ซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ถือว่าเป็นการแข่งขันที่สนุก และมีอัตราความเร้าใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเลยก็ว่า
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปย้อนดู 10 โมเมนต์ที่โดดเด่นของ เวิลด์ คัพ ฉบับล่าสุดกันว่ามีอะไรที่ยังคงตราตรึงใจ และเป็นสถิติที่คู่ควรต่อการจดจำกันบ้าง
กาตาร์ เจ้าภาพ
ประเดิมกันด้วยประเด็นแรกคือการได้รับหน้าเป็นเจ้าภาพของ กาตาร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์มากมายที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องของความเหมาะสม รวมไปถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัด แถมมีการปรับเปลี่ยนเวลามาจัดการแข่งขันกันช่วงปลายปี ซึ่งผิดแปลกจากฟุตบอลโลกทุกครั้งที่ผ่านมา
แน่นอนว่าตามประวัติศาสตร์ลูกหนัง กาตาร์ ไม่เคยพาตัวเองเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกได้เลย อีกทั้งปัจจัยเรื่องการก่อสร้างสนาม จึงทำให้เกิดกระแสต่อต้านมากมายขึ้น
ทว่าหลังจากเปิดม่านเริ่มฟาดแข้งกันต้องบอกว่าเป็นทัวร์นาเมนต์แห่งความดราม่า ความมัน และอัตราความโรคจิตมากพอสมควร อีกทั้งเรื่องของการจัดการถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม เราจึงไม่เห็นข่าวด้านลบเลยตลอด 1 เดือนของการแข่งขัน
แม้ว่าจะโดนวิจารณ์แหลกทั้งความเหมาะสม รวมไปถึงผลงานในสนามของทัพ "ไข่มุกแห่งเปอร์เซีย" ที่เก็บคะแนนไม่ได้เลย แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือภาพรวมการแข่งขันฟุตบอลของมวลมนุษยชาติครั้งนี้จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลอย่างแน่นอน
อาร์เจนติน่า พ่ายนัดแรก
ย้อนกลับไปในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ถ้าจะถามหาเกมที่เซอร์ไพรส์แฟนบอลแบบหักปากกาเซียนทุกด้ามคงจะเป็นเกมที่ อาร์เจนติน่า พ่ายให้กับ ซาอุดิอาระเบีย 1-2
เกมในวันนั้นก่อนเกมทัพ "ฟ้า-ขาว" เป็นต่อในทุกมุมท้ังเรื่องขุมกำลัง คุณภาพนักเตะ หรือ ประสบการณ์ แต่ทว่าหลังจบเกม 90 นาที กลายเป็นเกมที่ช็อคทุกความรู้สึกของแฟนบอลอย่างแท้จริง ตัวแทนจากเอเชียเก็บชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของชาติเหนือตัวเต็งเบอร์ต้นๆ ของทัวร์นาเมนต์
ทว่าหลังจากนั้นเหมือนกราฟชีวิตจะแตกต่างมากพอสมควร ซาอุฯ ปิดฉากตั้งแต่รอบแรก และชัยชนะนัดเดียวนั้นของพวกเขาเหนือ อาร์เจนติน่า ส่วนทัพ "ฟ้า-ขาว" หลังจากนั้นไร้พ่าย ถามเถลิงบัลลังก์ครองแชมป์ได้ในบั้นปลาย
เยอรมัน ตกรอบแรก
Group of death ของศึกฟุตบอลโลกขบวนนี้คงต้องเป็นในกลุ่ม E ที่มีทีมใหญ่อย่าง เยอรมัน กับ สเปน โคตรมาดวลกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยสำคัญ 2 ทีมที่แข็งแกร่งอย่าง ญี่ปุ่น กับ คอสตาริก้า ในการคอยแย่งคะแนนอยู่
แต่อย่างไรเสียทัพ "อินทรีเหล็ก" ย่อมถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่จะผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์อยู่แล้ว แม้ทีมจะมีการปรับเปลี่ยน และอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายแข้งใหม่ที่ก้าวขึ้น ทว่าก็ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะจอดป้ายที่รอบแบ่งกลุ่ม 2 ครั้งติดต่อกัน
การจบอันดับ 3 มีเพียง 4 คะแนน ถามว่าผิดคาดไหม ? อาจไม่ถึงขั้นนั้น แต่การหยุดเส้นทางเพียงเท่านี้คือเรื่องที่แฟนบอลทัพ "อินทรีเหล็ก" อาจไม่ได้คิด ได้ฝันเท่าไหร่นัก ฉะนั้นแล้วถ้าจะถามหาทีมที่ผลงานน่าผิดหวังที่สุดของฟุตบอลครั้งนี้คงต้องเป็นพวกเขา เพราะด้วยความเป็นทีมใหญ่ ที่ร่วงตกรอบโบกมือลาด้วยการลงสนามไปเพียง 3 เกมเท่านั้น
รวมพลังชาติจากเอเชีย
ชาติจากทวีปเอเชียย่อมถูกมองว่าเป็นเพียงทีมม้ามืดเท่านั้น จากผลงานในช่วงที่ผ่านๆ มา ทว่ากับฟุตบอลโลกครั้งนี้พวกเขาได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควรจากผลงานที่ได้ฝากเอาไว้
ไล่เรียงจาก ญี่ปุ่น ที่ทำผลงานไว้แบบน่าจดจำทั้งการเอาชนะ เยอรมัน, สเปน รวมไปถึงยื้อกับ โครเอเชีย ก่อนแพ้จุดโทษ ไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนั้น เกาหลีใต้ ก็เป็นทีมที่สร้างสีสันได้ไม่น้อยทั้งหักด้าน อุรุกวัย กับ กาน่า ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์แม้สุดท้ายจะไปโดนหมัดเด็ดของ บราซิล น็อคเอาก็ตาม
ส่วนทีมอื่นๆ ก็ถือว่ารังสรรค์ผลงานออกมาได้น่าดูชมทั้ง ซาอุดิอาระเบีย หรือ อิหร่าน แม้ไม่ผ่านรอบแรกแต่ก็เป็น 2 ทีมที่มีเรื่องราวให้ได้พูดถึงพอสมควร ไม่เว้นแต่ ออสเตรเลีย ที่สู้กับ อาร์เจนติน่า ได้อย่างสนุก เกือบได้ไปต่อเวลากันไปในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
ส่วนที่น่าผิดหวังคงเป็นเจ้าภาพ กาตาร์ ที่ไม่อาจเก็บคะแนนได้เลย จมบ๊วยของกลุ่ม A และเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมที่ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำเท่าไหร่นัก
แฮตทริกของ รามอส & เอ็มบัปเป้
ถ้าจะให้คาดเดาก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มว่ามีใครบ้างที่จะสามารถทำแฮตทริกได้ หลายคนคงมองไปที่ซูเปอร์สตาร์อย่าง ลิโอเนล เมสซี่, แฮร์รี่ เคน หรือ เนย์มาร์
ทว่าแฮตทริกแรกของทัวร์นาเมนต์มาจากดาวรุ่งนอกสายตาอย่าง กอนซาโล่ รามอส ที่กระหน่ำ 3 เม็ดใส่ สวิตเซอร์แลนด์ ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ก่อนแจ้งเกิดได้อย่างสมบูรณ์แบบในศึกคราวนี้
ก่อนที่แฮตทริกที่ 2 จะมาก็ปาเข้าไปในเกมสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งเป็น คีเลียน เอ็มบัปเป้ จัดการสร้างสถิติขึ้นมาเป็นแข้งรายที่ 2 ที่ทำแฮตทริกได้ในรอบชิงชนะเลิศต่อจาก เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ที่ทำได้เมื่อปี 1966 ที่ อังกฤษ เอาชนะ เยอรมันตะวันตก ไป 4-2
โมร็อกโก ม้ามืดตัวจริง
อย่างที่กล่าวไปว่าทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีหลายๆ อย่างที่น่าจดจำ เช่นเดียวกับผลงานของ โมร็อกโก ที่ควรได้รับการยกย่องว่าพวกเขายอดเยี่ยมเป็นอย่างมากในการฝ่าด่านผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศทั้งที่ไม่ได้ถูกมองเลยสักนิดว่าจะผ่านเข้ามาถึงตรงนี้
ผลงานของ โมร็อกโก ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกมในรอบแบ่งกลุ่ม ชุดเด่นชัดเจนคือความมีระเบียบวินัยของนักเตะโดยเฉพาะเกมรับที่เสียประตูยาก แถมมีสไตล์ที่ชัดเจน เกมรุกมีความวูบวาบพร้อมเล่นงานคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะใครหน้าไหน
อีกทั้งยังเป็นทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดของนักเตะหลายๆคน ที่ผลงานดีเกินคาดทั้ง โซฟีนาน อัมราบัต, อัซเซดีน อูนาฮี, ยัสซิน โบโน หรือแนวรับอย่าง โรแม็ง ซาอิส ที่พิสูจน์ตัวเองว่าดีพอสำหรับฟุตบอลในระดับสูงอย่างนี้
การสร้างประวัติศาสตร์ชาติจากแอฟริกาทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายจะถูกจารึกไปอีกนาน และพวกเขาคู่ควรต่อการโค้งหัวคารวะว่าเป็นทีมม้ามืดที่ฟอร์มควรค่าแก่นับถือจริงๆ
สู่ยุคใหม่โดย เอ็มบัปเป้
ถ้าจะบอกว่านับตั้งแต่ตอนนี้ได้ก้าวสู่ยุคเปลี่ยนถ่ายวงการลูกหนังคงจะไม่แปลกจนเกินไป ในเมื่อ 2 แข้งที่ครองความยิ่งใหญ่อย่าง โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ได้เข้าสู่บั้นปลายของอาชีพไปแล้ว คนที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนอย่าง เอ็มบัปเป้ ก็เพียบพร้อมทุกอย่าง จึงเกิดเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสม
ผลงานของ "ประธานเป้" ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าเด็กหนุ่มคนนี้พร้อมแล้วในการก้าวขึ้นมาเป็นดาวดวงใหม่ของวงการลูกหนังอย่างเต็มตัว ทั้งเรื่องของฝีเท้า ผลงานในสนาม และความสำเร็จต่างๆ ที่นับจากนี้คงมีอีกหลายอย่างให้เขาได้เข้าใกล้ไปสัมผัส
อีกอย่างคือเรื่องของสถิติฟุตบอลโลก 2 ครั้งของเขาซัดไปแล้ว 12 ประตู ตามหลัง มิโรสลาฟ โคลเซ่ เจ้าของอันดับ 1 เพียง 4 ประตู ซึ่งไม่แน่ว่าอีก 4 ปีข้างหน้ายอดดอยตรงนั้นอาจถูกครอบครองโดยชายที่ชื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ก็เป็นได้
คู่ชิงที่ (โคตร) มันส์
แฟนบอลแทบจะเทเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่าคู่ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2022 คือที่สุดของความมันส์ และโคตรดราม่าตลอดทั้ง 120 นาทีในสนาม
จากที่ตอนแรกดูเหมือนจะจืดชืดไปแล้วหลัง อาร์เจนติน่า ขึ้นนำตั้งแต่ครึ่งแรก 2-0 แต่ก็นี่แหละครับคือฟุตบอล ทุกวินาทีมันมีโอกาสทำประตูได้เสมอ และยิ่งเป็นชายที่ชื่อ เอ็มบัปเป้ โอกาสเพียงไม่กี่ครั้งสามารถพลิกโฉมหน้าของเกมไปได้เลย
นอกจากนั้นยังมีจังหวะเซฟของนายทวาร และกองหลังทั้งสองฝั่งที่งัดพลังทุกอย่างเอาออกมาสู้กัน จนกลายเป็นแมตช์ที่เพอร์เฟคที่สุดตลอดกาลก็คงไม่ผิดแปลกนัก
ใส่กันหนักตลอดเกม ดราม่ายันวินาทีสุดท้าย นัดชิงฟุตบอลที่จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไปอีกนาน และบอกได้เพียงแค่ว่าใครไม่ได้ดูแบบสดๆ ถือว่าโคตรพลาด
แชมป์สมัยที่ 3 ของ อาร์เจนติน่า
หลังจากรอคอยกันมาอย่างยาวนานกับโทรฟี่ทองคำ สุดท้ายแล้ว อาร์เจนติน่า ที่ถูกมองว่าเป็นเต็งแชมป์ในครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มาเชยชมได้สำเร็จ
ซึ่งนี่คือแชมป์สมัยที่ 3 ของพวกเขา แม้เกมแรกจะออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ด้วยความพ่ายแพ้แบบพลิกล็อคต่อ ซาอุดิอาระเบีย ทว่าหลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ ยกระดับผลงานของตัวเองมาเรื่อยๆ จนสามารถผ่านด่านรอบแรกมาด้วยการเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
ก่อนที่หลังจากนั้นทัพ "ฟ้า-ขาว" จะยึดสถิติไร้พ่ายมาตลอดทั้งชนะ ออสเตรเลีย, เนเธอร์แลนด์, โครเอเชีย และปิดท้ายด้วยการเอาชนะ ฝรั่งเศส แชมป์เก่าได้สำเร็จ
แน่นอนนี่คือสิ่งที่ชาวอาร์เจนติน่ารอคอยมานานนับตั้งแต่ปี 1986 จากนั้นไปไกลถึงก็เพียงแค่รองแชมป์ ฉะนั้นแล้วแชมป์คราวนี้คือความหอมหวาน และเหมือนเป็นการปิดฉากพระเจ้าในบทบาทนักฟุตบอลของพวกเขาได้อย่างสวยงาม
ลิโอเนล เมสซี่
ปิดท้ายคงจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้กับสุดยอดนักเตะที่จารึกชื่อในประวติศาสตร์แล้วว่าคว้าทุกแชมป์ที่ลงสนามอย่าง ลิโอเนล 'เดอะ คิงส์' เมสซี่ หลังปิดฉากการรอคอยถ้วยฟุตบอลโลกไปอย่างสวยงาม
ภาพความผิดหวังจากฟุตบอลโลกเมื่อปี 2014 ยังคงเป็นสิ่งที่ค้างคาในใจของเขา และถ้วยสีทองใบนั้นเป็นความหวัง ความฝัน และความปรารถนาสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอลของเขาแล้ว
ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม เมสซี่ ได้ออกมาประกาศแล้วว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของเขาในการคว้าแชมป์มาครอง เพราะจะเป็นการลงเล่นรายการนี้ครั้งสุดท้ายในอาชีพลูกหนัง ฉะนั้นละครชีวิตเรื่องนี้เหมือนถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น พระเจ้า แห่งแฟนบอล อาร์เจนติน่า
ยิงประตูในรอบชิงชนะเลิศ คนแรกที่ก้าวออกมาซัดประตูช่วงดวลจุดโทษ ก่อนปิดท้ายด้วยการคว้าโทรฟี่ใบสีทองมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์
จากนี้คือเรื่องเล่าเส้นทางในครั้งนี้จะถูกขนานนามพูดถึงไปอีกนาน
นักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่โลกใบนี้มี นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล พร้อมได้รับการเชิดชูมากที่สุดของวงการ
สดุดีแด่ความสำเร็จของชายที่มีชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่
- Paolinho -















