ย้อนกลับไปก่อนที่ม่านซีซั่นนี้จะรูดม่านเปิดขึ้น เชื่อเหลือเกินว่าแฟนบอลหลายคนคงไม่ได้คาดคิดว่าทีมจะพัฒนาขึ้นจนกระทั่งก้าวขึ้นมายึดหัวตารางได้แบบเหนียวแน่น แถมมีผลงานในสนามที่ต้องบอกว่าไฉไล และมาตรฐานนั้นยอดเยี่ยมดีเหลือเกิน

ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับนักเตะ และอีกส่วนต้องให้เครดิตกับคนปรุงแต่งอย่าง มิเกล อาร์เตต้า ที่พาทีมมาได้เกินกว่าที่คาดไว้พอสมควร ทั้งที่ทีมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่ทุกการเคลื่อนไหวคือการตอบโจทย์ต่อสิ่งที่ทีมขาดหายทั้งหมด

มองไปที่ตัวของนายใหญ่ชาวสเปน การเข้ามารับงานคุมทีมเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายอันแรงกล้าของเขา หลังร่วมงาน พร้อมเรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังการคุมทีมมาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เขาไปเป็นผู้ช่วยอยู่ราวๆ 3 ปี

 

ส่องโอกาส "อาร์เซน่อล" กับแชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้

นี่คือการจับงานในฐานะผู้จัดการทีมแบบเต็มตัวครั้งแรก พร้อมงานที่ใหญ่เหลือเกิน เขาเองต้องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง เพื่อยกศักยภาพทีม แม้ทรัพยากรในตอนนั้นต้องบอกว่าหนักหนาเอาเรื่องอยู่พอสมควรในการกู้ซากปืนใหญ่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

อาร์เตต้า ค่อยๆ แต่งเติมทีมเสริมทีละจุด จะบอกว่าเริ่มต้นได้อย่างสวยงามก็คงไม่ผิด เพราะโทรฟี่ เอฟเอ คัพ ที่คว้ามาครองหลังทำงานได้ราว 6 เดือน ถือว่าเป็นแชมป์ครั้งสำคัญ และความสำเร็จแรกในฐานะกุนซือ

แม้ในลีกจะจบอันดับ 8 ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ทว่าด้วยแนวทาง และรูปแบบการเล่นที่ดูดีทำให้เหล่าบอร์ดบริหารยังคงไว้ใจในตัวนายใหญ่ชาวสเปนมากเหลือเกิน อาจไม่ได้มีดีลที่ทุ่มเงินเป็นสถิติอะไรมากมาย แต่เหมือนเป็นย่างก้าวที่ค่อยๆ เดิน เน้นไปที่วิธีการแบบยั่งยืน มากกว่าความสำเร็จที่มาแบบชั่วครู่แล้วจางหายไป

อย่างที่ ฟาเบรกาส ได้กล่าวยกย่อง อาร์เตต้า ว่าสามารถพัฒนาทีมได้เป็นอย่างดีจากสโมสรกลางตาราง ที่สามารถพุ่งพรวดจนยึดจ่าฝูงในตอนนี้ "ถ้าเราฟังบางคนตอนที่ อาร์เซน่อล จบอันดับ 8 และทำได้ไม่ดี บางที มิเกล (อาร์เตต้า) อาจจะไม่อยู่ที่นั่น"

"แต่พวกเขาให้เวลาเขาในการพัฒนาสไตล์ของตัวเอง นำนักเตะเข้ามาเอง สร้างผลงานของตัวเอง พวกเขายังไม่อาจคว้าแชมป์ได้ แต่พวกเขากำลังไปในทางที่ถูกต้องแน่นอน"

ฤดูกาลที่ผ่านมามันใกล้เคียงเหลือเกินที่เราเกือบที่จะได้เห็น "ปืนใหญ่" กลับไปโลดแล่นในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ทว่าก็มาพลาดช่วงท้ายหลุดโค้งไปอย่างน่าเสียดาย

จากจุดตรงนั้นมันเห็นได้ชัดแล้วว่า อาร์เซน่อล ในมือของ อาร์เตต้า มีทิศทางที่สวยงามพอสมควร นักเตะหลายๆ คนเริ่มเข้าใจกับระบบ และแบบแผนที่ อาร์เตต้า ได้เตรียมเอาไว้ อาจขาดบางสิ่งไปบ้าง ทำให้ซัมเมอร์ 2022 จึงเป็นที่มาของ กาเบรียล เชซุส กับ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ที่เหมือนเป็นจิ๊กซอว์เข้ามาอุดช่องที่มันยังคงว่างอยู่

อาร์เตต้า รู้ว่าควรใช้งาน เชซุส ในรูปแบบไหน เพราะเคยร่วมงานกันมาแล้วสมัย "เรือใบสีฟ้า" รวมไปถึง ชินเชนโก้ ที่เปรียบไปคล้ายมีคู่มือ ทำให้ทุกอย่างมันเลยดูลงล็อคไปเสียหมด และเมื่อมาบวกกับหน่วยทำร้ายล้างที่มีศักยภาพอยู่แล้วทั้ง บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดการ์ด หรือ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ คงได้เป็นทีมที่ลงตัวสมบูรณ์กว่าแต่ก่อน

