จากวันแรกนับจนถึงตอนนี้ก็ร่วมๆ 7 เดือน สำหรับการทำงานภายใต้ยุคใหม่ที่มี เทน ฮาก เป็นหัวเรือใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งในห้องแต่งตัว และฟอร์มในสนามที่แปลกตาจากเดิมไปแบบหลังเท้ากลายเป็นหน้ามือ

ซึ่งมันไม่แปลกที่ช่วงแรกในการเข้ามารับตำแหน่งจะมีเสียงวิจารณ์เกิดขึ้นบ้างว่าจะไหวไหมกับงานชิ้นใหญ่ ที่ทั้งท้าทาย และกดดัน เพราะ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าคือยุคมืดอย่างแท้จริง ไร้ความสำเร็จ และทิศทางที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะออกหลุดทะเลไปไกลขนาดไหน

ทว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลา และ เทน ฮาก ก็ใช้สิทธิ์ตรงนั้นแบบเต็มที่ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ ทั้งเรื่องของแนวทางของทีม การซื้อตัวผู้เล่น และส่ิงที่เป็นคำตอบทุกอย่างคือผลการแข่งขัน

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราในวันนี้จะพาไปดูสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังได้ เอริค เทน ฮาก เข้ามาทำทีม ว่ามีจุดไหน และอะไรบ้างที่ส่งผลต่อฟอร์มที่เฉิดฉายในตอนนี้

"เทน ฮาก ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอาณาจักร "แมนฯ ยูไนเต็ด"

การซื้อนักเตะ

เริ่มต้นกันที่ประเด็นการซื้อตัวนักเตะกันก่อน อย่างที่เราทราบกันว่า ยูไนเต็ด หลังจบการคุมทีมของ ราร์ฟ รังนิค แทบจะเหมือนซากปรักหักพัง ผลงานไม่เป็นดั่งหวัง และทิศทางทุกอย่างดูมืดมนไปหมด แน่นอนว่าการเข้ามาของ เทน ฮาก นอกจากฝีมือแล้วก็ต้องมีการเสริมทัพนักเตะที่เข้ากับแท็คติก และสามารถตอบสนองความต้องการของกุนซือได้ด้วย

ชื่อแรกๆ ที่ลอยมาแบบไร้คู่แข่งคือ เฟรงกี้ เดอ ยอง อดีตลูกศิษย์ที่ เทน ฮาก ต้องการคว้าตัวมาเสริมแกร่งมากเหลือเกิน เพราะแดนกลางของทีมคือปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะที่มีอยู่ต้องยอมรับตามตรงว่า เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ยังไม่ดีพอ และไม่สามารถคาดหวังว่าจะรักษามาตรฐาน และเล่นตามความต้องการได้

ซึ่งในช่วงระหว่างรอดีล เฟรงกี้ ทีมก็ไปจัดการดึง ไทเรลล์ มาลาเซีย มาเสริมแบ็คซ้ายก่อน เพื่อส่วนหนึ่งกดดัน และเป็นทางเลือกมากกวา ลุค ชอว์ พ่วงด้วยได้ตัว คริสเตียน อิริคเซ่น มาแบบฟรีๆ 

ส่วนในรายอื่นๆ ต่างคุ้นมือกันดีทั้ง ลิซานโดร มาร์ติเนซ และ อันโตนี ซึ่งแน่นอนการมีนักเตะที่เข้าใจในแผนงานมันย่อมง่ายมากขึ้นในการสั่งการ พร้อมปรับจูนทีมให้ลงตัวเร็วมากขึ้น ซึ่งเราเห็นกันแล้วว่าทั้งสองหน่อกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในตอนนี้

จนกระทั่งถึงดีีลของ กาเซมิโร่ จบลง ส่วนนี้ต้องชื่นชม เทน ฮาก ด้วย แม้จะรอ เฟรงกรี้ อย่างใจจดจ่อ ทว่าพอรู้แล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจนักเตะได้ ก็จัดการเดินงานในแผน B หรือ C ต่อไป ก่อนเป็นที่มาของ "เฮียเกษม" ที่แม้ตอนนั้นจะมีเสียงวิจารณ์ว่าคือ "Panic buy" หรือแปลง่ายๆ คือซื้อด้วยความตื่นตระหนก เพราะด้วยอายุ และราคามันดูไม่ค่อยสมส่วนกันมากนัก

ทว่าท้ายที่สุดกลายเป็นจิ๊กซอว์สุดสำคัญในการพาทีมเดินไปข้างหน้า พร้อมถูกยกย่องว่าเป็นการซื้อนักเตะที่ดีที่สุดในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นการไปดึง เวาท์ เวกฮอร์สต์ กับ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ เข้ามาเมื่อช่วงตลาดเดือนมกราคม อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณที่จำกัด ทว่ามันแสดงให้เห็นว่า เทน ฮาก ไม่จำเป็นต้องใช้งานนักเตะดัง หรือเกรด A เพียงอย่างเดียว ขอแค่ลงไปแล้วทำตามจ็อปที่สั่งไป เพียงเท่านั้นผลลัพธ์มันก็สมบูรณ์แบบแล้ว

ตลาดนักเตะผ่านไป 2 รอบ กับ เทน ฮาก ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวด้านบวกเสียมากกว่า ภายหลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาพวกเขาถลุงคลังก้อนโต แต่สิ่งที่ได้กลับมาดูไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก

คุมห้องแต่งตัวอยู่หมัด

ย้อนกลับไปนับตั้งแต่หมดยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หนึ่งในปัญหาที่มีข่าวออกมาอยู่แทบตลอดคือเรื่องของการปกครองห้องแต่งตัวของเหล่ากุนซือ ไม่ว่าจะชื่อดังขนาดไหนทั้ง หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ ราล์ฟ รังนิค

คลื่นใต้น้ำเหล่านี้เหมือนหอกทิ่มแทงพวกเขาพอมควร ประเด็นชัดเจนสุดคงเป็นในยุค มูรินโญ่ ที่มีปัญหากับ ปอล ป็อกบา ก่อนนำมาซึ่งการถูกปลดออกตำแหน่ง หรือห้วงเวลาสั้นๆ ของ รังนิค ข่าวด้านลบก็มีข่าวออกมาอยู่เป็นประจำ ทั้งคุมห้องแต่งตัวไม่ได้ นักเตะไม่ปลื้ม และยิ่งบวกกับผลงานในสนามทำให้ทุกอย่างมันหนักข้อขึ้นมากกว่าเดิม

จนกระทั่งมาถึงยุคของ เทน ฮาก ที่ต้องเข้ามาจัดการปัญหาทุกอย่าง แม้ช่วงแรกๆ จะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับผู้เล่นซีเนียร์เบอร์ใหญ่อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทว่าเขาเองไม่คิดที่จะออกมาแลกด้วยผ่านสื่อ ทำทุกอย่างเป็นขั้นตอน และทำมาซึ่งการแยกทางไปกันในที่สุด

อีกประเด็นที่สามารถบ่งบอกได้เลยว่า เทน ฮาก สามารถซื้อใจนักเตะ และนักเตะยอมรับฟัง เทน ฮาก คือกรณีที่ของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่มาซ้อมสายทั้งที่คือดาวเตะคนสำคัญ แต่นายใหญ่ชาวดัตซ์ยึดเรื่องของกฎเกณฑ์เป็นสำคัญสั่งดร็อปในเกมถัดมาในทันที

ซึ่งเรื่องนี้ ตัวนักเตะก็ออกมายอมรับแบบแมนๆ และไม่มีข้อข้องใจ จนเกิดเป็นกระแสดราม่า อีกทั้ง แรชฟอร์ด ก็สถาปนาตัวเองกลายเป็นดาวยิงที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งในตอนนี้

จากที่กล่าวว่า เทน ฮาก เริ่มค่อยๆ ปรับ และแก้ไขไปในแต่ละจุด สร้างความเข้าใจกับนักเตะ หาพื้นที่ตรงกลาง จนทำให้ทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมปราศจากข่าวด้านลบปรากฎต่อหน้าสื่ออีกเลย

เรียกได้ว่า เทน ฮาก สามารถปรับเปลี่ยนห้องแต่งตัวที่เปรียบไปราวกองไฟที่พร้อมระเบิด ให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง และน้ำหนึ่งใจเดียวได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานก็ตาม

"เทน ฮาก ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอาณาจักร "แมนฯ ยูไนเต็ด"

ดึงศักยภาพของนักเตะ

ปิดท้ายที่ประเด็นเกี่ยวกับผลงานในสนามกันบ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ เอริค เทน ฮาก ในการเข้ามายกระดับทีม และเค้นศักยภาพของนักเตะให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่คนเดียว แต่คือเป็นกลุ่มก้อนส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้

เริ่มจาก ดิโอโก้ ดาโลต์ กลายเป็นหนึ่งในฟูลแบ็คที่ครบเครื่องเกมรับทำได้ดี เกมรุกเติมไม่พัก เช่นเดียวกับ ลุค ชอว์ ที่เหมือนได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง กับบทแบ็คซ้ายมีเกมรุกสุดไฉไล ส่วนเกมรับก็เหนียวแน่น ไหนจะขยับไปเล่นเซ็นเตอร์ฮาร์ฟได้อีก กลายเป็นสารพัดประโยชน์พอสมควร

แดนกลางการได้ กาเซมิโร่ กับ อิริคเซ่น เข้ามามันก็เลยเติมเต็มให้คนอื่นๆ ไปด้วย ส่วน เฟร็ด เราจะเห็นได้ว่ามีเกมที่ดีมากขึ้นในช่วงหลัง แม้จะยังไม่เพอร์เฟคแบบ 100% แต่ทิศทางต่างๆ มันก็ดูดี และพอหวังผลได้มากกว่าในช่วง 2 ปีหลังสุดที่ผ่านมา

ส่วนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่กลายเป็นดาวยิงที่คมกริบ และทำประตูอย่างถล่มทลาย และทำลายสถิติการทำประตูของตัวเองต่อซีซั่นในสีเสื้อ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้ว ส่วนหนึ่งคือตัวของ เทน ฮาก ส่วนอีกจุดต้องชื่นชม เบนนี่ แม็คคาร์ธีย์ ที่ถูกดึงเข้ามาเป็นทีมงานสตาฟ พร้อมปลุกวิญญาณเพชฌฆาตกลับมา

นอกจากนั้นนักเตะดาวรุ่งหลายๆ คนก็ได้รับโอกาสที่มากขึ้น ภาพชัดเจนเลยคือ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เป็นหนึ่งในทางเลือกใช้งาน และทำประตูสำคัญๆ มาแล้ว อีกทั้ง ฟากุนโด้ เปยิสตรี หรือ ค็อบบี้ ไมนู ก็คืออนาคตที่ เทน ฮาก เองก็หวังว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นขุมกำลังอันใกล้นี้

และเมื่อทุกอย่างมันมารวมกันนักเตะเก่ายกระดับตัวเองขึ้น นักเตะใหม่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย บวกกับเหล่าดาวรุ่งสามารถใช้งานได้ มันเลยเป็นภาพใหญ่ที่ ยูไนเต็ด ดูดีขึ้นทั้งเรื่องของผลงาน และขุมกำลังที่คาดหวังผลได้

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline