ด้วยชื่อชั้นของเขาอาจจะไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยตลอดเส้นทางกุนซือยังไม่เคยจับงานคุมทีมใหญ่เลยสักครั้ง แต่ทว่าด้วยฝีมือในการปลุกปั้น ไบร์ทตัน ให้กลายเป็นหนึ่งในทีมสุดแกร่งเลยทำให้ พ็อตเตอร์ กลายเป็นกุนซือหนุ่มไฟแรงที่ถูกคาดหมายว่าจะพัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในแถวหน้าสำหรับอนาคตอันใกล้นี้
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยจะพาไปรู้จักกับนายใหญ่คนนี้ให้มากขึ้น ว่าเส้นทางสายงานโค้ชเป็นอย่างไร ผ่านอะไรมาบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
ย้อนไปสมัยเป็นนักเตะ
สมัยที่ยังคงสวมสตั๊ดไล่หวดลูกบอล พ็อตเตอร์ ไม่ใช่นักเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากนัก และมีการโยกย้ายต้นสังกัดถึงหลายครั้ง ตำแหน่งถนัดของเขาคือแบ็คซ้าย ที่สามารถขยับขึ้นไปเล่นตัวรุกได้ในบางโอกาส
ครั้งแรกกับฟุตบอลอาชีพคือการเริ่มเต้นกับ เบอร์มิงแฮม เมื่อปี 1992 ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดการโยกย้ายไปหลายสโมสรทั้ง วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส, สโต๊ค ซิตี้, เซาแธมป์ตัน, เวสต์บรอมวิช, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เรดดิ้ง, ยอร์ค ซิตี้, บอสตัน ยูไนเต็ด, ชรูว์สบิวรี่ และปิดท้ายกับ แม็คเคิ่ลสฟิลด์ ด้วยวัย 30 ปี
ซึ่งกับบทบาทนักฟุตบอลเขาไม่ได้มีโทรฟี่แชมป์ติดมือเลยสักรายการเดียว ส่วนในนามทีมชาติอังกฤษเคยรับใช้ชาติบ้านเกิดนัดเดียวในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เรียกได้ว่าเป็นนักฟุตบอลทั่วไปที่ไม่ได้มีชื่อเสียง หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก
ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็เริ่มศึกษา และเดินในเส้นทางใหม่อย่างงานโค้ช โดยค่อยๆ เริ่มไต่เต้าจนสามารถกล่าวขึ้นมามีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในเรื่องของฝีมืออย่างทุกวันนี้
สโมสรเริ่มต้น
จุดเริ่มต้นของเส้นทางกุนซือของ พ็อตเตอร์ เกิดขึ้นหลังจากแขวนสตั๊ดไปแล้วราว 6 ปี ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเจ้าตัวมีรับงานเป็นผู้อำนวยการเทคนิคฟุตบอลหญิงอยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนออกมาลุยงานคุมทีมแบบเต็มตัว
ต้นสังกัดแรกในการเปิดซิงประลองฝีมือคือกับสโมสร ออสเตอร์ซุนด์ส ทีมในลีกสวีเดน ซึ่งนี่คือการออกไปทำงานนอกประเทศอังกฤษครั้งแรกของเจ้าตัว เพราะสมัยเป็นนักเตะก็วนเวียนอยู่แต่ในดินแดนผู้ดี
ซึ่งกับ ออสเตอร์ซุนด์ส เขาทำงานอยู่นานถึง 7 ปีเต็ม พร้อมมีความสำเร็จติดตัวมาทั้งบอลลีก และแชมป์บอลถ้วย รวมแล้ว 3 รายการ นอกจากนั้นยังได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมแห่งปีของสวีเดนถึง 2 ครั้งในปี 2016 กับ 2017 รวมไปถึงรางวัล Swedish Sports Awards เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จส่วนตัวที่เขาคว้ามาครอง
ส่วนเรื่องสถิติการคุมทีมเขาพา ออสเตอร์ซุนด์ส มีเปอร์เซ็นต์ชนะอยู่ที่ 51% จากการพาทีมลงสนามทั้งหมด 249 เกม อีกหนึ่งจุดเด่นของเขาคือฟุตบอลเกมรุกจากจำนวนดังกล่าวทีมของเขากระทุ้งประตูคู่แข่งได้มากถึง 363 ประตู เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 1.4 ประตู/เกม
ทั้งนี้หลังจาก พ็อตเตอร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือของทีมเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2018 กุนซือที่มารับไม้ต่อนับจนถึงตอนนี้ผ่านไปแล้วถึง 4 ราย ซึ่งในแต่ละรายอยู่ได้เต็มที่ไม่เกิน 2 ปี และนับตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา พ็อตเตอร์ คือกุนซือที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดอีกด้วย
สวอนซี คือทีมต่อไป
หลังออกไปผจญภัยเก็บเลเวลที่สวีเดนอยู่หลายปี พ็อตเตอร์ ก็ได้กลับมาใกล้บ้านอีกครั้งกับ สวอนซี ที่ต้องบอกว่าใกล้บ้านก็คือ สวอนซี แม้จะลงเล่นอยู่ในลีกอังกฤษ ทว่าที่ตั้งของสโมสรพวกเขาอยู่เวลส์แต่กระนั้นมันก็เป็นการกลับมาโชว์ผลงานในสถานที่คุ้นเคยที่เขาเองเคยสัมผัสมาแล้วสมัยเป็นนักเตะ
พ็อตเตอร์ มีช่วงเวลากับ "หงส์ขาว" อยู่ 1 ซีซั่นถ้วนคือเมื่อปี 2018-2019 สถิติการคุมทีมอาจจะไม่ได้สวยหรูอะไรนัก 51 นัดในทุกรายการ พาทีมคว้าชัยไป 21 เกม ที่เหลือแบ่งเป็นเสมอ 11 และแพ้ 19 นัด จบอันดับ 10 ของตารางแชมเปี้ยนชิพ ไม่ได้เบียดลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟเลยด้วยซ้ำ
ทว่าด้วยแนวทางฟุตบอลที่น่าสนใจ เป็นกุนซือในสไตล์เกมรุกเดินหน้าบดขยี้ ทำให้ไปเข้าตาของ ไบร์ทตัน ในการดึงตัวไปนั่งแท่นกุนซือ
แน่นอนว่าสถานะของพวกเขาในตอนนั้นคือทีมในศึกพรีเมียร์ลีกการไปดึงกุนซือโนเนมที่ประสบการณ์ยังไม่เยอะถือว่าเป็นการลองของ แต่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งแน่นอนจนถึงวันนี้เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันคือการตัดสินที่ถูกต้องครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร
สร้างชื่อกับ ไบร์ทตัน
ช่วงที่ ไบร์ทตัน แต่งตั้ง พ็อตเตอร์ เข้ามาทำทีมเมื่อซัมเมอร์ 2019 ไม่มีใครคาดคิดว่ากุนซือหนุ่มผู้นี้จะสามารถ ไบร์ทตัน อยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้ เพราะด้วยประสบการณ์ของโค้ช และนักเตะในทีมย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นเป็นธรรมดา
ทว่า พ็อตเตอร์ เองเขาค่อยๆ ใช้วิธีการแนวทางของตัวเองในการพัฒนาทีมอยู่เรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้เน้นไปที่สตาร์ดัง แถมยังมีการปลุกปั้นแข้งให้มีผลงานที่ยอดเยี่ยมจนขายได้กำไรเข้าสู่ทีมหลายรายไม่ว่าจะเป็น อีฟส์ บิสซูม่า, มาร์ค คูคูเรย่า, เบน ไวท์ หรือแม้กระทั่ง แดน เบิร์น
ซึ่งแม้จะมีขาออกนักเตะหลายรายในช่วงตลาดที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ พ็อตเตอร์ สามารถทำได้คือการยกระดับนักเตะหลายๆ คนขึ้นมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจนกลายเป็นทีมที่ลงตัว และมีผลงานสุดร้อนแรงในตอนนี้
