แน่นอนหนึ่งในไฮไลท์สำหรับเกมนี้คงเป็นการกลับมาเยือนทีมเก่าอีกครั้งแรกของ เกรมแฮม พ็อตเตอร์ อดีตต้นสังกัดที่เขาเองวางรากฐาน และสามารถสร้างชื่อให้กับเจ้าตัวจนกลายเป็นกุนซือชื่อดังของวงการ และได้โอกาสครั้งสำคัญ

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยทำการรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ประเด็นร้อนอะไรให้หยิบยกมาพูดถึงกันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย

การจัดทัพ

เริ่มต้นกันที่การจัดทัพ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ยังคงยึดแนวทาง 3 ปราการหลังทั้ง มาร์ค คูคูเรย่า, ติอาโก้ ซิลวา และ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ทว่าแดนกลางปรับโฉมด้วยการให้ มาเตโอ โควาซิช จับคู่กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ คริสเตียน พูลิซิซ เป็นวิงแบ็คทั้งสองฝั่ง

ส่วนแผงเกมรุกนัดนี้ให้โอกาส คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงเล่นร่วมกับ เมสัน เมาท์ สนับสนุนหน้าเป้าอย่าง ไค ฮาเวิร์ตซ์

ข้ามมาที่ฝั่ง ไบร์ทตัน ยังคงยึด 11 ตัวจริงแกนหลักจากเกมที่ผ่านๆ มา ไฮไลท์อยู่ที่การได้โอกาสเป็นตัวจริงนัดแรกในศึกพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ของ คาโอรุ มิโตมะ ดาวเตะวัย 26 ปี ทีมชาติญี่ปุ่น ในการประสานเกมรุกกับ อดัม ลัลลาน่า, ปาสกาล โกรสส์ และ เลอันโดร ทรอสซาร์

หลังเกม ไบร์ทตัน จัดหนักรับเจ้านายเก่า ไล่ถล่ม เชลซี 4-1

ไบร์ทตัน ออกตัวแรง - เชลซี แจกโชค

ต้องบอกว่าเป็นเกมที่เจ้าบ้าน ไบร์ทตัน ของกุนซือ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ออกสตาร์ทด้วยความดุดัน และร้อนแรงมากเหลือเกินแถมมีโอกาสอยู่หลายครั้งก่อนประสบความสำเร็จจาก เลอันโดร ทรอสซาร์  ที่จัดการสังหารประตูที่ 7 ของตัวเองในฤดูกาลนี้สำเร็จ 

ทว่าหลังจากนั้นคือการแจกโชคของพลพรรคทัพ "สิงห์บลูส์" แบบล้วนๆ ทั้ง ชาโลบาห์ หรือ ลอฟตัส-ชีค ที่ต่างพากันสกัดผิดจังหวะบอลเข้าประตูตัวเองกันไปคนละตุง กลายเป็นจบครึ่งแรกด้วยการตามหลัง ไบร์ทตัน 3-0 แน่นอนว่ามันคือสกอร์ที่เหนือความคาดหมาย และเซอร์ไพรส์มากพอสมควรที่ พ็อตเตอร์ ถูกต้อนรับด้วยความโหดเหี้ยมเช่นนี้

ส่วนสถิติที่น่าสนใจคือการยิง 3 ประตูในช่วงครึ่งแรกของ ไบร์ทตัน นี่เป็นเพียงครั้งที่ 3 ที่พวกเขาทำได้สำเร็จ ทว่า 2 ครั้งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ พ็อตเตอร์ ที่กุมบังเหียนที่นี่เช่นกัน กลายเป็นว่านี่คือสถิติที่เขาไม่เคยทำได้ แต่กลับเป็นคนที่โดนทำร้ายเสียเอง

ส่วนครึ่งหลังทั้งคู่ต่างมีจังหวะกันพอสมควร ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะครั้งสำคัญของ ไบร์ทตัน และเป็นชัยชนะเหนือ เชลซี ครั้งแรกในรอบ 89 ปี และเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติสโมสรที่สามารถคว้าชัยเหนือทัพ "สิงห์บลูส์"

เกมรุก เชลซี น่าเป็นห่วง

หลังจบเกมนี้ปัญหาที่เริ่มก่อตัวขัดมากขึ้นเรื่อยๆ ของ เชลซี คือเรื่องของความเฉียบขาดในการทำประตู ก่อนหน้านี้ประเด็นนี้ดังกล่าวถูกกลบไปด้วยผลงานมวลรวมของทีมที่ยังไม่แพ่ใครในยุคของ เกรแฮม พ็อตเตอร์ แต่ทว่ามันก็พอจะมองออกมาว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญคือจุดไหน

โอเคแหละครับว่ามองย้อนกลับไปขอพิจารณาแค่นับตั้งแต่นายใหญ่ชาวอังกฤษเข้ามาทำทีมจะมีเกมที่ทำได้ 2-3 ประตู/นัด อยู่บ้าง ทว่ามันต้องแลกมาด้วยโอกาสจบสกอร์ที่จำนวนครั้งมากเหลือเกิน

ประสิทธิภาพในเกมรุกเป็นสิ่งที่ พ็อตเตอร์ เองคงต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็ว ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยองยังคงตามหาฟอร์มเก่งไม่เจอ เพิ่งทำไปได้เพียงประตูเดียวในเกมลีก หรือ ฮาเวิร์ตซ์ ที่ถูกดันขึ้นมาเล่นไม่สามารถหาความแน่นอนได้เลย 3 วันดี 4 วันไข้ คงไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่มากจนเกินไป

บางทีกุนซือของพวกเขาอาจต้องเลือกให้โอกาสเด็กวัย 21 ปีอย่าง อาร์มันโด้ โบรย่า ให้มากขึ้นจากเดิม เพราะที่ผ่านมาเขาเองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าดีพอในการเบียดแย่งเป็น 11 ตัวจริง ทว่ากับความเป็นจริงเจ้าตัวเพิ่งได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไปเพียง 187 นาทีเท่านั้น

พ็อตเตอร์ เจ๊งนัดแรก 

ต้องบอกว่าสถิติ 9 เกมก่อนหน้านี้ของ พ็อตเตอร์ ถือว่าสวยงามไม่น้อยกับการไร้พ่ายนับตั้งแต่ขึ้นมานั่งแท่นนายใหญ่ในถิ่น เดอะ บริจด์ สถิติบ่งบอกอยู่ที่ชนะ 6 และ เสมอ 3 เกม แต่ถ้ามองจากภาพความเป็นจริงในจำนวนดังกล่าวมีหลายนัดมากๆ ที่ผลงานในสนามมันไม่ค่อยสวยงามนัก แต่ก็ถูกบดบังด้วยสกอร์ที่ออกมาเป็นชัยชนะ

ก่อนที่ทุกอย่างจะมาดวงแตกในเกมนี้ ในเกมที่ต้องบุกไปเยือนถิ่นเก่าอย่าง ไบร์ทตัน ทีมที่เขาเคยกุมบังเหียนมา 3 ฤดูกาล พร้อมวางรากฐานรูปแบบฟุตบอลไว้ให้อย่างแน่นหนา

ฉะนั้นแล้วไม่แปลกที่หลังจบเกมนี้ พ็อตเตอร์ จะเสียเครดิตของตัวเองไปมากพอสมควร ทั้งเรื่องของการจัดทัพนักเตะบางคนถูกจับโยกสลับตำแหน่งหลากหลายไปหมด ยังคงจับทางหา 11 ตัวจริงของตัวเองไม่เจอ รวมไปถึงรูปแบบการเล่นในสนามที่ออกมาไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก

ส่วนอีกประเด็นในเกมนี้คือเรื่องของความผิดพลาด และการเล่นที่ไร้วินัยในเกมรับ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้ พ็อตเตอร์ ต้องตามแก้ไขต่อไปว่าจะสามารถปรับ และปิดจุดอ่อนเหล่านี้ได้มากขนาดไหน

หลังเกม ไบร์ทตัน จัดหนักรับเจ้านายเก่า ไล่ถล่ม เชลซี 4-1

ทรอสซาร์ ฟอร์มอย่างแจ่ม

ถ้าจะหาใครสักคนที่โดดเด่นในเกมนี้คงต้องยกให้กับ เลอันโดร ทรอสซาร์ ดาวยิงฟอร์มแรงของเจ้าบ้าน ไบร์ทตัน ที่นัดนี้โชว์ความนิ่งในการทำประตู รวมไปถึงหาโอกาสยิงได้มากถึง 6 ครั้ง แต่น่าเสียดายคือมีชื่อขึ้นสกอร์บอร์ดเพียงตุงเดียว

สถิติที่น่าสนใจคือตอนนี้แข้งวัย 27 ปี กระทุ้งประตูในซีซั่นนี้ไปแล้วทั้งหมด 7 ตุง จากการลงสนาม 12 นัด นำเป็นดาวซัลโวของทีม อีกทั้งในซีซั่นนี้เจ้าตัวเจาะตาข่ายทีมใหญ่มาแล้วทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี

กลายเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่เจ้าตัวผลงานแรงขึ้นมา และมีชื่อเชื่อมโยงกับสโมสรใหญ่โดยเฉพาะ เชลซี ที่นายเก่าอยากดึงตัวไปร่วมงานกันอีกครั้ง รวมไปถึงทีมหัวแถวของลีกที่ก็จับตามองผลงานของชายรายนี้อยู่เช่นเดียวกัน

ส่วนอีกคนจะไม่พูดถึงคงไม่ได้คือ คาโอรุ มิโตมะ ที่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในศึกพรีเมียร์ลีก ก่อนจัดการประเดิมแอสซิสต์แรกได้ทันที 

ตลอด 73 นาทีในสนามถือว่าปั่นป่วนเกมรับคู่แข่งได้น่าชื่นชมพอสมควร พร้อมสถิติมีโอกาสสัมผัสบอล 32 ครั้ง, เลี้ยงบอลเสร็จ 100%, แท็คเกิลชนะ 2 จาก 3 ครั้ง และ key pass อีก 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการนับ 1 สำหรับการเป็นตัวจริงได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline