โดยเป็น เรือใบสีฟ้า บุกมายัดเยียดความปราชัยให้กับ ไอ้ปืนใหญ่ เป็นนัดแรกในลีกซีซั่นนี้ ด้วยการเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 ซึ่ง เควิน เดอ บรอยน์ โชว์ผลงาน 1 ประตู 1 แอสซิสต์

จริงๆแล้วเกมนี้ลูกทีม มิเกล อาร์เตต้า โชว์ผลงานไม่ได้เป็นรองเลยสักนิด แต่เรื่องประสบการณ์ และ ความกดดัน ก่อให้เกิดความผิดพลาดแบบชัดเจนถึง 2 ประตู รวมถึงความเฉียบคมก็ขาดหายไป ทั้งๆที่มีโอกาสจะเล่นงาน แมนฯ ซิตี้ ได้หลายครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้ เอาเป็นว่าเกมนี้มีประเด็นอะไรให้พูดถึง มาติดตามกันเลยครับ

- อาร์เซน่อล ครองบอลเยอะกว่า
ต่ขาดความเฉียบคม

หากใครไม่ได้ดูถ่ายทอดสด และ ดูแค่ผลสกอร์ คงคิดว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล่นได้ดีกว่า และ เอาชนะ อาร์เซน่อล ไปแบบสบายๆ แต่เปล่าเลยครับ เจ้าบ้านครองบอลได้เหนือกว่าทั้งในครึ่งแรก และ ครึ่งหลัง ไล่เพรสซิ่งกันได้ดีมาก ถึงขั้นมีสถิติที่ว่านี่คือเกมที่ เรือใบสีฟ้า ครองบอลได้น้อยที่สุด ตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม โดยครองบอลได้แค่ 36.4 % รวมถึงความแม่นยำในการจ่ายบอล เหลือเพียงแค่ 72.76 % เท่านั้น

แต่สิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีมากกว่านั่น คือประสบการณ์ และ ความเฉียบคม โดยฉกฉวยความผิดพลาดส่วนบุคคลของนักเตะ อาร์เซน่อล ได้สำเร็จ อย่างประตูแรก ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ พยายามจะส่งบอลคืนให้กับ อาร่อน แรมส์เดล หลังโดนเพรสซิ่งตามติดตามตูด แต่กลายเป็นส่งสั้นไป โดน เควิน เดอ บรอยน์ อ่านเกม วิ่งมาดัก และ กระดกข้ามหัว แรมส์เดล พา เรือใบสีฟ้า ขึ้นนำ 1-0

ซึ่งหลังจากที่ อาร์เซน่อล โดนนำ พวกเขาก็โหมกระหน่ำบุกใส่ แมนฯ ซิตี้ แบบไม่ลืมหูลืมตา หลายๆครั้งที่มีโอกาสทำประตู แต่ไม่เฉียบคมกันเอง ก่อนจะมาได้ลูกตีเสมอจากจุดโทษของ บูกาโย่ ซาก้า จริงๆแล้วเกมนี้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ กองหน้าดาวรุ่ง ไอ้ปืนใหญ่ มีโอกาสเหน่งๆถึง 2 ครั้ง ได้โหม่งแบบไม่มีตัวประกบ แต่ดันขวิดออกไปดื้อๆทั้ง 2 ลูก เชื่อว่าความกดดันเข้าเกาะกินหัวใจ ทำเอาสาวก เดอะ กันเนอร์ส คิดถึง กาเบรียล เชซุส มากเหลือเกิน

ยิงประตูว่ายากแล้ว แต่ อาร์เซน่อล ทำเสียบอลนั้นง่ายกว่า เพราะลูก 2 กาเบรียล มากัลเญส ก็ทำเสียบอลในแดนตัวเอง จนเป็นที่มาของการเสียประตู ในช็อตที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ตัดบอลได้ แทงทะลุช่องไปให้ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ มีพื้นที่ว่างทางฝั่งขวา ตบมาตรงกลางให้ อิลคาย กุนโดกัน ก่อนจะป้ายต่อไปที่ แจ็ค กรีลิช วิ่งเข้ามายิงแฉลบบล็อค โทมิยาสุ ผ่านมือ แรมส์เดล เข้าไป

