แน่นอนตลอด 90 นาทีมีหลายเหตุการณ์ให้ได้หยิบยกมาพูดถึงกัน โดย ขอบสนาม ของเราได้รวบรวมมาให้แล้ว ซึ่งจะมีเรื่องราวอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
การจัดทัพ
เริ่มกันที่ประเด็นแรกคือเรื่องของการจัดทีมเกมนี้ เอริค เทน ฮาก มีการปรับเปลี่ยนผู้เล่นในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาร์ฟที่ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้โอกาสกลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงอีกครั้งจับคู่กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ
ส่วนในตำแหน่งอื่นๆ ยังคงยืนพื้นตัวหลักทั้ง กาเซมิโร่, คริสเตียน อิริคเซ่น, บรูโน่ แฟร์นานเดสส หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ซึ่งถ้าจะเซอร์ไพรส์หน่อยคงเป็น แอนโธนี อีลังก้า ที่ได้โอกาสประเดิมสนามตั้งแต่นาทีแรก เนื่องด้วย อันโตนี มีอาการบาดเจ็บส่งผลให้นัดนี้ไม่มีชื่อทั้งตัวจริง และตัวสำรอง
ข้ามมาที่ฝั่งผู้มาเยือนกันบ้าง เดวิด มอยส์ ก็จัดการขนผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนามแนวรับนำมาโดย เคิร์ท ซูม่า, เคร็ก ดอว์สัน และ ธีโล เคห์เรอร์ ส่วนแนวรุกหวังพึ่งพา ซาอิด เบนราห์มา, จาร์ร็อด โบเว่น และหน้าเป้าอย่าง จานลูก้า สกามักก้า
รูปเกมที่เกิดขึ้น
ย้อนกลับไปในช่วง 45 นาทีต้องบอกว่าวันนี้ลูกทีมของ เอริค เทน ฮาก ไม่ได้มาแบบเปิดเกมแลกบุกโขยกใส่ผู้ผู้มาเยือนอยู่ฝั่งเดียว มีการดึงจังหวะช้าลง และก็เล่นไปตามจังหวะของเกม ก่อนประสบความสำเร็จมาได้ประตูขึ้นนำจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่โขกเข้าไปจากลูกเปิดสุดสวยของ คริสเตียน อิริคเซ่น
จังหวะประตูชัยนี่ต้องชื่นชมตั้งแต่การทำชิ่งระหว่าง อิริคเซ่น กับ บรูโน่ แฟร์นานเดส ก่อนดาวเตะสัญชาติโคนมจะบรรจงเปิดไปเสาไกลให้เพื่อนเผด็จศึก ส่วนรูปเกมหลังจากนั้นก็ประคองไปจนจบครึ่งแรกด้วยการกุมความได้เปรียบ
ส่วนครึ่งหลังต้องบอกว่ามีทั้งช่วงเวลาที่ แมนยูฯ โหมเข้าใส่หวังประตูทิ้งห่าง และ เวสต์แฮม ที่เดินหน้าพลางอยากได้ประตูตีเสมอ
ทว่าหนึ่งในจุดเปลี่ยนคือการเลือกเปลี่ยนตัวของ เอริค เทน ฮาก ที่ถอด อีลังก้า ที่ค่อนข้างเงียบหายไปจากเกมออก พร้อมส่ง แม็คโทมิเนย์ ลงมาอัดแดนกลางเพิ่ม ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานคู่หูของเขาอย่าง เฟร็ด ลงมาช่วยอัดแดนกลงอีกคน แน่นอน ณ ตอนนั้นค่อนข้างชัดว่า "ปีศาจแดง" ต้องการรักษาผลสกอร์ที่นำอยู่ให้ได้ แม้จะโดนกระหน่ำบุกราวกับพายุที่มาเว้นเป็นนาที
ก่อนที่สุดท้ายจะทำได้ตามเป้าหมายแม้จะต้องลุ้นแบบปัสสาวะเหนียวหน่อยก็ตาม
โดยสถิติหลังเกมระบุว่าโอกาสยิงของทั้งคู่ไม่ได้แตกต่างกันมาก ยูไนเต็ด 16 ครั้ง ส่วน เวสต์แฮม 13 ครั้ง ภาพรวมเกมที่ออกมาถือว่าผลัดกันรุกผลัดกันรับส่งผลให้เป็นอีกเกมที่มีอัตราความสนุกไม่ใช่น้อย
แรชฟอร์ด 100 ตุง
แม้จะโดนกระแสวิจารณ์เรื่องของความเฉียบขาดไม่ใช่น้อย แต่ทว่าตอนนี้ ดร.แรชฟอร์ด คือดาวซัลโวของทีมในซีซั่นนี้ภายหลังกระทุ้งไปแล้ว 7 ประตูในทุกรายการ พร้อมสถาปนาตัวเองกลายเป็นนักเตะคนสำคัญในยุคของ เอริค เทน ฮาก เป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้ประตูชัยของเจ้าตัวในเกมล่าสุดที่โขกใส่ เวสต์แฮม กลายเป็นประตูที่ 100 ในสีเสื้อของทัพ "ปีศาจแดง" ภายหลังประเดิมเปิดซิงเกมแรกเมื่อปี 2016 ซึ่งจากจำนวนดังกล่าวใช้เวลาไป 318 เกมด้วยกัน
นอกจากนั้นอีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจของ แรชฟอร์ด ที่ซีซั่นนี้กระทุ้งไปแล้ว 7 ประตูนั้น เป็นตัวเลขที่มากกว่าเมื่อฤดูกาลก่อนทั้งซีซั่นททำไปได้เพียง 5 ประตู เท่านั้น
ซึ่งเจ้าตัวในตอนนี้เหมือนกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง พร้อมการทำประตูด้วยลูกโขกกลายเป็นอีกอาวุธที่อันตรายเพิ่มเข้ามา เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากการฝึกซ้อมที่เน้นพัฒนาการหาพื้นที่ และจบสกอร์ ฉะนั้นแล้วไม่แปลกเลยที่ แรชฟอร์ด จะเป็นหมากเด็ดขอทีมในยุคที่ เทน ฮาก นั่งแท่นกุมบังเหียน
หลวงพี่เด โคตรเซฟ
เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องโค้งหัวคารวะในความยอดเยี่ยมของนายด่านเลือดกระทิงอย่าง ดาบิด เด เคอา ที่เกมนี้ไม่รู้พี่แกไปรับประทานอะไรมากช่างเหนียวหนึบ และกินพี่แกได้ยากมากจริงๆ
โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่โดน เวสต์แฮม บุกกดดันอย่างหนัก พลางถูกโจมตีด้วยอาวุธที่หลากหลายรูปแบบทั้งบอลโด่ง หรือจังหวะยิงไกล แต่ทว่าทั้งหมดไม่สามารถผ่านมือนายด่านรายนี้ไปได้เลย ไม่แปลกที่หลังจบเกมจะได้รางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ไปครอง
สถิติบ่งบอกว่านัดนี้ "หลวงพี่เด" จัดการเซฟไปได้ถึง 4 ครั้ง และทั้ง 4 ครั้งคือจังหวะบอลยากๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นช็อตซัดของ มิคาเอล อันโตนิโอ หรือ เดแคลน ไรซ์ กดหน้ากรอบเขตโทษ
ซึ่งหลังจากมีข่าวหลุดออกมาว่าเจ้าตัวไม่มีชื่อไปลุยศึกฟุตบอลโลกปลายปีนี้ มันเลยอาจทำให้เป็นเชื้อเพลิงชั้นยอดทำให้เจ้าตัวโชว์ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมออกมาให้ได้เห็น
ชื่นชมเกมรับ แมนยูฯ
แม้จะมีช่วงที่โดนโหมกระหน่ำแต่ส่วนหนึ่งนอกจาก เด เคอา แล้วต้องชื่นชมผลงานเกมรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยที่แข็งแกร่งมากพอสมควร
ในรายของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ถือว่าคงมาตรฐานของตัวเองไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เกมนี้อาจทำให้แฟนบอลผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่มีคอนเทนต์อะไรเลย แถมมีจังหวะดักบอลสวยๆ ได้หลายครั้ง
ส่วนฟูลแบ็คสองฝั่งถือว่ายอดเยี่ยมไม่ต่างกัน ลุค ชอว์ เกมรุกประสานงานเกม แรชฟอร์ด ได้อย่างลงตัว ส่วนเกมรับอาจมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่าไม่ได้ขี้เหร่เลยสักนิด
ข้ามมาที่ฝั่ง ดาโลต์ ยกระดับตัวเองขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ นัดนี้ช่วยเกมรับได้เยอะบางทีก็โผล่มาช่วยทางฝั่งซ้ายซะอย่างงั้น แถมมีจังหวะสกัดสวยๆ ให้ได้เห็นอีก
ทำให้ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีตในเกมลีกไปแล้ว 5 นัด ชนิดที่ว่าเกือบเทียบเท่าซีซั่นก่อนที่ทั้งฤดูกาลทำไปได้ 8 ครั้ง แน่นอนมีโอกาสที่ผลงานจะพัฒนามากกว่าเดิมจากเส้นทางที่เหลืออีกมากโข
สรุปการจบสัปดาห์นี้ทัพ "ปีศาจแดง" ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 5 แซงหน้า เชลซี ด้วยการเก็บไปแล้ว 23 แต้ม จาก 12 นัด พร้อมสถิติไม่แพ้ใครมา 5 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก
- Paolinho -