เมื่อจัดการโละของเก่าที่ไม่ใช่งาน เติมแต่งคนที่ต้องการเข้ามา คราวก็คือห้วงเวลาแห่งการปรุงแต่ง ซึ่งมันกลายเป็น อาร์เซน่อล ที่ลงตัวในทุกขุมกำลังตั้งแต่เริ่มต้น 

ส่องโอกาส "อาร์เซน่อล" กับแชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้

แนวรับ กาเบรียล มากัลเญส สอดประสานกับ วิลเลียม ซาลิบา ได้ลงตัว เหมือนกำแพงที่หนาขึ้น แถมมีจังหวะเติมขึ้นไปทำประตูได้อีกด้วย แดนกลาง กรานิต ชาก้า เหมือนทีมได้แข้งใหม่เข้ามาเสริม เพราะ อาร์เตต้า ปรับเปลี่ยนบทบาทให้ยืนสูงมากขึ้น ไม่ต้องไปกังวลกับเกมรับเพราะมี โธมัส ปาร์เตย์ คอยยืนปัดกวาดให้อยู่แล้ว

ส่วนแดนบนน่าจะเป็นชุดที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปี แม้จะเต็มไปด้วยดาวรุ่งที่อายุยังไม่ข้าม 25 ปี ทว่ามันคือพลังหนุ่มที่เกื้อกูลจนเป็นอาวุธทำลายล้างได้เป็นอย่างดี

ถามว่าตอนนี้โอกาส อาร์เซน่อล จะคว้าแชมป์ในบั้นปลายมีมากขนาดไหน ?

ต้องยอมรับตามตรงว่าพวกเขามีสิทธิ์ไปถึงฝั่งฝันมากเหลือเกิน จากผลงานที่รักษามาตรฐานได้อย่างยอดเยี่ยม เกมรุกไม่มีออกอาการแผ่วให้ได้เห็น แม้ เชซุส จะเข้าโรงหมอไปคนหนึ่งก็ตาม แต่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียร์ ที่ก้าวขึ้นมาก็สามารถแสดงให้เห็นแล้วว่าแฟนบอลสามารถคาดหวังประตูจากเขาได้ หลังซัดมาแล้ว 2 เกมติดต่อกัน

เรื่องผลงานในสนามแม้จะยังไม่ทันได้เข้าโค้งครึ่งซีซั่นมันบ่งบอกด้วยคะแนนว่าพวกเขามีความสม่ำเสมอมากที่สุด และพลาดน้อยที่สุดเพิ่งเสียไปเพียง 5 คะแนน จาก 16 นัด จากการหลุดเสมอ 1 และ แพ้ 1 

ฉะนั้นความร้อนแรงตรงนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงนัก ทว่าเส้นทางมันยังอีกยาวไกลพอสมควร และแน่นอนระหว่างนั้นมันอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของอาการบาดเจ็บ

ตอนนี้ กาเบรียล เชซุส ต้องพักยาวไปแล้ว ซึ่งตลาดช่วงเดือนมกราคมทีมจำเป็นต้องหากองหน้ามาทดแทน เพราะขืน เอ็นเคเทียร์ โบกมือลาไปอีกคนรับรองงานเข้าพวกเขาแน่นอน

เรื่องของอาการบาดเจ็บไม่อาจตอบได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน หรือเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้ามองไปที่ขุมกำลังของ อาร์เซน่อล ในตอนนี้โดยเฉพาะในซุ้มม้านั่งสำรองต้องยอมรับว่าไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าจะสามารถทดแทนแข้งตัวหลักที่ อาร์เตต้า ใช้งานแบบสม่ำเสมอได้หรือไม่ 

แดนกลางที่ผ่านมาทีมใช้ ปาร์เตย์ ยืนร่วมกับ ชาก้า มาโดยตลอด สมมุติในกรณีที่ใครต้องเข้าโรงหมอไป นักเตะอย่าง อัลเบิร์ต แซมบี้ โลกงก้า หรือ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จะทดแทนได้ดีขนาดไหน

ซึ่งคงเป็นคำถามที่เราไม่อาจทราบคำตอบได้ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่า อาร์เตต้า เองก็ต้องหาแผนในการรองรับเหตุการณ์ดังกล่าวไว้บ้างแล้ว เพราะเมื่อทีมมาไกลขนาดนี้คงไม่ยอมปล่อยมือ หรือถอนคันเร่งง่ายๆ แน่ 

จากนี้คงเป็น อาร์เซน่อล ที่เดินหน้าแบบสุดกำลัง เพื่อรักษาโมเมนต์ตั้มที่ดีไว้กับทีมให้ได้ต่อไป

สุดท้ายกับสถานการณ์ปัจจุบันเราสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า อาร์เซน่อล คือทีมที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

บางทีอาจเป็นขวบปีที่แฟนบอล "เดอะ กันเนอร์" หัวใจพองโตกันอีกครั้ง ช่วงเวลา 20 ปี ที่ห่างหายจากแชมป์ลีกสูงสุดอาจถึงเวลาที่เหมาะสม

อาร์เซน่อล ในช่วงต่อจากนี้น่าสนใจดีเหลือเกิน ว่าจะกลับมาครองความยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์ได้อีกครั้งหรือไม่

แต่ถ้านับ ณ ปัจจุบัน พวกเขามีโอกาสคว้าโทรฟี่ใบนั้นกลับมาครองมากที่สุดแล้ว

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline