โดยคนทำประตูชัยให้กับ สเปอร์ส ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ยังเป็น แฮร์รี่ เคน คนดีคนเดิม เพิ่มเติมคือจารึกสถิติยอดดาวยิง ลงบนพงศาวดาร พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เรียบร้อย จะเป็นสถิติอะไรนั้น รวมถึงมีประเด็นอะไรต้องพูดถึง ไปติดตามกันเลยครับ
- แฮร์รี่ เคน จารึกสถิติบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
แฮร์รี่ เคน ถือว่าถูกโฉลกกับการเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือเกินในช่วงหลัง เพราะการพบกัน 3 นัดหลังสุด ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ รายนี้ ซัลโวใส่ เรือใบสีฟ้า ได้ถึง 3 ประตู ซึ่งลูกที่เขาซัดเบิกร่องให้กับ ไก่เดือยทอง ก็มาจากความผิดพลาดของ โรดรี้ ที่มัวแต่ไปเลี้ยงบอลแดนตัวเอง ก่อนจะโดน ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ก ฉกไปต่อหน้า และ ไหลให้กับ เคน ยิงเลือกทางเข้าไป
ซึ่งจากการทำประตูนี้ของ เฮอร์ริเคน ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สามารถซัลโวได้แตะหลัก 200 ลูก เป็นรองเพียงแค่ เวย์น รูนี่ย์ ตำนานหัวหอก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 208 ประตู และ เจ้าของสถิติตลอดกาล อลัน เชียเรอร์ ยอดกองหน้า นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ซัดไป 260 ตุง
อย่างไรก็ตาม แฮร์รี่ เคน ถือว่าเป็นนักเตะที่ยิงครบ 200 ประตู ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เร็วกว่า รูนี่ย์ และ เชียเรอร์ เสียอีก โดย เคน ใช้เวลาไปเพียงแค่ 303 นัด ขณะที่ ฮอตชอต 306 นัด และ รูนี่ย์ 462 นัด ด้วยกัน
- ดรอป เดอ บรอยน์
ส่งผลต่อฟอร์มของ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ?
แฟน แมนฯ ซิตี้ เอง หรือ คนที่ใส่ชื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ลงไปในทีมแฟนตาซี คงงงกันทั้งบางว่า "ทำไม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงเลือกดรอป เดอ บรอยน์ เป็นเพียงแค่ตัวสำรอง" ในเกมบิ๊กแมตช์ ที่ต้องการแต้มเพื่อลดช่องว่าง อาร์เซน่อล
ไม่มีกระแสเรื่องการแตกคอ เพราะ เป๊ป บอกว่าสาเหตุที่ดรอป เดอ บรอยน์ เป็นเรื่องของแท็คติคเท่านั้น ซึ่งการดรอปเพลย์เมกเกอร์รายนี้ เป็นสำรอง มันก็เห็นผลทันที เพราะไม่มีลูกทะลุช่อง หรือ คิลเลอร์พาส ส่วนใหญ่เน้นขึ้นทางริมเส้นเท่านั้น
พอไม่มี เดอ บรอยน์ เจ้าของสถิติ 12 แอสซิสต์ในลีกซีซั่นนี้ ก็ส่งผลไปถึง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กองหน้าดาวซัลโวทันที เพราะตลอด 45 นาทีแรก เขาไม่มีโอกาสง้างเท้า หรือ หาจังหวะทำประตูได้เลย ปกติแล้ว ฮาแลนด์ มีค่าเฉลี่ยยิง 1 ประตู ต่อ 1 ชั่วโมงเศษ แต่เกมกับ สเปอร์ส ตลอดทั้งเกม กลับไม่มีโอกาสได้ยิงประตู อย่าว่าแต่โอกาสเลย แค่สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษ สเปอร์ส ยังไม่มีเลยครับ !
ซึ่งหลังจาก เดอ บรอยน์ ลงสนามมาเป็นตัวสำรอง แทนที่ ริบาด มาห์เรซ นาที 60 เกมรุกก็ดูดีขึ้น วูบวาบขึ้นทันตา จ่ายสวยๆให้เพื่อนได้ซัดหลายครั้ง แสดงให้เห็นเลยว่า เดอ บรอยน์ คือคนสำคัญในแนวรุกจริงๆ เพราะเมื่อไม่มีเขาในสนาม ความอันตรายก็ลดลง โดยเฉพาะ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ที่ต้องลงมาล้วงเอง และ แทบไม่มีบทบาทกับเกม เรียกว่าขาดคู่ขาที่รู้ใจจริงๆ
- ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม
สนามอาถรรพ์ของ แมนฯ ซิตี้ !
2 ทีมนี้ เจอกันเมื่อไหร่ รับประกับความมันส์ระดับ 5 ดาว ถ้าจำกันได้เกมนัดแรกที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม .. ขุนพล ไก่เดือยทอง เคยทำเซอร์ไพรส์บุกออกนำ แมนฯ ซิตี้ ถึง 2-0 ในท้ายครึ่งแรก แต่ทว่า เดอะ ซิตี้เซ่น มาบุกแหลกยิงแซงคืน 4 ลูกรวด พลิกนรกกลับมาเอาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2
อย่างไรก็ตาม เมื่อไหร่ที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องบุกมาเยือนสนามใหม่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ที่เปิดใช้งานเมื่อปี 2019 เชื่อไหมครับว่า นี่คือสังเวียนอาถรรพ์ ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่เคยพาลูกทีมบุกมาเอาชนะได้เลย และ ที่สำคัญขุนพล เรือใบสีฟ้า ก็ไม่เคยยิงประตูที่สนามแห่งนี้ได้เช่นกัน
โดยทั้งหมด 5 นัดที่พบกัน ณ สังเวียน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม .. ขุนพล ไก่เดือยทอง สามารถเก็บชัยได้ทั้ง 5 นัด ไม่เคยเสมอ ไม่เคยแพ้ โดยยิงไป 7 ประตู ไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว นับเป็นสนามอาถรรพ์สำหรับ แมนฯ ซิตี้ จริงๆ ซึ่งสาเหตุที่ แมนฯ ซิตี้ ยังไปไม่ถึงดวงดาว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นเพราะสนามนี้เช่นกัน หลังเคยแพ้ในรอบรองชนะเลิศ เมื่อปี 2019
- ผลแพ้-ชนะ คู่นี้ ส่งผลอย่างไร ?
ชัยชนะนัดนี้ ช่างสำคัญสำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เหลือเกิน เพราะมันเป็นขยับเข้าไปหายใจรดต้นคอพวกอันดับท็อปโฟร์ โดยหลังจบเกม พวกเขายังรั้งอยู่อันดับ 5 ของตาราง จากการลงแข่ง 22 นัด แต่กระนั้นตามหลัง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1 คะแนน และ ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด แค่ 3 คะแนน เท่านั้น ทว่า ไก่เดือยทอง แข่งมากกว่า 1 นัด บอกเลยว่าโอกาสคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังเปิดกว้างจริงๆ
ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นับว่าเสียหายอย่างยิ่ง เพราะพวกเขามีโอกาสไล่จี้ อาร์เซน่อล มาเหลือเพียงแค่ 2 คะแนน หลังจาก ไอ้ปืนใหญ่ อุตส่าห์ไปสะดุดพ่ายต่อ เอฟเวอร์ตัน 0-1 มาให้แล้ว แต่ทว่า เรือใบสีฟ้า ก็ดันมาพลาดเช่นกัน กลายเป็นแพ้นัดที่ 4 ในลีกซีซั่นนี้ ทำให้ช่องว่างยังห่างกันอยู่ที่ 5 แต้ม แต่กระนั้นลูกทีม เป๊ป ลงแข่งมากกว่า 1 นัด ด้วยกัน
และ นี่คือสถิติที่น่าสนใจของเกมที่ สเปอร์ส เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 โดยการเก็บ 3 แต้ม ของ ไก่เดือยทอง ถือเป็นการช่วยคู่อริตลอดกาลอย่าง อาร์เซน่อล แบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะทำให้ ไอ้ปืนใหญ่ ยังรักษาช่องว่างจ่าฝูงต่อไปได้ แต่กระนั้นการแข่งยังเหลือราวๆ 17-18 เกม อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไปรอลุ้นกันต่อนับจากนี้
ฮาย ฮาวดี้















