใจพอสมควร
ย้อนกลับไป ร็อดเจอร์ส เคยทำงานในรั้ง สแตมฟอร์ด บริจด์ มาแล้วด้วยการคุมทีมสำรองของทีมเมื่อช่วงปี 2006-2008 ก่อนที่จะเทิร์นโปรออกมารับงานคุมทีมแบบเต็มตัวกับ วัตฟอร์ด ซึ่งทีมที่สร้างชื่อได้แบบเต็มตัวคงเป็นสมัยที่เป็นนายใหญ่ของ สวอนซี ก่อนรับไม้ต่อกับ ลิเวอร์พูล อีกทั้งเกือบพาพลพรรคทัพ "หงส์แดง" สอยแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองด้วยซ้ำ
ส่วนในเรื่องของความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือการพา เซลติก โกยแชมป์บอลสก็อตแลนด์ทั้งบอลลีก บอลถ้วย เรียกได้ว่าได้มาครบทุกใบ แม้จะคุมทีมช่วงสั้นๆ เพียง 3 ซีซั่นเท่านั้น ก่อนกลับมาที่อังกฤษอีกครั้งกับ เลสเตอร์ ในปี 2019
ซึ่งกับ เลสเตอร์ เองต้องบอกว่าพอได้ "บีร็อด" เข้ามาก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่ง มีระบบแบบแผนที่ชัดเจนทั้งที่ไม่ได้มีสตาร์ชื่อดังอะไรมากนัก แต่ ร็อดเจอร์ส สามารถยกระดับ และทำให้สโมสรคว้ากำไรก้อนโตจากการปล่อยนักเตะเหล่านั้นออกไปไม่ว่าจะเป็น เบน ชิลเวลล์, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า หรือ แฮร์รี่ แม็คไกวร์
ที่สำคัญคงหนีไม่พ้นแชมป์ประวัติศาสตร์อย่างเอฟเอฟ คัพ เมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นความสำเร็จในรายการนี้ครั้งแรกของสโมสรด้วย แน่นอนห้วงเวลานั้นเสียงชื่นชมถาโถมมากเหลือเกินถึงความเฉียบแหลม และวิธีการที่พาทีมเดินไปข้างหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม
แน่นอนตัวเลือกอย่าง ร็อดเจอร์ส ถือว่าน่าสนใจทั้งเรื่องของช่วงเวลา และฝีมือที่ผ่านประสบการณ์ในอังกฤษมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ทว่าถ้าทีมได้มาจริงๆ เขาเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักพอสมควรในเรื่องของการพาทีมลุ้นความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมา ร็อดเจอร์ส ยังคงไม่มีชั่วโมงบินเพียงพออย่างแน่นอน
เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (ว่างงาน)
กุนซือที่กำลังว่างงานอยู่ในตอนนี้ แถมร้านรับพนันแบบถูกกฏหมายบางสำนักถึงขั้นยกให้เป็นเต็ง 1 ในการเข้ามารับงานในถิ่น เดอะ บริจด์ ต่อจาก โธมัส ทูเคิ่ล ในทันที
โดย "พอช" เพิ่งว่างงานหลังแยกทางกับ เปแอสเช ทีมยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศส แม้ฤดูกาลล่าสุดจะมีโทรฟี่แชมป์ติดมือ แต่ทว่าเป้าหมายของทีมอย่างแชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก กลับทำหลุดมือไปง่ายๆ ชนิดที่ไม่ต้องให้แฟนบอลต้องได้ลุ้นกันเลย
ซึ่งที่ผ่านมา โปเช็ตติโน่ ผ่านประสบการณ์ในการคุมทีมในอังกฤษมาแล้วกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถือว่าได้รับคำชมมากเลยทีเดียว แต่ทว่าถ้าจะมีข้อให้ติดใจคือเครดิตการทำทีมที่เสียไปมากพอสมควรกับ เปแอสเช ทั้งที่มีสตาร์ล้นทีม ทว่าไม่อาจพาทีมบรรลุความหวังที่ตั้งไว้ได้
ทั้งนี้เรื่องของการปรับตัวคงไม่ใช่ปัจจัยน่าห่วง ทว่าด้วยแนวทางฟุตบอล และสไตล์ของกุนซือรายนี้เมือ่ได้เข้ามาทำทีมจริงๆ คงต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าจะพาทีมพุ่งชนความสำเร็จได้หรือไม่
