ซึ่งเกมตลอด 90 นาทีถือว่าสร้างอัตราความง่วงนอนได้ในระดับหนึ่งจากการที่ลงเตะในช่วงตี 2 บ้านเรา ก่อนจบเกมไปด้วยการแบ่งแต้มแบบโนสกอร์
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจจากเกมดังกล่าวมาพูดคุยว่ามีเหตุการณ์ไหนเป็นไฮไลท์กันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
การจัดทัพ
อย่างที่เราทราบกันก่อนเกมว่า เชลซี มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของตำแหน่งกุนซือ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ถูกตะเพิดออกไปแล้วเซ่นผลงานสุดห่วย ก่อนให้ผู้ช่วยอย่าง บรูโน่ ซัลตอร์ ขัดตาทัพชั่วคราวไปก่อน
การจัดทัพเกมนี้ยังคงไว้วางใจในระบบปราการหลัง 3 คน จัดการใส่ คาลิดู คูลิบาลี่, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า กับ มาร์ค คูคูเรย่า ประสานงานร่วมกัน
ส่วนจุดที่น่าสนใจคือแดนกลางที่แฟนบอลทัพ “สิงห์บลูส์” คงอยากเห็นคือการเล่นร่วมกันของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เอ็นโซ่ แฟร์นานเดส และ มาเตโอ โควาซิช ส่วนคู่หน้าใช้บริการของ เจา เฟลิกซ์ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ ส่วนในรายของ ปิแอร-เอเมอริค โอบาเมยอง ยังคงไม่มีชื่อเช่นเคย
ข้ามมาที่ฝั่ง ลิเวอร์พูล มีการเปลี่ยนแปลงทีมค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะเกมรับ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ มีอาการป่วยไร้ชื่อในเกมนี้ ทำให้คู่เซ็นเตอร์ฮาร์ฟเป็น อิบราฮิมา โกนาเต้ จับคู่กับ โจแอล มาติป ส่วน เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ถูกดรอปเป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น
เกมรุก เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยน 2 จาก 3 คนในเกมล่าสุดหันมาใช้บริการของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับ ดาร์วิน นูนเญซ ในการประสานงานร่วมกับ ดิโอโก้ โชต้า
รูปเกมที่เกิดขึ้น
รูปเกมที่เกิดขึ้นต้องบอกว่าเป็นเจ้าบ้านอย่าง เชลซี ดูดีกว่า ครองบอลเปิดเกมรุกเข้าใส่ได้ชัดเจนมากกว่า ส่วนสำคัญของทัพ “สิงห์บลูส์” คือการได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กลับมาคืนสู่ทีมทำให้แดนกลางครองบอล และเหนือกว่าคู่แข่งพอสมควร
ส่วนฟูลแบ็ค ซ้าย-ขวา ทั้ง เบน ชิลเวลล์ กับ รีซ เจมส์ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ผิดจากผู้มาเยือนที่แสดงความผิดพลาดออกมาให้เห็นแบบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเกมแดนกลางที่อ่อนยวบลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าก็ต้องชื่นชมแนวรับของทีมที่ช่วยให้รอดตัวได้หลายครั้ง
สถิติหลังเกมบ่งบอกว่า เชลซี ดูดีกว่าชัดเจน โอกาสทำประตู 12 ครั้ง สัมผัสบอลมากกว่าที่จำนวน 742 ต่อ 719 ครั้ง ส่วนซึ่งที่ ลิเวอร์พูล เหนือกว่าคือจำนวนการจ่ายบอล รวมไปถึงจังหวะเคลียร์บอล
ซึ่งภาพรวมที่เกิดขึ้นมันเลยส่งผลให้ผลออกมาแบ่งแต้มกันไป แน่นอนว่ามันส่งผลต่อความเสียหายของทั้งคู่แบบไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเฉพาะการลุ้นติดพื้นที่ท็อปโฟร์
เชลซี ไร้ความคม
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ เชลซี ไม่อาจคว้าชัยชนะได้ในเกมนี้คือความเฉียบขาด และไร้คุณภาพมากพอสมควรในเรื่องของการจบสกอร์ ทั้งที่มีโอกาสอยู่หลายครั้ง
ซึ่งนี่คือจุดที่เป็นปัญหาของพวกเขาในช่วงหลัง คือใช้โอกาสเปลืองไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้ มันเลยกลายเป็นว่าทำคะแนนหล่นหายเยอะพอสมควร
เกมนี้พวกเขามีโอกาสทำประตู 12 ครั้ง ตรงกรอบเพียง 3 ครั้ง เท่านั้น มันบ่งบอกเหลือเกินว่ายิงนกตกปลา ยิงหลุดกรอบกันไปเองทั้งนั้น หรือแม้แต่บางทีหลุดเดี่ยวไปก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้
ก็องเต้ โคตรดี
หลังจากได้รับบาดเจ็บไปนาน ร้างสนามไปหลายเดือน การกลับมาของ ก็องเต้ ช่วยยกระดับแดนกลางของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม แม้เกมนี้จะอยู่ในสนามราว 70 นาที แต่คุณประโยชน์เรียกได้ว่าครบถ้วน
อยู่ถูกที่ถูกเวลา แบกแดนกลางของทีมให้เหนือกว่าคู่แข่ง จังหวะเข้าแท็คเคิลเนียนตามากจริงๆ
สถิติหลังจบเกม ก็องเต้ มีอัตราการเข้าสกัดอยู่ที่ 100% พ่วงไปด้วยความแม่นยำในการจ่ายบอลอยู่ที่ 92% ชนะในการดวลคู่แข่ง 5 ครั้ง อีกทั้่งยังขึ้นมาสร้างโอกาสทำประตูอีก 3 ครั้ง ด้วยกัน
เรียกได้ว่าเป็นบุรุษที่แฟนบอล “สิงห์บลูส์” รอคอยให้กลับมาลงสนามอย่างแท้จริง และเขาก็แสดงให้เห็นว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้พรากผลงานดีๆ ไปได้เลย
โอกาสท็อปโฟร์
สิ่งที่ต้องยอมรับคือโอกาสคั่วลุ้นขึ้นไปติด 1 ใน 4 ของ เชลซี เป็นไปได้ยากมากจริงๆ แม้ยังคงมีโอกาสให้ได้ลุ้นอยู่ก็ตาม ตอนนี้พวกเขาตามหลังอันดับ 4 อย่าง สเปอร์ส อยู่ 11 คะแนน พร้อมเหลือโปรแกรมลงสนามอีก 9 เกม ซึ่งจากจำนวนดังกล่าวมีดวลกับ ไบร์ทตัน, อาร์เซน่อล, แมนฯ ซิตี้ และ นิวคาสเซิ่ล
ซึ่งเป็นโปรแกรมที่หนักหน่วงเอาการ แต่ถ้าเจอจุดเปลี่ยนดีๆ เรียกฟอร์มเก่ง เค้นศักยภาพออกมาได้ มันก็ไม่แน่ในการเร่งสปีดของตัวเอง
ข้ามมาที่ ลิเวอร์พูล ปัจจุบันรั้งอันดับ 8 ของตาราง ยังคงได้ลุ้นท็อปโฟร์อยู่เช่นกันน เพราะตามหลังอันดับ 4 อยู่ 7 คะแนน ทว่าที่น่ากังวลคือผลงานที่ไม่สม่ำเสมอของพวกเขา คล็อปป์ จะสามารถเข็นทีมไปจบในพื้นที่ดังกล่าวได้หรือไม่
แฟนบอลทั้งสองทีมคงต้องลุ้นกันไปแบบเกมต่อเกมในการแย่งชิงโควต้าสำคัญสำหรับการลุยบอลยุโรปซีซั่นหน้าในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
- Paolinho -