แน่นอนว่าด้วยคุณภาพมวลรวมของ ไบร์ทตัน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอีกหลายๆ ทีมย่อมเป็นรอง ไม่แปลกที่เราจะเห็นสถิติการทำประตูได้น้อย หรือเสียประตูเยอะ แต่ถ้ามองลงไปถึงวิธีการโดยเฉพาะวิธีการโจมตีถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงแต่ว่าสุดท้ายด้วยศักยภาพของผู้เล่นมันไม่สามารถไปยังเป้าหมายคือการพาบอลไปตุงตาข่ายได้นั้นเอง
กับโค้ชหนุ่มที่ไฟแรงบนหลักไมล์วัย 47 ปี ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แนวทางชัดเจน และพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด อีกอย่างคือพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากับงบประมาณที่จำกัด สามารถสร้างทีมที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ด้วยสมองในการระดมความคิดของตัวเอง
สไตล์การทำทีม
พ็อตเตอร์ เป็นหนึ่งในกุนซือที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของวิธีการที่แปลกใหม่ และพาทีมก้าวไปข้างหน้าได้อยู่เสมอ ซึ่งเจ้าตัวเคยอธิบายแนวทางของตัวเองไว้ว่าต้องสามารถยืดหยุ่นได้โดยเฉพาะเกมรุก สมัยที่ยังคุมทัพ ออสเตอร์ซุนด์ส รูปแบบที่เขาใช้คือปราการหลัง 3 คน และเน้นไปที่การครองบอลเป็นหลัก
ซึ่งด้วยวิธีการแบบนี้ในช่วงระหว่างเกมเขาสามารถปรับเปลี่ยนการเล่นของลูกทีมได้ตามหน้างานที่ออกมา และนักเตะทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอย่างไร และกำลังทำอะไรอยู่
อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือตอนที่เขาทำงานกับ สวอนซี มีตัวเลขที่บ่งบอกว่าทีมของเขาจ่ายบอลสำเร็จมากที่สุดต่อเกมในศึกแชมเปี้ยนชิพซีซั่น 2018-19 พร้อมกับการปรับแท็คติกไปมากถึง 10 ครั้ง ในช่วงระหว่างฤดูกาลไม่ว่าจะเป็น 4-3-1-2, 4-4-2, 4-2-3-1 หรือ 3-5-2 ซึ่งนี่แหละคือความยืดหยุ่นอย่างที่ได้กล่าวไป
ในฐานะโค้ชหนุ่มที่กำลังเติบโตในเส้นทางเขาเองก็มีการศึกษาจากกุนซือมากฝีเท้าทั้งหลายเพื่อมาปรับใช้กับตัวเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปรัชญาลูกหนังของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้ประสบความสำเร็จในงานนี้มาแล้วมากมาย
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2021 BBC สื่อใหญ่ของอังกฤษได้คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ชื่อของ พ็อตเตอร์ คือว่าที่กุนซือทีมชาติอังกฤษ ระหว่างนี้รอเก็บประสบการณ์ และเพิ่มศาสตร์ลูกหนังอีกหน่อยบทบาทดังกล่าวคงไม่หนีไปไหนไกล
--------
ทั้งหมดคือประวัติของ แกรแฮม พ็อตเตอร์ กุนซือหนุ่มที่กำลังเนื้อหอมแบบสุดขีดอยู่ในตอนนี้
ซึ่งอนาคตของเขาจะไปลงเอยในรูปแบบไหน จะได้โอกาสก้าวขึ้นมาคุมทีมใหญ่ระดับหัวแถวของประเทศหรือไม่ และผลงานจะออกมาน่าเชยชมเพียงใด
เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบของทุกคำถามเอง
- Paolinho -