แกรแฮม พ็อตเตอร์ (ไบร์ทตัน)
กุนซือผลงานดีทั้งที่ต้นสังกัดของเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไร แถมชื่อเสียงนักเตะก็ไม่ได้โด่งดัง แต่ทว่าผลงานของ ไบร์ทตัน นั้นได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก และทีมมีการไต่ระดับความยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงปี 2019
ถ้าว่ากันถึงเรื่องประสบการณ์นายใหญ่วัย 47 ปี น้อยสุดในเหล่าบรรดาลิสต์ทั้งหมดที่ทางเขาเลือกมา เพราะตลบอดเส้นทางกุนซือของเขาเพิ่งผ่านการคุมทีมเพียง 3 สโมสร ไล่มาตั้งแต่ ออสเตอร์ซุนด์ส ในสวีเดน ก่อนย้ายมาพิสูจน์ตัวเองในอังกฤษกับ สวอนซี และ ไบร์ทตัน ในปัจจุบัน
ซึ่งถ้าหวยมาออกที่ พ็อตเตอร์ จริง ถือว่าเป็นการผลัดเปลี่ยนกุนซือที่น่าสนใจเป็นอย่างมากของ เชลซี เพราะที่ผ่านมาพวกเขามักจะใช้กุนซือระดับประสบการณ์สูง โชกโชนในการคุมทีม และประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่กับ พ็อตเตอร์ แฟนบอลต้องลบภาพเหล่านั้นออกไปให้หมด
และด้วยสไตล์ของ พ็อตเตอร์ ที่เป็นบอลเกมรุกอาจเข้าทาง และชอบใจแฟนบอลในบางกลุ่ม แต่ข้อเสียก็อย่างที่กล่าวไปประสบการณ์ในระดับสูงนั้นยังน้อย อาจต้องใช้เวลาในการเก็บเลเวลกันสักพักเพื่อปรับตัวจากสถานที่เดิม
โดยสถานการณ์ตอนนี้ พ็อตเตอร์ ถูกดันเต็ง 1 ของบางสำนัก และมีรายงานข่าวว่าทางบอร์ดบริหารได้เดินหน้าทาบทามบ้างแล้ว ทั้งนี้ด้วยสัญญาของเขาที่ยังคงมีอยู่กับ ไบร์ทตัน ถึงปี 2025 จึงทำให้ เชลซี อาจจะต้องเสียเงินในจำนวนหนึ่งในการดึงตัวมาคุมทีม
ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ (แอต.มาดริด)
ว่าไปถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควรที่ "เอล โชโล่" เข้ามาติดในโผนี้ด้วย ซึ่งสื่อบางสำนักยกให้เขาเป็นตัวเต็งลำดับที่ 5 ในการโยกมาทำงานในอังกฤษกับ เชลซี
ว่ากันด้วยเรื่องของประสบการณ์ ซิเมโอเน่ ผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน แถมมีความสำเร็จเป็นเครื่องการันตีถึงฝีมืออันยอดเยี่ยม ทั้งแชมป์ลาลีกา 2 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 ครั้ง หรือ ยูโรปา ลีก อีก 2 ครั้ง
นอกจากนั้นอีกอย่างที่แฟนบอลน่าจะชื่นชอบคือเรื่องของแพชชั่นที่ระห่ำเหลือเกิน และแอ็คชั่นเหล่านี้แหละคือตัวปลุกเด็กๆ ในทีมได้เป็นอย่างดี
แต่ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันนายใหญ่วัย 52 ปี ยังคงมีสัญญากับ แอต.มาดริด อยู่จนถึงปี 2024 บวกกับค่าเหนื่อยที่มีการเปิดเผยว่าได้รับกับทัพ "ตราหมี" อยู่ที่ 43.6 ล้านยูโรต่อปี อาจเป็นประเด็นใหญ่ที่บอร์ดบริหารต้องคิดหนักในกรณีที่อยากได้กุนซือรายนี้
--------------------
ทั้งหมดคือตัวเต็งที่มีโอกาสเข้ามาคุมทัพ "สิงห์บลูส์" ต่อจาก โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งสุดท้ายทีมจะไปเลือกกุนซือคนไหนอีกไม่นานแฟนบอลอย่างเราๆ คงจะได้คำตอบกัน
แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นการปลดกุนซือที่สร้างความเซอร์ไพรส์มากที่สุดครั้งหนึ่งของ เชลซี
และเป็นการประกาศเริ่มต้นยุคใหม่ของ ทอดด์ โบห์ลี อย่างเต็มตัว
- Paolinho -