การเสีย 2 ประตูของ อาร์เซน่อล ทำให้แฟนบอลคิดถึงการขาดหายไปของ โธมัส ปาเตย์ ที่เป็นหัวใจสำคัญในแผงมิดฟิลด์ เพราะถ้ามีเขาอยู่ในทีม เกมรับอาจไม่ได้ผิดพลาดกันมากขนาดนี้ ซึ่งการลงมาแทนของ จอร์จินโญ่ ก็แสดงให้เห็นว่ายังทำได้ไม่ดีพอ

- เดอ บรอยน์ โชว์ผลงานให้เห็นว่า
ไม่ควรดรอปเขาเป็นตัวสำรอง

ยังแปลกใจไม่หาย ว่าเหตุอันใดทำไม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงเลือกดรอป เควิน เดอ บรอยน์ ไว้ที่ข้างสนาม ในเกมที่พ่ายแพ้ต่อ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-1 เพราะ เคดีบี แสดงให้เห็นเลยว่า เขาเป็นเพลย์เมกเกอร์เบอร์ 1 ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในขณะนี้ และ แมตช์ที่ชนะ อาร์เซน่อล 2-0 เขาเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการเก็บ 3 คะแนน

เดอ บรอยน์ เป็นคนซัดประตูแรกให้ทีมขึ้นนำ 1-0 และ เป็นคนแอสซิสต์ให้กับ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ยิงปิดกล่องเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 ซึ่งการลงมาของ เดอ บรอยน์ ก็ทำให้ความอันตรายของ จอมมารบู เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะ 2 คนนี้ เล่นเหมือนมองตาก็รู้ใจ เกมนี้ครองบอลไม่เยอะ แต่ถ้าบอลออกจากเท้าดาวเตะรายนี้เมื่อไหร่ ได้ลุ้นกันเมื่อนั้น

โดย เดอ บรอยน์ ทำแอสซิสต์ไปแล้วในลีกซีซั่นนี้ 12 ลูก ขณะที่ ฮาแลนด์ ก็กดไปแล้ว 26 ประตู นำเป็นดาวซัลโว แบบทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น ซึ่งการแอสซิสต์ของ เคดีบี เป็นการจ่ายให้กับ ฮาแลนด์ ยิงคนเดียวถึง 6 ประตู ดังนั้นสถิติเหล่านี้ บ่งบอกให้เห็นว่า เป๊ป อย่าดรอปเด็ดขาด ถ้าหาก เดอ บรอยน์ ไม่เจ็บ ไม่ป่วยจริงๆ

- สถิติ แมนฯ ซิตี้ ข่มสุดเวลาเจอ อาร์เซน่อล

นับตั้งแต่ อาร์แซน เวนเกอร์ วางมือจากตำแหน่งกุนซือ อาร์เซน่อล ไม่ว่าใครมาคุมทีม ก็ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เลย กลายเป็นทีมที่แพ้ทางสุดๆ เจอเมื่อไหร่ ต้องพบกับความพ่ายแพ้กลับไปทั้งนั้น

เอาเฉพาะแค่ มิเกล อาร์เตต้า ก็ได้ เพราะนับตั้งแต่ออกจากผู้ช่วย แมนฯ ซิตี้ ก้าวไปคุมทีม ไอ้ปืนใหญ่ ก็ยังไม่เคยเอาชนะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายเก่า ได้สักครั้งเดียวในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดย 6 ครั้งที่พบกัน อาร์เซน่อล พ่ายแพ้ทั้งหมด ไม่มีแม้กระทั่งผลเสมอ ซึ่งนั่นรวมถึงการโดนเขี่ยตกรอบ เอฟเอ คัพ ไปด้วยเมื่อปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา โดย ไอ้ปืนใหญ่ เสียไปถึง 16 ประตู และ ยิงได้เพียงแค่ 2 ลูก เท่านั้น

ครั้งสุดท้ายที่ อาร์เซน่อล สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ในเกมลีก ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ซึ่งครั้งนั้นเฉือนไปด้วยสกอร์ 2-1 จากการยิงของ ธีโอ วัลค็อตต์ กับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เรียกว่าผ่านมานานถึง 7 ปี ชุดนั้นไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในทีมอีกแล้ว 

- จ่าฝูงเปลี่ยนมือ 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือเจ้าพ่อแห่งการไล่ตามหลัง และ มักจะแซงหน้าเข้าป้ายคว้าแชมป์ได้อยู่บ่อยๆ ซึ่งพวกเขาเคยทำให้เห็นตอนแซง ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาแล้ว

ล่าสุด เรือใบสีฟ้า โชว์ให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค เพราะเคยตามหลัง อาร์เซน่อล ถึง 8 คะแนน เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมา แต่กระนั้นวันเวลาผ่านมาแค่ 1 เดือน ลูกทีม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้หน้าตาเฉย โดยมีลูกแต้มเท่ากันที่ 51 คะแนน แต่ผลได้-เสีย เรือใบสีฟ้า ดีกว่าถึง 10 ลูก

สิ่งเดียวที่ อาร์เซน่อล ยังได้เปรียบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นก็คือ มีเกมการแข่งขันน้อยกว่า 1 นัด ถ้าหากสามารถเปลี่ยนเป็น 3 คะแนน ได้สำเร็จ พวกเขาก็จะกลับไปนำเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง แต่คำถามคือความมั่นใจของแข้ง เดอะ กันเนอร์ส จะยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า

เพราะการเป็นแชมป์คริสต์มาส ก็ไม่ได้การันตีว่าจะจบด้วยการเป็นแชมป์ในบั้นปลาย เหมือนอย่างที่ ลิเวอร์พูล เคยประสบพบเจอมา และ ส่วนใหญ่ทีมที่ฉีกตำรานั้น ก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ 

- กุมภาพันธ์ - มีนาคม เดือนอาถรรพ์ ไอ้ปืนใหญ่ 

เชื่อว่าแฟนบอล อาร์เซน่อล คงรู้กิตติศัพท์ดีว่า เมื่อไหร่ที่เข้าถึงเดือนกุมภาพันธ์ หรือ เดือนมีนาคม มักจะโดนอาถรรพ์เล่นงานอยู่เสมอ โดยยุคอดีต เคยตกรอบหมดลุ้นแชมป์ 3 รายการซ้อน ยังมีให้เห็นมาแล้ว

ขนาดซีซั่นนี้ ที่ว่าผลงานโดดเด่นเป็นสง่า แต่พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ก็หล่นตุ้บ กลายเป็นว่าเหมือนจะโดนอาถรรพ์เล่นงานเข้าให้อีกครั้ง เนื่องด้วย 3 นัด ในศึกพรีเมียร์ลีก ตลอดเดือนนี้ ลูกทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ยังชนะใครไม่เป็น โดยเริ่มจากบุกไปแพ้ แอสตัน วิลล่า 0-1, เสมอ เบรนท์ฟอร์ด 1-1 และ ล่าสุดคือแพ้คาบ้านต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3

การจะเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่เก็บได้แค่ 1 คะแนน จาก 3 นัด เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ซึ่งจากการพ่ายคาบ้าน ทำให้ ไอ้ปืนใหญ่ เสียสถิติไม่แพ้ใครที่ เอมิเรตส์ ในเกมลีก ลงเรียบร้อย ด้วยจำนวน 13 นัด ครั้งสุดท้ายคือการพ่ายต่อ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-2 เมื่อเดือนเมษายน 2022

นอกจากนี้ อาร์เซน่อล ยังต้องเจอบทพิสูจน์สำคัญ เพราะอีก 2 นัดตลอดเดือนกุมภาพันธ์ พวกเขาจะบุกไปเยือนคู่แข่งทั้งหมด ซึ่งจะพบกับ แอสตัน วิลล่า และ เลสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่าไม่มีข้อแม้อื่น จะต้องเก็บ 3 คะแนน กลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นการเคยครองจ่าฝูง 3 เดือน ก็ไร้ความหมายไปโดยปริยาย

ฮาย ฮาวดี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline