ซึ่งในเกมดังกล่าวตลอด 90 นาทีมีหลากหลายประเด็นให้หยิบยกมาพูดคุยซึ่ง ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยทำการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ จากเกมดังกล่าวมาให้ทุกท่านได้รับชมกันแล้ว จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย

การจัดทัพ

ประเดิมเรื่องแรกในเรื่องของการจัด 11 ตัวจริง ซึ่งเกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ปรับระบบมาเล่นแบบแผน 4-3-3 อีกครั้ง อิบราฮิม่า โกนาเต้ ได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงจับคู่กับ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ 

ส่วนแดนกลางเลือกใช้บริการของ เจมส์ มิลเนอร์ เล่นร่วมกับ ฟาบินโญ่ และ ติาโก้ อัลกันทาร่า ส่วนแนวรุก โม ซาลาห์ ยืนพื้น ส่วนอีก 2 รายเป็นหน้าที่ของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ เคอร์ติส โจนส์

ส่วนทางฝั่งผู้มาเยือนแม้จะผ่านเข้ารอบไปแล้วแต่ทว่า ลูเซียโน่ สปัลเล็ตติ ยังคงจัดหนักจัดเต็มขนผู้เล่นตัวจริงลงสนามอย่างพร้อมหน้า วิคเตอร์ โอซิมเฮน ที่เพิ่งกดแฮตทริกในเกมลีกลงเล่นต่อเนื่องเช่นเดียวกับ ควิช่า ควารัตสเกเลีย อีกหนึ่งดาวยิงฟอร์มแรงในซีซั่นนี้

หลังเกม หงส์แดง หยุดซ่า นาโปลี ปิดฉากรอบแบ่งกลุ่ม ชปล.

หงส์แดง ครองเกม

ต้องบอกว่าก่อนเกมอย่างที่เราทราบกันทั้งคู่จูงมือผ่านเข้ารอบต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 90 นาทีในเกมนี้คือการหาว่าใครจะเข้าป้ายจบในอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ซึ่งรูปเกมที่ออกมาต้องบอกว่าทัพ "หงส์แดง" ทำได้ดีกว่านิดๆ มีโอกาสครองบอลได้มากกว่า

ซึ่งเกมนี้วันนี้ คล็อปป์ เหมือนได้กำชับลูกทีมมาว่าคอยเพลสซิ่งวิ่งบดขยี้ใส่คู่แข่งตามแบบฉบับของพวกเขา เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นเข้าไปเพื่อหวังอย่างน้อยจะได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ ส่วนทางฝั่งผู้มาเยือนก็เล่นตามเกมของพวกเขายืนคุมโซน แต่ทว่าบอลก็ไปไม่ค่อยถึงแดนหน้าเท่าไหร่นัก

ทว่ามาถึงจุดเปลี่ยนของเกมที่เป็นเรื่องที่ดีของเจ้าบ้านเมื่อ นาโปลี หวิดได้ประตูขึ้นนำจาก เลโอ ออสติการ์ด ทว่า VAR ตรวจเช็คก่อนบอกว่าแนวรับรายนี้อยู่ในไลน์ล้ำหน้า ซึ่งหลังจากนั้น "หงส์แดง" พยายามเดินหน้าบุกเข้าใส่ก่อนประสบความสำเร็จรัว 2 ตุงในช่วงท้ายเกม

เริ่มจาก โม ซาลาห์ นาที 85 และ ดาร์วิน นูนเญซ ที่สวมบทฮีโร่ลงมามีส่วนร่วมกับทั้ง 2 ตุง ในฐานะตัวสำรอง ปิดจ็อบให้ทีมคว้าชัยไปครองได้สำเร็จ เป็นการเรียกขวัญกำลังใจจากเกมลีกนัดล่าสุดให้กลับมาอีกครั้ง

สถิติหลังเกมชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่ามีโอกาสจบสกอร์ 14 ครั้ง ส่วนฝั่งผู้มาเยือนเพียง 10 ครั้ง และ "หงส์แดง" ครองบอล 53% จึงเป็นที่มาของการเก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ

ความตั้งใจของ หงส์แดง

ก่อนเกมโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์เพื่อจบอันดับ 1 ของ "หงส์แดง" ถือว่าไม่มากนัก แต่ทว่าอย่างน้อยผลการแข่งขันในเกมนี้มันก็พอที่จะบ่งบอกเรื่องราวในแง่บวกได้บ้าง โดยเฉพาะความกระหายของตัวงผู้เลน่ที่แสดงออกมา

ชั่วโมงนี้สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ผลการแข่งขันไม่แน่นอนเอาเสียเลย แต่อย่างน้อยการเอาชนะทีมผลงานดี ฟอร์มร้อนแรงแบบ นาโปลี ก็เป็นการยกระดับความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง ก่อนลุยพรีเมียร์ลีกช่วงโค้งสุดท้ายในเดือนนี้

ทว่าเรื่องที่น่าห่วงยังพอมีให้เห็นโดยเฉพาะผลงานนักเตะบางรายที่ยังไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นัก ส่วนข้อดีคือการเก็บคลีนชีตจากทีมที่มีแนวรุกสุดอันตรายอย่าง นาโปลี ได้ ถือว่าเป็นข้อดีในเกมที่ต้องการเรียกกำลังใจแบบนี้

หลังเกม หงส์แดง หยุดซ่า นาโปลี ปิดฉากรอบแบ่งกลุ่ม ชปล.

นูนเญซ เริ่มดีขึ้น

แม้ก่อนหน้านี้ชื่อของ ดาร์วิน นูนเญซ จะได้รับเสียงวิจารณ์มากพอสมควรโดยเฉพาะความเฉียบขาดที่ขาดหายไป จังหวะที่ควรทำได้แต่ดันทำพลาด รวมไปถึงการตัดสินใจต่างๆ ที่ดูยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่

ทว่าถ้าวัดจากสถิติส่วนตัวของเขาในตอนนี้ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่เลยสักนิด ลงสนามให้ "หงส์แดง" ในทุกรายการ 15 นัด จัดการทำไปแล้ว 7 ประตู พ่วงกับอีก 1 แอสซิสต์

จากตัวเลขดังกล่าวมันดีกว่ากองหน้าบางรายเสียอีก แต่ทว่าภาพจำของเขากลายเป็นมีมในโลกโซเชียลถึงจังหวะความผิดพลาด ทว่าด้วยความเงียบๆ แต่ตอนนี้เริ่มฟาดเรียบไปเรื่อยๆ ล่าสุดก็ซัดใน แชมเปี้ยนส์ลีก ติดต่อกันมาแล้ว 3 เกม เรียกได้ว่ายกระดับตัวเองให้ดูดีขึ้นเรื่อยๆ แก้ไขผลงาน เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านๆ มา

นาโปลี พ่ายเกมแรก

นาโปลี ถือว่าเป็นหนึ่งในทีมฟอร์มแรงจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปในฤดูกาลนี้ ก่อนลงสนามเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาพวกเขารักษาสถิติไร้พ่าย 17 นัดติดต่อกันในทุกรายการ แบ่งเป็น เซเรีย อา 12 เกม และ แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 5 นัด

ในจำนวนดังกล่าวเป็นการเก็บชัยไปมากถึง 15 นัด สะดุดเสมอเพียง 2 เกม ก่อนที่สถิติดังกล่าวจะถูกหยุดลงด้วยน้ำมือของ ลิเวอร์พูล ที่ปราบพวกเขาเอาไว้ได้

แต่อย่างไรก็ตามทัพ "อัซซูร่า" ยังคงจบอันดับ 1 ของกลุ่ม ส่วนโอกาสในรอบถัดไปทีมที่มีโอกาสจับฉลากไปเจอด้วยในตอนนี้ยืนยันไปแล้ว 2 ทีมคือ  คลับ บรูซ กับ แฟร้งเฟิร์ต ส่วนที่เหลือต้องรอในคืนนี้ว่าทีมใดจะเข้าป้ายในอันดับ 2 บ้าง

รอบต่อไปของ หงส์แดง

การเข้ารอบในฐานะอันดับ  2 ของกลุ่ม ถือว่าสุ่มเสี่ยงในการเจอทีมใหญ่พอสมควร เพราะต้องไขว้ไปเจอกับอันดับ 1 ของสายอื่นๆ ที่ส่วนมากจะเป็นเหล่าบรรดาทีมบิ๊กๆ แทบทั้งนั้น

ตอนนี้ทีมที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสจับฉลากไปเจอด้วยคือ ปอร์โต้ กับ บาเยิร์น มิวนิค ส่วนที่ต้องลุ้นในค่ำคืนนี้อีก 2 กลุ่มคือจะเป็น เรอัล มาดริด หรือ แอร์เบ ไลป์ซิก ในกลุ่ม F หรือ เปแอสเช กับ เบนฟิก้า ในกลุ่ม H

ทั้งนี้การจับฉลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก แชมเปี้ยนส์ลีก จะมีขึ้นวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ และลงสนามทำการแข่งขันช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ว่าแล้วเหล่า "เดอะ ค็อป" ทั้งหลาย อยากเจอกับใครในรอบหน้า ??

- Paolinho -
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline