ซึ่งในเกมดังกล่าวต้องบอกว่ามีหมดครบทุกรสชาติ ทั้งผลงานการเล่นของทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงจังหวะจุดโทษจนนำมาซึ่งประตูชัยของพลพรรคทัพ "สิงห์บลูส์"

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปเก็บตกประเด็นหลังเกมว่ามีเหตุการณ์ไหนน่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย

 

การจัดทัพ

เริ่มต้นกันที่ประเด็นแรกเรื่องของการจัดทัพกันก่อนเกมนี้ เกรแฮม พ็อตเตอร์ นายใหญ่ของ เชลซี มาในระบบปราการหลัง 3 คน อีกครั้ง ประกอบไปด้วย เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, คาลิดู คูลิบาลี่ และ มาร์ค คูคูเรญ่า 

ส่วนในรายอื่นๆ ก็ตามคาดการณ์เกมรุกใส่มาทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เจา เฟลิกซ์ และ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า โดยที่มี รีซ เจมส์ กับ เบน ชิลเวลล์ คอยปั่นป่วนช่วยเกมรับ และรุกอยู่บริเวณริมเส้น

ข้ามมาดูทางฝั่งผู้มาเยือนกันบ้างก็ถือว่าจัดขุมกำลังชุดที่ดีที่สุดลงสนามแม้ว่าเกมแรกจะกุมความได้เปรียบเอาไว้ได้ แข้งตัวหลักๆ ทั้ง เอ็มเร่ ชาน, จู๊ด เบลลิงแฮม, มาร์โก รอยส์ และ เซบาสเตียน ฮัลแลร์ ต่างถูกลงสนามหวังเผด็จศึกทัพ "สิงห์บลูส์"

 

 

เชลซี ดุดัน

ด้วยความที่เกมแรกสกอร์เป็นฝ่ายตามหลังอยู่ ส่งผลให้ เชลซี ต้องเป็นฝ่ายเดินหน้าเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่เพื่อทวงประตูคืนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งต้องบอกว่าภาพที่ออกมากลายเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่ดีของพวกเขาในยุค เกรแฮม พ็อตเตอร์ เลยก็ว่าได้

เกมรุกบดบี้คู่แข่งอย่างหนักหน่วง เกมรับเหนียวแน่นไว้ใจได้ ผิดหูผิดตาไปจากเกมที่ผ่านๆ ที่ย่ำแย่ไปในทุกอณูของสนาม ไม่เว้นแม้แต่ คูคูเรญ่า ที่โดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วง ก็ยกระดับด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมแบบไม่เคยมีมานับตั้งแต่สวมยูนิฟอร์มของ เชลซี ฉะนั้นไม่แปลกที่หลังจบเกมจะคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครอง

ส่วนเรื่องสถิติในเกมแม้เรื่องของตัวเลขจะออกมาสูสี และดู ดอร์ทมุนด์ ดีกว่าด้วยซ้ำ ทว่าท้ายที่สุดฟุตบอล 1 เกมวัดกันที่ผลการแข่งขัน และ เชลซี ทำได้ดีมากกว่า

จังหวะประตูขึ้นนำของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เหมือนอาศัยทั้งเรื่องของดวง โชค และฝีมือผสมมาพร้อมๆ กัน ซึ่งถ้าจังหวะแรกไม่วืดก็ไม่รู้จะพาบอลไปตุงตาข่ายได้ไหม 

แน่นอนประตูดังกล่าวมันสำคัญ และเหมือนจุดไฟในตัวนักเตะทุกคน ออกนำช่วงท้ายครี่งแรก สถานการณ์ในสนามโมเมนตั้มมันเหวี่ยงมาทางพวกเขาแบบเต็มๆ ก่อนมาบวกอีกตุงจากจุดโทษของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ จนนำมาซึ่งกระแสดราม่าในทันที

ดีสุดในยุคเฮียพ็อต! หลังเกม "เชลซี" ถลกหนัง "เสือเหลือง"

จุดโทษของ เชลซี

กรณีจุดโทษของ เชลซี แน่นอนว่ามันควรค่าแก่การได้ในเมื่อแขนของ มาริอุส โวล์ฟ กางออกมาชัดเจน และขัดขวางทิศทางของบอล เมื่อเช็ค VAR อะไรเรียบร้อยก็เป่าเป็นจุดโทษ

ทว่าดราม่ามาเกิดเมื่อ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ยิงบอลไปชนเสาเสียอย่างงั้น วินาทีนั้นเหล่าแฟนบอล ดอร์ทมุนด์ น่าจะคิดว่ารอดตายไปแล้ว ทว่า แดนนี่ มัคเคลี่ ผู้ตัดสินในเกมนี้ได้รับสัญญาณมาจากห้อง VAR ว่ามีความผิดปกติก่อนที่คนยิงจะสัมผัสลูกฟุตบอล

ซึ่งในกรณีนี้จะพบว่ามีผู้เล่นของ เชลซี เข่้าไปในกรอบเขตโทษก่อนที่ ฮาเวิร์ตซ์ จะยิงบอล รวมไปถึงแข้งทีมเยือนที่เข้าไปในกรอบก่อนที่นักเตะฝ่ายรุกจะยิงประตู

