โดยเป็นเกมที่สนุก ตื่นเต้น และ มีให้ลุ้นกันตลอดเกม เพราะถึงแม้ โมร็อกโก จะแพ้แบบกินไข่ แต่พวกเขาก็สู้อย่างสมศักดิ์ศรี

ส่วนทัพ ตราไก่ อาจจะมีใช้โอกาสเปลืองไปบ้าง แต่จังหวะที่ควรได้ ก็ไม่พลาด เรียกว่ามีนักเตะได้แจ้งเกิดในเกมนี้ด้วย ขณะที่ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ก็ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้เหมือนเดิม พร้อมกับมีส่วนถึง 2 ประตู ที่ ฝรั่งเศส ทำได้ ดังนั้นเกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจกันบ้างไปติดตามกันเลยครับ

- ฝรั่งเศส ขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม

ถึงแม้ ฝรั่งเศส จะดีกรีเหนือกว่า แต่ไม่ง่ายแน่นอนที่จะเจาะ โมร็อกโก เนื่องจากก่อนหน้านี้ขุนพล สิงโตแห่งแอตลาส ปราบทีมยักษ์ใหญ่จนร่วงตกรอบมาหมด ไม่ว่าจะเป็น เบลเยี่ยม, สเปน และ โปรตุเกส ชนิดที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เกมการแข่งขันเริ่มมาเพียง 5 นาที แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศส ก็แผลงฤทธิ์เล่นงานใส่ทันที ซึ่งจังหวะนี้ต้องชม อ็องตวน กรีซมันน์ ที่โชว์เทคนิค เปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษให้กับ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ซึ่งเจ้ายิงบอลแป้ก แต่มันยังกลายเป็นดี เพราะบอลมันกระดอนไปเข้าทาง เตโอ แอร์กน็องเดซ ดึงจังหวะ และ ยิงประตูให้ ฝรั่งเศส ขึ้นนำ 1-0

เรียกว่าครึ่งแรก เตโอ แอร์กน็องเดซ ทำผลงานได้เด่นมากๆ ทั้งช่วยเกมรุก และ เล่นเกมรับ โดนเตะ โดนคู่แข่งอัดหลายจังหวะ โดยมันมีสถิติระบุว่าตลอด 45 นาที เขาสามารถสกัดแย่งบอล และ ให้ทีมกลับมาครองบอลต่อได้ถึง 7 ครั้ง รวมถึงปะทะชนะคู่แข่งอีก 6 ครั้ง นับเป็นคีย์แมนสำคัญที่พา ฝรั่งเศส กุมความได้เปรียบไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

นอกจากนี้ ประตูที่ เตโอ แอร์กน็องเดซ ซัลโวได้นั้น ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถยิงประตูใส่ โมร็อกโก ได้ ในศึก ฟุตบอลโลก 2022 เพราะก่อนจะถึงรอบรองชนะเลิศ โมร็อกโก เพิ่งเสียไปแค่ลูกเดียว จากการทำเข้าประตูตัวเอง นัดชนะ แคนาดา 2-1

- โมร็อกโก ผู้แพ้ที่น่าเชิดชู

การผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศ ของ โมร็อกโก มันเป็นเรื่องราวที่เกินฝัน เพราะไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าพวกเขาจะสร้างสตอรี่ "แจ็คผู้ฆ่ายักษ์" ฝ่าด่านล้มยักษ์ใหญ่อย่าง สเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ สอย โปรตุเกส รอบควอเตอร์ไฟนัลส์

ต่อให้สุดท้ายแล้ว โมร็อกโก จะไปไม่ถึงเส้นชัย จากการพ่ายแพ้ต่อ ฝรั่งเศส 0-2 แต่กระนั้นตลอด 90 นาที พวกเขาสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำเอาแนวรับทัพ ตราไก่ ปั่นป่วนหลายจังหวะ รวมถึงทำให้ อูโก้ ยอริส ต้องออกแรงเซฟหลายต่อหลายครั้ง และ เกือบตีไข่แตกได้ด้วยช่วงทดเจ็บ จาก อัซเซดีน อูนาฮี ยิงแฉลบมาเข้าทาง อับเดอร์ราซัค ฮัมดัลลาห์ สกิดเปลี่ยนบอลแบบเผาขน แต่เป็น ฌูลส์ กูนเด้ ยืนสกัดบนเส้นเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม โมร็อกโก จะถูกจดจำเอาไว้ว่าเป็น ม้ามืดทีมแรก แห่งทวีปแอฟริกา ที่สามารถผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเครดิตตรงนี้ต้องให้กับ วาลิด เรกรากี กุนซือใหญ่ โมร็อกโก เพราะเขาเพิ่งมาคุมทีมชาติโมร็อกโก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา กินเวลาไม่ถึง 3 เดือนด้วยซ้ำ 

แต่กระนั้น วาลิด เรกรากี ลงคุมทีมชาติโมร็อกโก มาแล้ว 9 นัด โดยชนะไปถึง 5 นัด, เสมอ 3 นัด และ เพิ่งจะมาพ่ายให้กับ ฝรั่งเศส เป็นทีมแรก ยิงไป 10 ประตู เสียแค่ 3 ลูก และ เก็บได้ 7 คลีนชีต นับว่าเป็นผลงานที่มหัศจรรย์จริงๆ กับคนที่เพิ่งมาคุมด้วยเวลาอันน้อยนิด แต่เขาก็ได้จารึกประวัติศาสตร์ให้กับ โมร็อกโก เรียบร้อย อยู่ที่ว่า พวกเขาจะคว้าอันดับ 3 ได้หรือไม่

- แจ้งเกิด ร็องดาล โกโล มูอานี่

ร็องดาล โกโล มูอานี่ หากพูดชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนคงต้องขมวดคิ้ม พร้อมกับตั้งคำถามในใจว่า "ไอ้หมอนี้มันใครวะ" เพราะต่อให้เป็นทีมชาติฝรั่งเศส แต่นักเตะรายนี้ก็ไม่ได้โด่งดัง  เป็นกองหน้าจาก ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต โดยเจ้าตัวถูกเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศส มาแทนที่ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู แนวรุก ไลป์ซิก ที่มีอาการบาดเจ็บ

ตลอดการลงเล่น ฟุตบอลโลก 2022 นั้น โกโล มูอานี่ เพิ่งได้ลงเล่นแค่เกมเดียว ซึ่งเป็นนัดที่ไร้ความหมาาย โดยมีชื่อลงตัวจริงนัดที่ ฝรั่งเศส แพ้ให้กับ ตูนิเซีย 0-1 จากนั้นก็ไม่ได้สัมผัสสนามอีกเลย แม้กระทั่งตัวสำรอง

ดังนั้น ไม่มีใครคิดว่า โกโล มูอานี่ จะได้ลงสนามหรอกครับ เพราะ คิงส์ลี่ย์ โกมัน มักจะได้รับโอกาสก่อนเขาอยู่เสมอ แต่เกมนี้เหมือน ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ จะมีเซนส์อะไรสักอย่าง ทำให้ตัดสินใจส่ง โกโล มูอานี่ ลงไปแทน อุสมาน เดมเบเล่ นาทีที่ 79

และ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษจริงๆ เพราะ โกโล มูอานี่ อยู่ในสนามแค่ประมาณ 1 นาที เพียงแค่การสัมผัสบอลครั้งแรก เขาก็เปลี่ยนเป็นประตูให้กับ ฝรั่งเศส ได้ทันที ซึ่งเป็นจังหวะที่ เอ็มบัปเป้ โชว์ของพริ้วหนีกองหลัง โมร็อกโก ก่อนจะยิงแฉลบมาเข้าทาง โกโล มูอานี่ แปจ่อๆเข้าไปไม่พลาด เป็นประตูปิดกล่องให้ ตราไก่ เอาชนะ 2-0

จากการยิงประตูแรกในทีมชาติของ โกโล มูอานี่ ทำให้เขากลายเป็นตัวสำรอง ที่ถูกส่งลงมาแล้วสามารถซัลโวให้ทีมได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก เป็นอันดับที่ 3 โดยใช้เวลาเพียงแค่ 44 วินาที เท่านั้น

- สถิติชัยชนะของ เดส์ชองส์

สมัยเป็นนักเตะ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ก็เข้าขั้นเป็นตำนาน เพราะเคยเป็นกัปตันทีมที่ชูโทรฟี่ เวิลด์ คัพ ฟร๊องซ์ 98 มาแล้ว พอขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่ ก็พาทัพ ตราไก่ คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2018 ได้มาแล้วเช่นกัน 

ด้วยความสำเร็จที่อาจจะอิ่มตัว หรือ ความกระหายอาจจะลดลงไป ทำให้ไม่มีใครมองว่า ฝรั่งเศส จะเข้ามาป้องกันแชมป์ได้ แต่กระนั้น ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ทำให้เห็นว่า ตราไก่ ยังคงแข็งแกร่งเสมอต้นเสมอปลาย ต่อให้ไม่มีตัวหลักหลายคน ก็ยังสามารถผ่านเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศ ด้วยฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม

จากการตบ โมร็อกโก 2-0 ส่งผลให้ เดส์ชองส์ กลายเป็นกุนซือที่คว้าชัยชนะได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก โดยมากถึง 14 นัด เทียบเท่ากับ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ตำนานเฮดโค้ชทีมชาติบราซิล 

พร้อมกันนี้ เดส์ชองส์ ยังกลายเป็นกุนซือที่สามารถคว้าชัยชนะในศึก ฟุตบอลโลก รอบน็อคเอาท์ ได้ถึง 8 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบเท่ากับ วิตตอริโอ ปอซโซ่ ตำนานกุนซือทีมชาติอิตาลี ที่เคยพาทีมคว้าแชมป์ เวิลด์ คัพ 2 สมัยซ้อน เมื่อปี 1934 กับ 1938

- ใครจะคว้าดาวซัลโว และ ถ้วยแชมป์ ?

มันคือ ดรีม ไฟนัลส์ ที่หลายคนอยากเห็น กับการที่ ฝรั่งเศส มาตามนัดได้เข้ามาเจอกับ ทีมชาติอาร์เจนติน่า เพราะมันไม่ใช่แค่ศึกช่วงชิงโทรฟี่ ฟุตบอลโลก เพียงเท่านั้น แต่มันยังดิมพันไปด้วยอนาคต และ ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ

เพราะปัจจุบัน คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ยังคงรั้งตำแหน่งดาวซัลโวที่ 5 ประตู ร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ นั่นหมายความว่านอกจากจะต้องหาผู้ชนะเพื่อครองถ้วยแชมป์แล้ว ยังต้องรอดูกันว่าใครจะคว้า "โกลเด้น บู้ท" ไปครอง

ต่อให้แฟนบอลส่วนใหญ่ อยากจะเห็น ลิโอเนล เมสซี่ คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก สักครั้งก่อนรีไทร์ทีมชาติ หรือ แขวนสตั๊ด แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เพราะ ฝรั่งเศส ก็ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ เป็นชาติแรกต่อจาก บราซิล ปี 1962 ที่สามารถป้องกันแชมป์ เวิลด์ คัพ เอาไว้ได้

ฉะนั้นมารอดูกันว่า ฝรั่งเศส จะหยุดความฝันของ อาร์เจนติน่า ไว้ได้หรือไม่ ศึกนี้โคตรมันส์ระดับ 5 ดาวแน่นอน โดยเฉพาะการดวลกันระหว่าง เอ็มบัปเป้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ เพราะ 2 ชาตินี้ ยิงประตูเท่ากันถึง 11 ประตู ในศึก ฟุตบอลโลก 2022 ประเทศกาตาร์

ฮาย ฮาวดี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline