แม้ชัยชนะเกมนี้ยังไม่เพียงพอทำให้ทัพ “เรือใบสีฟ้า” ขยับขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูง ทว่าสามารถบีบช่องว่างกับ อาร์เซน่อล ให้เหลือเพียง 2 คะแนน เท่านั้น และพวกเขาลงสนามน้อยกว่าอยู่ 2 เกม
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปเก็บตกประเด็นหลังเกมบิ๊กแมตช์นัดนี้กันหน่อยว่า มีเหตุการณ์ไหนที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
สถานการณ์ลุ้นแชมป์
อย่างที่กล่าวไปว่าแม้ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่อาจผงาดขึ้นนำเป็นจ่าฝูง หลังโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไล่อัด อาร์เซน่อล แต่สถานการณ์ต่างๆ หรือโมเมนตัมไปเหวี่ยงไปอยู่ทางฝั่งทัพ “เรือใบสีฟ้า” แทบทั้งหมด
ด้วยโปรแกรมที่ลงสนามน้อยกว่าอยู่ 2 เกม ถ้าพวกเขาไม่ผิดพลาดกันไปเอง โอกาสที่จะเดินหน้า พร้อมฉีกแต้มหนีห่างคู่แข่งย่อมเปิดกว้างเอามากๆ
ย้อนกลับไป อาร์เซน่อล เคยมีแต้มนำห่าง แมนฯ ซิตี้ ไกลถึง 8 คะแนน ห้วงเวลานั้นทัพ “ปืนใหญ่” ดูทางสะดวกพอสมควรในการเอื้อมไปคว้าโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แต่ทว่าผู้ตามในวันนั้นเหมือนฉลามที่หิวโหย พร้อมล่าคู่ต่อสู้ และกัดแบบไม่ปล่อย รอเพียงจังหวะให้คู่แข่งพลาดเท่านั้น
และที่สำคัญคือเรื่องของความมั่นใจช่วงหลังพลพรรคทัพเรือใบลงสนามด้วยความกระหาย และโชว์ผลงานออกมาได้อย่างโหดเหี้ยมทุกเกม ส่วน อาร์เซน่อล ออกอาการเป๋ชัดเจน โดยเฉพาะเกมที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล หรือ เวสต์แฮม ที่ควรจะได้ 6 คะแนน กลับเหลือเข้ากระเป๋าเพียง 2 แต้ม เท่านั้น
จากที่เคยนำห่างสถานการณ์ตอนนี้กำลังจะพลิกผัน และ แมนฯ ซิตี้ กลายเป็นผู้กุมชะตากำหนดทุกอย่างด้วยตัวเองแทนแล้ว
เรือใบ โคตรโหด
หลักฐานยืนยันความหิวกระหาย และเดินหน้าล่าคู่แข่งคือสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นับตั้งแต่แพ้ในพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดต่อ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพราะหลังจากนั้น ซิตี้ ไม่เคยสะดุดแพ้ให้กับใครอีกเลย
นับเป็นเวลา 10 เกมแล้วที่ลูกทีมของ เป๊ป ไม่แพ้ใครในลีก และเป็นการเก็บชัยชนะได้ถึง 9 นัด พร้อมทะลวงประตูคู่แข่งไปได้มากถึง 28 ตุง เฉลี่ย 10 เกมที่ไร้พ่ายทำได้เกมละเกือบ 3 ประตู เลยทีเดียว
นอกจากนั้นยังมีถึง 7 เกมที่ทำได้ขั้นต่ำ 3 ประตู เรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรสังหารประตูอย่างแท้จริง ซึ่งในเมื่อเกมรุกทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง เกมรับมีความลงตัวที่มากขึ้น กลายเป็นมาตรฐานจนพาตัวเองกลับมาอยู่ในสถานการณ์ลุ้นแชมป์ และกุมความได้เปรียบในมือเรียบร้อยแล้ว
เรือใบ ข่ม ปืนใหญ่ ต่อไป
เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ อาร์เซน่อล ได้สำเร็จ และเป็นอีกครั้งที่เขาทีมเอาชนะลูกศิษย์อย่าง มิเกล อาร์เตต้า
นี่คือการโคจรมาดวลกันของ เป๊ป และ อาร์เตต้า ครั้งที่ 10 ซึ่งหลังจบเกมสถิติบอกว่านายใหญ่ชาวสเปนสามารถเอาชนะกุนซือหนุ่มรายนี้ได้ถึง 9 ครั้ง และสะดุดแพ้ อาร์เตต้า เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกิดขึ้นเมื่อปี 2020 ในศึก เอฟเอ คัพ
อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ อาร์เซน่อล ไม่เคยบุกไปเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้เลยนับตั้งแต่ปี 2015 และตัวเลขดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป
โปรแกรมที่เหลือ
หลังจบเกมใหญ่ที่รัง “เรือใบ” อาร์เซน่อล เหลือโปรแกรมลงสนามอีก 5 เกม ซึ่งมีความยาก-ง่าย ผสมกันอยู่ ทั้งเจอทีมกลุ่มบนของตาราง และทีมหนีตายที่ต้องการคะแนน
โดยโปรแกรมของลูกทีม อาร์เตต้า ประกอบไปด้วย
- เหย้า พบ เชลซี
- เยือน นิวคาสเซิ่ล
- เปิดบ้านดวล ไบร์ทตัน
- ยกพลไปพบ ฟอเรสต์
และปิดท้ายที่เปิดรังพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน
มองในแง่ดีคือได้ลงเล่นในบ้านตัวเองถึง 3 เกม ทว่าในอีกมุมก็ไม่ง่ายในการรับมือทีมในโซนหนีตกชั้นที่ต้องการคะแนนเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกัน
ข้ามมาดูฝั่ง แมนฯ ซิตี้ กันบ้าง พวกเขามีเกมในมือเหลืออยู่ 7 นัด ซึ่งเป็นการลงเล่นในบ้าน 3 เกม ประกอบไปด้วยพบ เวสต์แฮม, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ เชลซี
ส่วนเกมเยือน 4 นัดต้องพบกับ ฟูแล่ม, เอฟเวอร์ตัน, ไบร์ทตัน และเกมนัดสุดท้ายของซีซั่นคือบุกไปเยือน เบรนท์ฟอร์ด
ความยาก-ง่าย แตกต่างกันออกไป เพียงแต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นทัพ “เรือใบ” ที่กุมทุกอย่างไว้ในมือได้หมดแล้ว โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ
โค้งสุดท้ายต้องมาดูว่า เป๊ป จะเสกแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ ซิตี้ อีกครั้ง หรือสถานการณ์จะพลิกผันให้ อาร์เตต้า เถลิงบัลลังก์โทรฟี่พรีเมียร์ลีกกับ อาร์เซน่อล
เวลาอีกราวหนึ่งเดือนหลังจากนี้คือข้อตัดสินของทุกอย่าง
- Paolinho -