และแน่นอนมันค่อนข้างเคลียร์ที่ผู็ตัดสินให้ เชลซี ยิงใหม่อีกรอบ 

และถ้าในอีกมุมหนึ่งสมมุติ ฮาเวิร์ตซ์ ยิงเข้าไป ก็ไม่น่าได้ประตู และต้องยิงใหม่เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะมีผู้เล่นเจ้าบ้านเข้าไปในกรอบ 18 หลา ก่อนนั้นเอง

สรุปง่ายๆ คือในเมื่อมีผู้เล่น 2 ทีม เข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนที่ฝ่ายรุกจะยิงจุดโทษ ก็คือการฟาวล์ และต้องทำการยิงใหม่ในทุกกรณี

คูคูเรญ่า ร่างทอง

หนึ่งในนักเตะที่โดนวิจารณ์เป็นอย่างมากนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็คือ มาร์ค คูคูเรย่า เพราะด้วยค่าตัวที่จ่ายไป มันดูสวนทางกับผลงานในสนามที่ปรากฎออกมา

จากแบ็คซ้ายที่ไปแย่งตัวมาได้จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และฟอร์มที่โดดเด่นกับ ไบร์ทตัน ย่อมถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาเติมเต็มทีมที่พื้นที่ดังกล่าว เบน ชิลเวลล์ 3 วันดี 4 วันเจ็บให้ได้ ทว่ากับภาพที่เกิดขึ้นดันสวนทางเป็นอย่างมาก

เสียงด่าเริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จากฟูลแบ็คที่โดดเด่นเกมรุก สู่อาแปะที่ แปะจริงๆ ไม่กล้าพาบอลไปข้างหน้่า จะส่งคืนหลังเซ็ตเกมใหม่เพียงอย่างเดียว จนเกิดกระแสว่าเอ็งผิดใจอะไรกับ มฝ มูดริก หรือเปล่า ? เพราะไม่ยอมส่งบอลให้ แถมแปะคืนหลังสถานเดียว

จนกระทั่งเกมล่าสุดถูกถอยไปยืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาร์ฟอีกครั้งในระบบปราการหลัง 3 คน ผลปรากฎว่าฟอร์มดีขึ้นจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ 

ซึ่งเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเหลือเกินทั้งดักบอล และจ่ายบอลไปด้านหน้า จนสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในเกมนี้ไปครองได้สำเร็จ

ดีสุดในยุคเฮียพ็อต! หลังเกม "เชลซี" ถลกหนัง "เสือเหลือง"

ดีสุดยุค พ็อตเตอร์ ?

ไม่รู้จะสามารถใช้คำว่าเกมดีที่สุดในยุคของ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ได้ไหม เพราะอนาคตอาจมีดีกว่านี้ (หรือเปล่า) ทว่าถ้านับตั้งแต่นายใหญ่ชาวอังกฤษมานั่งแท่นในถิ่น สแตมฟอร์ด บริจด์ นี่คงเป็น 90 นาทีที่สร้างรอยยิ้ม และความสุขให้ทีมได้มากที่สุดแล้ว

จากสถิติช่วงหลังที่ย่ำแย่ ทำความรู้จักกับความพ่ายแพ้จนสนิทชิดเชื้อ ร่วงลงไปอยู่กลางตารางของศึกพรีเมียร์ลีก ทิศทางที่นำเสนอในสนามช่างน่าเบื่อ แพชชั่นต่อเกมที่เฉื่อยๆ และการแก้เกมที่ไม่โดนใจแฟนบอล "สิงห์บลูส์" เท่าไหร่นัก

ทว่ากับเกมนี้ พ็อตเตอร์ กลับแสดงสิ่งตรงข้ามออกมาหมดเลย ทั้งแท็คติกในสนาม กระตุ้นความกระหายของนักเตะ และมีช็อตที่กระตุ้นขอเสียงเชียร์ในสนามด้วย

90 นาทีในเกมนี้มันกลายเป็นความประทับต่อแฟนบอล เชลซี อย่างแท้จริง นักเตะลงไปสู้เท่าที่กำลังเท้าจะมี ถึงตรงนั้นแม้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยมันก็ได้ใจแฟนบอลทั้งใน และนอกสนาม

เท่ากับว่าชัยชนะเกมนี้เป็นการคว้าชัยนัดที่ 11 ของ พ็อตเตอร์ ในนามกุนซือ เชลซี หลังผ่านการลงสนามไปทั้งหมด 28 เกม 

และถ้าเจาะลึกไปลงแค่ในรายการ แชมเปี้ยนส์ลีก เพียงอย่างเดียว ทางฝั่งกุนซือวัย 47 ปี คุมทีมไปแล้ว 7 เกมในรายนี้นี้ พร้อมคว้าชัยมาครองได้มากถึง 5 นัด แพ้เพียงเกมเดียวเท่านั้น 

เรียกได้ว่าสถิติในบอลยุโรปถือว่าเป็นตัวเลขที่สวยงามไม่ใช่น้อย

จากนี้เชื่อว่า เชลซี คงเน้นสุดขีดกับถ้วยนี้แล้วล่ะครับ เพราะมันคือถ้วยเดียวที่เหลืออยู่

รอบหน้าถ้าผลจับสลากเป็นใจ ก็ไม่แน่เหมือนกัน 

Paolinho (เปา ขอบสนาม)

 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline