ซึ่งถือว่าเป็นเกมที่ภาพรวมเจ้าบ้านทำได้ยอดเยี่ยมกว่า ส่งผลให้สถานการณ์ของพวกเขาในรอบแบ่งกลุ่มหายใจสะดวกมากยิ่งขึ้นแม้ 2 เกมแรกจะออกอาการน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง

แน่นอนว่าตลอด 90 นาทีของเกมเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาได้เกิดหลายๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจ ซึ่ง ขอบสนาม ได้รวบรวมมาให้แฟนบอลทุกท่านได้รับชมกันแล้ว

การจัดทัพ

แรกเริ่มไปดูการจัดทัพของทั้ง 2 ฝั่งกันก่อน เริ่มที่เจ้าบ้านเกมนี้ เกรแฮม พ็อตเตอร์ เปลี่ยนแบบแผนจากเกมลีกนัดล่าสุดที่บุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ โดยปรับมาใช้ระบบ 3 ปราการหลัง โดยมี ติอาโก้ ซิลวา เป็นแกนหลัก ผสมกับ 2 แข้งใหม่อย่าง คาลิดู คูลิบาลี่ กับ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า 

ส่วนแดนกลางจัด มาเตโอ โควิซิช มาเล่นร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค แดนหน้าจัด 3 ประสานใช้บริการของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ยืนค้ำเป็นหน้าเป้า และใช้ 2 ริมอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ เมสัน เมาท์ ในการคอยปั่นป่วน

ข้ามมาที่ฝั่งผู้เยือน สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ก็ขนนักเตะชุดที่ดีทีสุดลงสนาม แม้จะมีนักเตะเยอะก็ตาม แนวรับจัด ฟิคาโย่ โทโมริ ลงสนามดวลทีมเก่า เช่นเดียวกับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ยืนค้ำเป็นหัวหอก ส่วนในรายอื่นๆ อยู่กันพร้อมหน้าทั้ง อิสมาเอล เบนนาเซอร์, ซานโดร โตนาลี่ หรือ ราฟาเอล เลเอา

หลังเกม เชลซี ฟอร์มแจ่ม เปิดบ้านไล่อัด มิลาน

เชลซี เกมดูดีกว่า

ต้องบอกว่าเกมนี้เป็นเจ้าบ้าน เชลซี ที่ผลงานดุดีกว่าแบบชัดเจนแทบจะตลอด 90 นาที มีทั้งจังหวะได้ครองบอลเซตเกมรุกบุกเข้าใส่ โดยเฉพาะการโจมตีริมเส้น รวมไปถึงลูกเซตพีชที่มีโอกาสหลายหนจาก ติอาโก ซิลวา แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจพาบอลไปซุกก้นตาข่ายอดีตทีมเก่าได้

ส่วน มิลาน ต้องบอกว่านัดนี้หลุดฟอร์มไปเยอะพอสมควรตลอดทั้งเกมมีโอกาสจบสกอร์เพียง 4 ครั้งเท่านั้น ซึ่งตรงกรอบเพียงครั้งเดียว ซึ่งนั้นกลายเป็นอีกในจุดเปลี่ยนของทีม ถ้าเจ้าบ้านไม่ได้ เกปา ช่วยเซฟแบบหวุดหวิดอาจเปลี่ยนรูปโฉมของเกมไปอีกแบบก็เป็นได้

ทำให้ภาพรวมเกมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการครอบครองของทัพ "สิงห์บลูส์" โดยเกมนี้พวกเขาครองบอลมากกว่าที่จำนวน 52% แถมมีโอกาสทำประตู 10 ครั้ง แปรเปลี่ยนเป็น 3 ประตู จนทำให้นักเตะหลายคนโดดเด่นขึ้นมา 

ส่วนแข้งที่ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ดีเยี่ยมเหลือเกินคือ ติอาโก้ ซิลวา แม้อายุ 38 ปี แต่การอ่านเกม ดักจังหวะ หรือเติมขึ้นไปสร้างโอกาส เมื่อนำมารวมๆ กันช่างเป็นอะไรที่กลมกล่อมเสียเหลือเกิน 

ส่วนอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคืออาการบาดเจ็บของ โฟฟาน่า ที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายครึ่งแรก จนไม่สามารถเล่นต่อไหว ซึ่งจากรายงานล่าสุด พ็อตเตอร์ อัพเดตว่าจะมีการเช็ครายละเอียดทุกอย่างในวันพฤหัสฯ นี้ ว่าอาการจะหนัก-เขา ขนาดไหน

