ประกาศศักดาครองบัลลังค์จ่าฝูงต่อไป โดยประตูชัยเกิดขึ้นในทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย 90+7 จาก รีส เนลเซ่น
จากประตูชัยที่เกิดขึ้น แผ่นดินบนสังเวียน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม กำลังสั่นสะเทือนมากกว่า 10 ริคเตอร์ .. เสียงแหกปากร้องจากแฟนบอล, นักเตะ และ สตาฟฟ์โค้ช ดังกึกก้องไปทั่วสนาม เพราะพวกเขารู้ดีว่า 3 แต้มนี้ มันสำคัญกับ อาร์เซน่อล มากเพียงใด
หากเป็นซีซั่นก่อนๆ ถ้า ไอ้ปืนใหญ่ เป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งแล้วล่ะก็ อาจจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แฟนบอลนั่งบ่น มากกว่ามีคำสรรเสริญ ... ถ้าจำกันได้ มิเกล อาร์เตต้า เคยเกือบถูกไล่ออกจากตำแหน่งด้วยซ้ำ หลังจากทำทีมตกลงไปอยู่บ๊วยของตาราง เมื่อฤดูกาลก่อน
แต่เวลาผ่านไปเพียงแค่ 1 ปี อาร์เตต้า ได้ขัดเกลาให้ทัพ "ไอ้ปืนใหญ่" กระบอกนี้ ร้อนแรง และ ดุดัน มากเหลือเกิน จากทีมที่พลาดโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าปัจจุบัน อาร์เซน่อล ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นทีมเต็งคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ แบบเต็มตัว
ย้อนกลับไปสักช่วงประมาณ 10-20 นัด ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่อให้ อาร์เซน่อล จะขึ้นนำจ่าฝูง พร้อมมีฟอร์มการเล่นที่เก็บชัยแบบติดลมบน แต่กระนั้นนอกจากสาวก เดอะ กันเนอร์ส ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่า ทีมพลังหนุ่ม จะสามารถคว้าแชมป์ได้หรอก เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ต่อกร แข็งแกร่งเกินต้านจริงๆ
อย่างไรก็ตาม อาร์เตต้า และ นักเตะ อาร์เซน่อล แสดงอภินิหารให้เห็นอีกครั้งว่า "พวกเขาโคตรบ้า ฆ่าไม่ตาย" เพราะการจะเป็นแชมป์มันจะต้องมีโมเมนต์ที่แบบเหมือนจะตายไปแล้ว แต่ก็ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้ง
เหมือนอย่างเกมล่าสุดที่พวกเขาเปิดบ้านเจอกับ บอร์นมัธ ดูแค่ชื่อชั้น และ ฟอร์มการเล่น แทบจะแบเบอร์การันตีคว้า 3 แต้ม ไปครอง เนื่องจาก อาร์เซน่อล อยู่อันดับ 1 ของตาราง ขณะที่ "เดอะ เชอร์รี่ส์" รั้งรองบ๊วย เพิ่งชนะเกมนอกบ้านได้เพียงแค่ 1 นัด จาก 10 เกมหลังสุด เรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่นี่คือ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกที่ขึ้นชื่อว่าสนุก และ ตื่นเต้น มากที่สุดในโลก อะไรที่ว่าแน่นอน มักมีความไม่แน่นอนซ่อนอยู่เสมอ
เพราะ บอร์นมัธ สร้างเซอร์ไพรส์ บุกไปขึ้นนำ อาร์เซน่อล ตั้งแต่นาทีแรก จาก ฟิลิป บิลลิ่ง เท่านั้นยังไม่พอ ขุนพล เดอะ เชอร์รี่ส์ ที่อดทนตั้งรับอยู่ตลอด ก็ใช้ลูกทีเด็ดจากเตะมุม ก่อนจะเป็น มาร์กอส เซเนซี่ โขกให้ทีมขึ้นนำ 2-0
ตามประวัติศาสตร์แล้ว อาร์เซน่อล ในยุค อาร์เตต้า ไม่เคยพลิกกลับมาเอาชนะได้เลย ถ้าหากเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่ง 2 ลูกขึ้นไป
ซึ่งถ้าหากนัดนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บัลลังค์จ่าฝูงสั่นสะเทือนทันที เพราะจะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่ตามตูดเหลือเพียงแค่ 2 คะแนน เท่านั้น
แต่นั่นแหละครับ อาร์เซน่อล โคตรบ้า ฆ่าไม่ตาย คำนี้มันดังกึกก้องอยู่ในหัวสมองตลอดเวลา เพราะ 2 ประตูที่พวกเขาตามหลัง ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ ไม่ต้องนั่งประนมมือ และ ท่อง นะโม ตัสสะ เพื่อวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยที
ทุกอย่างเกิดขึ้น เพราะทีมเวิร์ค, ระเบียบวินัย, ความมุ่งมั่น และ แพสชั่นที่ไม่เคยยอมแพ้
อาร์เซน่อล ยังคงเล่นในสไตล์ของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตามหลัง 2 ประตู พวกเขายังคงดาหน้าบุกแหลก ด้วยการต่อบอลเท้าสู่เท้าด้วยความเร็ว ถ่ายบอลไปทุกทิศทุกทางของสนาม ไม่มีโยนมั่วซั่ว เพื่อเร่งรีบให้บอลถึงหน้าประตูไวๆ ที่สำคัญพวกเขาไม่มีถอดใจ
ถึงแม้ VAR จะไม่เคยช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้จุดโทษ ยกมือฟ้องกรรมการมากกว่า 10 ครั้ง ก็ไม่เป็นผล แต่ 3 ประตูที่ยิงแซงได้ล้วนมาจากฝีเท้าของตัวเองล้วนๆ โดยเฉพาะประตูชัยของ รีสส์ เนลสัน บอกเลยว่า "ขนลุก" มันแสดงให้เห็นว่า ขุนพล ไอ้ปืนใหญ่ เป็นนักสู้มากขนาดไหน
มันคือการคัมแบ็กจากการตามหลัง 2 ประตู กลับมาชนะคู่แข่งครั้งแรกของ มิเกล อาร์เตต้า และ เป็นการพลิกกลับมาเก็บ 3 แต้ม ได้อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยแซงเอาชนะ แอสตัน วิลล่า 4-2 แบบโคตรสะใจมาแล้ว
ซึ่งเครดิตตรงนี้ ไม่ใช่แค่นักเตะที่อยู่ในสนาม แต่การแก้เกมของ มิเกล อาร์เตต้า เพราะเหล่าตัวสำรองที่ส่งลงมาล้วนมีผลต่อชัยชนะนัดนี้ทั้งสิ้น
- รีสส์ เนลสัน เป็นฮีโร่ ลงมานาที 69 ก็โชว์ทั้งยิง ทั้งจ่าย .. เขาเป็นตัวสำรองที่มีส่วนร่วมทำประตูมากที่สุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ จากการยิง 3 ลูก กับทำ 2 แอสซิสต์ จากโอกาสที่ได้ลงเล่นรวมแค่ 85 นาที เท่านั้น
- เบน ไวท์ ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นตั้งแต่ครึ่งหลัง แทนที่ ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ ในตำแหน่งแบ็กขวาก็เป็นคนยิงประตูตีเสมอให้กับ อาร์เซน่อล เป็นสกอร์ 2-2 เช่นกัน
- ขณะที่ เอมิล สมิธ โรว์ ที่ได้ลงสนามแบบเร่งด่วน หลังจาก เลอันโดร ทรอสซาร์ กองหน้าจำเป็น ได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้ สมิธ โรว์ จะโดนเปลี่ยนตัวออกอีกที แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ทำ 1 แอสซิสต์ ในลูกที่ โธมัส ปาร์เตย์ ยิงตีไข่แตกได้เช่นกัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน การทำแบบนี้ อาจจะโดนมองว่าฟลุ๊ค แต่ ณ ตอนนี้ อาร์เซน่อล ทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิด และ กำลังมองว่ามันคือ โมเมนต์ของทีมแชมป์
สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเปลี่ยนให้มันกลายเป็น "ความเชื่อ" และ จากความฝัน มันกำลังจะกลายเป็นความจริง ..
อีก 12 นัดที่เหลือ เส้นทางมันไม่ได้อยู่ไกลอีกแล้ว ต่อให้เส้นทางจะมีอุปสรรคขวากหนามขวางทางมากเพียงใด เชื่อเถอะว่าทุกคนของ อาร์เซน่อล พร้อมยอมแลกเลือดเนื้อ และ สู้แบบถวายชีวิต เพื่อนำถ้วย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลับมาสู่สโมสรอีกครั้งให้ได้
เพราะ อาร์เซน่อล ทีมนี้ มันโคตรบ้า ฆ่าไม่ตายจริงๆ
ฮาย ฮาวดี้















