ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเกมที่ทัพ "สิงห์บลูส์" ทำได้อย่างยอดเยี่ยมพอสมควร ทว่าในเมื่อฟุตบอลมันวัดกันที่ประตูหมัดน็อคของเจ้าบ้านก็มีน้ำหนักมากพอที่จะคว้าชัยไปครองได้ก่อน
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปเก็บตกประเด็นน่าสนใจจากเกมเสือดวลสิงห์ว่ามีอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
การจัดทัพ
เริ่มต้นที่การจัดทัพกันก่อนเจ้าบ้าน ดอร์ทมุนด์ ของกุนซือ เอดิน แทร์ซิช เรียกได้ว่าจัดหนักขนผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม แนวรับนำมาโดย นิคลาส ซือเล่ จับคู่เซ็นเตอร์ฮาร์ฟกับ นิโค ชล็อตเทอร์เบ็ค และให้ เอ็มเร่ ชาน ยืนเป็นคนคอยปัดกวาดเกมรุกของคู่แข่ง
ส่วนแผงเกมรุกนำมาโดย คาริม อเดเยมี่, จู๊ด เบลลิงแฮม, ยูเลี่ยน บลันด์ท และหน้าเป้ามอบหน้าหน้าที่ให้กับ เซบาสเซียยน อัลแลร์ ในการไล่ประตูคู่แข่ง
ข้ามมาทางฝั่งผู้มาเยือนกันบ้าง อย่างที่เราทราบกันว่า เกรแฮม พ็อตเตอร์ เลือก 3 นักเตะใหม่มาเล่นในรอบน็อกเอาท์คือ เจา เฟลิกซ์, เอ็นโซ่ แฟร์นานเดส และ มิไคโล มูดริก ทำให้แนวรับอย่างเบอนัวต์ บาเดียชิล ไม่มีชื่อลงเล่นในรายการนี้ แนวรับนัดนี้ฝากความหวังไว้ที่ ติอาโก้ ซิลวา กับ คาลิดู คูลิบาลี่ ส่วนแบ็คซ้ายปรับมาใช้งาน เบน ชิลเวลล์ แทนที่ของ มาร์ค คูคูเรย่า
แผนกเกมรุกจัดชุดที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ทั้ง ฮาคิม ซีเย็ค, เจา เฟลิกซ์, มิไคโล มูดริก และ ไค ฮาเวิร์ตซ์ เป็นตัวรุกด้านบน
เชลซี ยำใหญ่ แต่...
ถ้าพูดถึงเรื่องของรูปเกมที่เกิดขึ้นต้องบอกว่าเป็นผู้มาเยือนอย่าง เชลซี ที่ครองบอลเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่แบบได้น้ำได้เนื้อกว่าชัดเจน ทว่าปัญหาของพวกเขายังคงวนเวียนอยู่เหมือนเดิมคือเรื่องของจังหวะจบสกอร์
เวลาผ่านไปราว 37 นาที พลพรรค "สิงห์บลูส์" มีโอกาสจบสกอร์ไปแล้วมากถึง 10 ครั้ง มากกว่าเจ้าถิ่นที่เพิ่งหาโอกาสได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทว่าจากจำนวนดังกล่าวผู้เล่น เชลซี ที่ไม่สามารถบังคับบอลให้ตรงกรอบได้เลย กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกมนี้มันไม่สามารถแตกต่างไปจากเดิมได้
ทั้งจังหวะยิงไปชนคานแบบน่าเสียดายของ เจา เฟลิกซ์ รวมไปถึงจังหวะที่โคตรเน้น และเฉียบขาดมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตนายทวารคู่แข่งอย่าง เกรกอร์ โคเบล แบบเต็มๆ ที่งัดทุกกระบวนท่าโชว์ฟอร์มซูเปอร์เซฟแบบอุตลุด นับแล้วมากถึง 7 ครั้ง พ่วงด้วยสถิติดวลอากาศ กับบอลบนพื้นแบบ 100%
เรียกได้ว่า โคเบล เป็นหนึ่งคนที่สร้างความต่าง และให้ ดอร์ทมุนด์ ยังคงอยู่ในเกมจนกระทั่งสามารถคว้าชัยชนะ ตุนความได้เปรียบในเกมแรกไปแบบเต็มๆ
ดอร์ทมุนด์ เฉียบขาด
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าตลอด 90 นาที เชลซี มีโอกาสยิงมากถึง 21 ครั้ง ตลอด 90 นาทีในสนาม ทว่าไม่สามารถพาบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เอง ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตคู่แข่ง แต่อีกส่วนก็ต้องโทษตัวเองที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นได้เลย
ทว่ากับทางฝั่ง ดอร์ทมุนด์ ในเมื่อรูปเกมเป็นรอง ครองบอลน้อยกว่า โอกาสพาบอลไปพื้นที่สุดท้ายคู่แข่งไม่ได้มากมาย ฉะนั้นโอกาสเหมาะสมที่สุดคือจังหวะโต้กลับที่ขอแบบโป้งเดียวจอด ซึ่งพวกเขาสามารถทำได้จริงๆ
จังหวะที่ ราฟาเอล เกร์เรโร่ ไหลบอลให้ คาริม อเดเยมี่ หลุดไปนั้นมีเพียงผู้เล่น เชลซี คนเดียวคือ เอ็นโซ่ ในการคอยประคอง ทว่าด้วยความจี๊ดจ๊าด และมีสปีดต้นที่ดีกว่าจัดการโยกหลบก่อนแปะหนี เกปา อาร์ริซาบาลาก้า กระทุ้งเข้าไปกลายเป็นประตูชัย
นี่แหละครับคือความแตกต่าง และความเฉียบขาดที่ ดอร์ทมุนด์ มีมากกว่า และแน่นอนว่าฟุตบอลสุดท้ายวัดกันที่จำนวนประตูที่ทำได้ รูปเกมดีกว่า ครองบอลเหนือกว่า บางทีมันอาจไม่ช่วยอะไร ถ้าปราศจากความเฉียบขาดที่ควรจะมี
ปัญหาของ สิงห์บลูส์
หนึ่งในปัญหาของ เชลซี ที่แฟนบอลเห็นมาตลอดนับตั้งแต่ เกรแฮม พ็อตเตอร์ เข้ามาคุมทีมคือการทำประตู และความเฉียบขาดกองหน้าที่กลายเป็นหลุมพรางจุดตัวเอง และส่งผลให้ได้ผลการแข่งขันที่ไม่ต้องการ
นับแค่ในปี 2023 ทัพ "สิงห์บลูส์" ลงสนามในทุกรายการไปแล้ว 9 เกม ทว่าสามารถทำได้เพียง 4 ประตู และในจำนวนนั้นมีถึง 5 เกมที่ไม่สามารถเจาะตาข่ายคู่แข่งได้เลย ทั้งที่ชื่อชั้นของเหล่าบรรดาเกมรุกไม่ได้เป็นสองรองใคร และมีความจัดจ้านมากพอสมควร ทว่ากลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจแก้ไขได้
ซึ่งในเมื่อมันวนลูปเป็นอยู่แบบนี้สุดท้ายคำถามก็จะถูกยิงกลับไปที่ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ว่าทำไมถึงไม่อาจแก้ปัญหาที่มันสามารถมองเพียงภายนอกยังเห็น การได้ตัวทั้ง มิไคโล มูดริค, เจา เฟลิกซ์ หรือ ดาวิด ดาโทร โฟฟาน่า ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นว่าจะยกระดับทีมได้แบบแจ่มแจ้ง แม้ทิศทางมันจะดูดี
แต่... ทีมต้องการการเปลี่ยนแปลงในทันทีไม่ใช่มารอคอยวันเวลาให้ทุกอย่างมันลงตัว เพราะด้วยสถานการณ์ และผลงานมันชัดเจนว่าแฟนบอลไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การบัญชา พ็อตเตอร์
อย่างไรเสียใน แชมเปี้ยนส์ลีก ยังมีอีกเกมให้ได้แก้ไข แต่จะปรับปรุงให้ดูดีขึ้นมากขนาดไหน คงต้องมาประเมินจากผลงานในสนามกันอีกครั้ง
- Paolinho -