รีซ เจมส์ โดดเด่น

หนึ่งในนักเตะที่ผลงานส่วนตัวโดดเด่นแบบไม่มีใครเกิน อีกทั้งจบเกมยังคงได้รับรางวัล "แทน ออฟ เดอะ แมตช์" ด้วย แน่นอนคนนั้นคงหนีไม่พ้น รีซ เจมส์ ฟูลแบ็คของ เชลซี ที่ต้องบอกเลยว่าเกมนี้พิษสงของเขานั้นรอบตัวมากจริงๆ โดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก

ว่ากันเรื่องของเกมรับกันก่อนการที่ต้องดวลกับ ราฟาเอล เลเอา ที่ผลงานกำลังอยู่ในช่วงมั่นใจนั้นถือว่าไม่ใช่งานที่ง่ายนัก ทว่า เจมส์ จัดการลักพาตัวเก็บใส่กระเป๋าไปเสียอย่างงั้น แม้ช่วงแรกอาจโดนเล่นงานอยู่บ้าง แต่พอจับจังหวะได้เท่านั้นแหละอย่าได้ริอาจเจาะทางพี่แกอีกเลย

ส่วนเกมรุกเกมนี้เจ้าตัวจัดไป 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ พร้อมสร้างสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของ เชลซี ด้วยวัยอายุ 22 ปี 301 วัน ที่สามารถทำประตู และแอสซิสต์ในเกมเดียวกันของศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ

ทางฝั่งสถิติตัวเลขอื่นๆ ที่น่าสนใจเกมนี้ เจมส์ จัดการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 100%, ชนะดวลลูกกลางอากาศ 100%, ดวลชนะ 8 ครั้ง และ สร้างสรรค์โอกาส 2 ครั้ง 

ถือว่าเป็นค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมของแข้งรายนี้ และพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าฝีเท้าเจ๋งมากขนาดไหน

หลังเกม เชลซี ฟอร์มแจ่ม เปิดบ้านไล่อัด มิลาน

ชัยชนะของ พ็อตเตอร์

ย้อนกลับไปเกมเมื่อสุดสัปดาห์ในศึกพรีเมียร์ลีก พ็อตเตอร์ โดนกระแสวิจารณ์มากพอสมควรกับรูปแบบ และวิธีการเล่นของทีมที่ดูขาดความลงตัว และค่อนข้างน่าเบื่อ แม้จะเก็บชัยชนะได้ก็ตาม

ทว่าเกมนี้พอปรับมาเล่นระบบหลัง 3 เหมือนเป็นสิ่งที่นักเตะคุ้นเคย จนสามารถเค้นศักยภาพ และผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ กลายเป็นว่า เชลซี มีวิธีการเล่นที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเกมรุกที่เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่ามีความอันตรายโดยเฉพาะ โอบาเมยอง ที่ถ้าได้โอกาสเมื่อไหร่ อาจพลิกโฉมหน้าของเกมไปเลยก็ได้

ซึ่งทำให้ตอนนี้ พ็อตเตอร์ คุมทัพ เชลซี ไปแล้วทั้งหมด 3 เกม ยังคงไร้พ่ายแบ่งเป็นชนะ 2 เสมอ 1 เกมรุกทำไปได้ 6 ประตู เกมรับเสียเพียง 2 ตุงเท่านั้น ถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมมากพอสมควร และสวยงามเลยทีเดียวกับการขึ้นมาจับงานใหญ่คุมทีมที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างทัพ "สิงห์บลูส์"

สถานการณ์กลุ่ม E

ปิดท้ายด้วยสถานการณ์ล่าสุดของกลุ่ม E ในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก แม้การออกสตาร์ท 2 เกมแรกของ เชลซี จะไร้ชัย แต่ทว่ากับ 2 แต้มล่าสุดที่เก็บได้ส่งผลทำให้พวกเขากระโดดขึ้นมารั้งอันดับ 2 ของกลุ่มทันที

ส่วนจ่าฝูงตกเป็นของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ที่สอยไปแล้ว 5 คะแนน และเป็นทีมเดียวในกลุ่มตอนนี้ที่ไร้พ่าย ส่วน เชลซี กับ มิลาน แต้มเท่ากันที่ 4 คะแนน ส่วน ดินาโม ซาเกร็บ แม้รั้งบ๊วยแต่สอยไปแล้ว 3 คะแนน

ซึ่งจากสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านไปแล้วครึ่งทางของรอบแบ่งกลุ่ม แต่ทว่าทุกทีมยังคงมีโอกาสในการกรุยทางผ่านเข้ารอบต่อไปทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่าพอจบแมตช์เดย์ที่ 4 เราน่าจะได้เห็นภาพอะไรที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าใครจะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการผ่านเข้าไปเล่นรอบน็อคเอาท์ต่อไป

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline