ซึ่งชัยชนะเหนือ เบรนท์ฟอร์ด ในเกมล่าสุดจากประตูชัยของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำให้สถานการณ์ของพวกเขาสามารถกลับมาลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ได้แบบเต็มตัวอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราในวันนี้จะพาไปเก็บตกประเด็นที่น่าสนใจจากเกมที่ แอนฟิลด์ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาว่ามีเรื่องราวอะไรบ้างที่น่าหยิบยกมาพูดคุยกัน

การจัดทัพ

เริ่มต้นที่การจัดทัพซึ่งเมื่อเห็นไลน์อัพ 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ต้องบอกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กะเน้นแบบใส่สุด หวังขยี้คู่แข่งให้เละไปข้าง ด้วยการใส่ผู้เล่นในแผนกเกมรุกมามากถึง 4 ราย ประกอบไปด้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ดิโอโก้ โชต้า, ดาร์วิน นูนเญซ และ โคดี้ กักโป

ส่วนมิดฟิลด์คู่กลางเลือกที่จะดรอป จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และใช้บริการของ เคอร์ติส โจนส์ เล่นร่วมกับ ฟาบินโญ่

ข้ามมาดูฝั่ง เบรนท์ฟอร์ด กันบ้าง ทีมที่ผลงานเกมเยือนไม่ค่อยสวยงามนักชนะเพียงเกมเดียวจาก 5 นัดหลังสุดที่ออกนอกบ้าน นัดนี้ โธมัส แฟรงค์ ยังยึดตัวหลักหน้าเดิมในการต่อกรกับทัพ “หงส์แดง” อาจมีเซอร์ไพรส์ตรงที่เลือกดรอป มิคเคล ดามส์การ์ด เป็นตัวสำรอง

ซึ่ง 11 ตัวจริงแนวรับนำมาโดย เบน มี, อีธาน พิคน็อค แดนกลางใช้บริการของ มาธิอัส เยนเซ่น, วิตาลี่ ยาเนลท์ และ แฟร้งค์ ออนเยก้า ส่วนคู่หน้าเป็น ไบรอัน เอ็มเบวโม่ กับ ไอแวน โทนี่ย์

หลังเกม “หงส์แดง” ฟอร์มยังแรง คว้าชัยเหนือ “เบรนท์ฟอร์ด”

หงส์แดง เหนือกว่าชัดเจน

ต้องบอกว่าผลการแข่งขันที่ออกมาที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะได้เพียง 1-0 นั้นไม่ได้สะท้อนรูปเกมที่ปรากฎเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าบ้านเป็นฝ่ายครอบครองทุกอย่างเอาไว้ได้แทบทั้งหมด

ซึ่งการได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกมช่วยให้ทัพ “หงส์แดง” เล่นง่ายขึ้นกว่าเดิมมากพอสมควร บวกกับการที่ เบรนท์ฟอร์ด ที่ไม่ได้สร้างความกดดันให้กับเจ้าบ้านสักเท่าไหร่นัก บวกกับ ลิเวอร์พูล เล่นแบบรัดกุม ประคองตัวไปตามเกม จึงกลายเป็น 90 นาทีที่ไม่ใช่งานที่ยากมากนัก

และยิ่งไปมองสถิติหลังจบเกมจะพบกับว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่าทุกกระบวนท่าจริงๆ พวกเขาสร้างสรรค์โอกาสทำประตูไปได้ถึง 15 ครั้ง แตกต่างจากผู้มาเยือนที่ตลอดเกมมีโอกาสยิงเพียง 5 ครั้ง ตรงกรอบหนเดียวเท่านั้น

แม้เรื่องของการการจ่ายบอล หรือสัมผัสบอลตัวเลขจะใกล้เคียงกัน ทว่าในเรื่องของคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายต้องยอมรับว่าพลพรรค  “หงส์แดง” เหนือกว่าชัดเจน 

ส่วนสถิติอีกอย่างที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูล เอาชนะคู่แข่งด้วยความห่าง 1 ประตูในเกมพรีเมียร์ลีกติดต่อกันมาแล้ว 5 นัด ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ เบอร์มิงแฮม ทำได้ แน่นอนชนะเท่าไหร่ก็คือ 3 คะแนน เท่ากัน

สถิติของ ซาลาห์ 

ประตูชัยที่ โม ซาลาห์ ซัดให้กับ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ที่ทำประตูในบ้านได้ 9 นัดติดต่อกันในทุกรายการ อีกทั้งยังเป็นประตูที่ 100 ที่สามารถในถิ่น แอนฟิลด์ จากการลงสนาม 144 เกม อีกด้วย

นอกจากนั้นล่าสุดดาวยิงชาวอียิปต์กระโดดขึ้นมารั้งอันดับ 5 ดาวซัลโวตลอดกาลของทีมร่วมกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่จำนวน 186 ประตู ที่เหลือเป็นรองแค่ เอียน รัช, โรเจอร์ ฮันท์, กอร์ดอน ฮอดจ์สัน และ บิลลี ลิดเดลล์ เท่านั้น

ปิดท้ายที่สถิติในฤดูกาลนี้ ซาลาห์ มีส่วนร่วมกับประตูของทีมในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไปแล้วทั้งหมด 26 ประตู แบ่งเป็นซัด 19 ตุง กับอีก 7 แอสซิสต์

หลังเกม “หงส์แดง” ฟอร์มยังแรง คว้าชัยเหนือ “เบรนท์ฟอร์ด”

ลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์

ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้านักเตะหลายคนของ ลิเวอร์พูล ที่ออกมาให้สัมภาษณ์มักจะกล่าวว่าการลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ของพวกเขานั้นมันค่อนข้างยากด้วยเงื่อนไขของการแข่งขันที่น้อยลง และช่องว่างของคะแนนที่กว้างพอสมควร

ทว่าจากการที่ทีมในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มมีอาการสะดุดให้เห็นแบบต่อเนื่อง ส่งผลให้ตอนนี้พลพรรคทัพ “หงส์แดง” มีแต้มตามหลังอันดับ 4 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ทว่าพวกเขาลงสนามมากกว่าอยู่ 2 เกม

ซึ่งช่องว่างที่ตามอยู่มันสามารถจินตนาการได้ถึงโอกาสเหมือนกัน เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าทัพ “ปีศาจแดง” ออกอาการเดี๋ยวแพ้ เดี๋ยวเสมอ ในช่วงหลัง บวกกับ ลิเวอร์พูล ผลงานแรงบีบระยะให้ใกล้เข้ามาทำให้โอกาสมันเลยเปิดกว้างสำหรับพวกเขามากขึ้น

ส่วนโปรแกรมนัดถัดไปของทัพ “หงส์แดง” จะออกไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อด้วยกลับไปเล่นในบ้านพบกับ แอสตัน วิลล่า และปิดซีซั่นด้วยการไปเยือน เซาแธมป์ตัน 

ซึ่ง 3 เกมที่เหลือไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไปสำหรับพวกเขา เมื่อเทียบจากศักยภาพ และผลงานที่กำลังร้อนแรงในตอนนี้

- Paolinho -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline