ตลอด 90 นาทีถือว่าเป็นเกมที่ชิงไหวชิงพริบกันแทบตลอด และงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาสู้รบกันในสนาม ก่อนที่จะไปตัดสินหาผู้ชนะกันในเลกที่ 2
ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราได้เก็บตกประเด็นที่น่าสนใจจากเกมเมื่อคืนมาให้ทุกท่านได้รับชมกัน จะมีเหตุการณ์ไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
การจัดทัพ
ออกสตาร์ทที่การเลือก 11 ตัวจริงของทั้งสองฝ่ายกันก่อน เรอัล มาดริด ของ คาร์โล อันเชล็อตติ ข่าวดีคือการได้ ลูก้า โมดริช กลับมาเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง เล่นร่วมกับ โทนี่ โครส และ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ส่วนแนวรับที่น่าสนใจคือในตำแหน่งแบ็คซ้ายเลือกใช้งาน เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า ลงสนาม
ส่วนแผงเกมรุกใช้ 3 ประสานชุดเดิมทั้ง คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก้ โกเอส ในการคอยเผด็จศึกแนวรับของคู่แข่ง
ข้ามมาที่ฝั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามผังขึ้นมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัดรูปแบบปราการหลัง 3 คน ทว่าในเกมบางจังหวะก็เหมือนจะปรับมาเล่นหลัง 4 คน โยกย้ายบทบาทของ จอห์น สโตนส์ ตามความเหมาะสมหน้างาน
แผงเกมรุกเรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มทั้ง เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, แจ็ค กรีลิช และ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์
แน่นอนเมื่อเห็นรายชื่อก่อนเกมสิ่งที่คาดเดาได้เลยคือความมันส์ที่จะบังเกิด เพราะต่างฝ่ายต่างจัดชุดที่ดีที่สุดลงสนามดวลแข้งกัน
รูปเกมที่เกิดขึ้น
ว่ากันตามรูปเกมที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ออกสตาร์ทเกม แมนฯ ซิตี้ กลายเป็นฝ่ายครองบอล ครองเกม ได้มากกว่า และสามารถหาจังหวะจบสกอร์ได้ชัดเจนกว่าพอสมควร นำมาซึ่งจังหวะงัดซูปเปอร์เซฟของ ธิโบต์ กูร์ตัวส์
ซึ่งมันไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้เห็น เรอัล มาดริด ถูกคู่แข่งบุกมาเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่อย่างเต็มระบบ เรียกได้ว่าช่วงครึ่งชั่วโมงแรกแทบไม่ได้เล่นเกมรุกของตัวเองเลย แต่ถ้ามองให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นทัพ “ราชันชุดขาว” พยายามตัด เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ให้ออกจากเกม ซึ่งก็ถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และใช้แดนกลางเขี้ยวลากดินในการบดขยี้สู้กับคู่แข่ง
แต่ด้วยความเป็น เรอัล มาดริด ถ้าคู่แข่งไม่เนี๊ยบ และผิดพลาดกันเองพวกเขาก็พร้อมลงโทษในทันที เฉกเช่นประตูขึ้นในครึ่งแรก
ช็อตของ วินิซิอุส จูเนียร์ ถือว่าเป็นการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม จนนำมาซึ่งการขึ้นนำไปก่อนในรูปแบบที่ครองบอลไม่ถึง 40% ด้วยซ้ำ และตลอดครึ่งแรกนี่คือโอกาสนำประตูเพียงครั้งเดียวของพวกเขาอีกด้วย
ส่วนในครึ่งหลัง เรอัล มาดริด ลงสนามมาพร้อมความได้เปรียบทางรูปเกมพอสมควร มีโอกาสครองบอลบุกเข้าใส่ได้มากกว่าเดิม ทว่ากลายเป็นผู้มาเยือนตามตีเสมอได้ซะอย่างงั้นจากความผิดพลาดของผู้เล่นเจ้าถิ่นเอง
ซึ่งถ้าประตูของ วินิซิอุส ว่างดงามแล้ว การซัดของ เดอ บรอยน์ เหมือนเป็นขั้นกว่าทั้งน้ำหนัก ความเฉียบขาด และทิศทางที่หนีมือนายด่านเจ้าถิ่น
ก่อนจบเกมด้วยการเจ๊ากันไป พร้อมสถิติหลังจบเกมที่ค่อนข้างสูสี เรอัล มาดริด สร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้มากกว่า ส่วน แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายครองบอลมากกว่าที่จำนวน 56 ต่อ 44 เปอร์เซ็นต์
ปัญหาประตูตีเสมอ
กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดกันหลังเกมอย่างหนักหน่วงพอสมควรจากจังหวะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูตีเสมอ ซึ่ง อันเชล็อตติ ได้ออกมาโวยผู้ตัดสินว่าบอลได้ออกข้างสนามไปก่อนแล้ว แต่ไม่มีการเช็คย้อนหลัง ก่อนทำให้ทีมของตนเสียเปรียบจากการตัดสิน
ทว่าสิ่งที่ อันเช่ ได้รับกลับมาคือใบเหลืองจากผู้ตัดสินที่มองว่านายใหญ่รายนี้โวยวายมากจนเกินไป และสิ่งที่ อันเชล็อตติ ได้ออกมากล่าวหลังจบเกมถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว
“ลูกบอลออกไปแล้ว ผมไม่ได้คิดไปเอง แต่เทคโนโลยีบอกแบบนั้น การพลาดรายละเอียดแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ วันนี้ผู้ตัดสินไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับเกมเท่าไหร่นัก”
"ผมไม่รู้ว่าทำไมผู้ตัดสินให้ใบเหลืองกับผม ทั้งที่เขาควรจะให้ใบเหลืองแก่ผู้เล่นในสนามมากกว่า"
ซึ่งหลังจบเกมก็ได้มีภาพออกมาตามโลกโซเชียลว่าบอลจังหวะนี้ได้ออกนอกเส้นข้างสนามไปแล้วจริงๆ ทั้งภาพจากมุมบน และด้านข้าง พร้อมมีเทคโนโลยีที่ได้ตีเส้นให้เห็นแบบชัดเจน
เรือใบ หนักเสมอ
อีกหนึ่งในสถิติน่าสนใจหลังเกมคือในฤดูกาลนี้ทัพ “เรือใบสีฟ้า” ออกไปเล่นเกมเยือนในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นับตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด 6 เกม ผลปรากฎว่าพวกเขาเอาชนะคู่แข่งได้เพียงเกมเดียวเท่านั้น และจบลงด้วยผลเสมอไปมากถึง 5 ครั้งด้วยกัน
เกมเดียวที่ชนะคือคว้า 3 แต้มเหนือ เซบีย่า ในเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นไล่เรียงมาเลยคือการบุกไปเสมอ โคเปนเฮเก้น, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, แอลเบ ไลป์ซิก, บาเยิร์น มิวนิค และล่าสุดคือ เรอัล มาดริด
ทว่าอีกจุดที่เป็นสถิติคือเกมในรังเหย้าของพวกเขาในรายการนี้นับเฉพาะซีซั่นนี้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ทั้งหมด พร้อมกระทุ้งไปมากถึง 20 ประตู และเสียไปเพียง 2 ตุง เท่านั้น
ว่ากันต่อเลกสอง
จากสถานการณ์ในเกมแรกอาจไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบมากนัก ทว่า แมนฯ ซิตี้ อาจดูดีกว่านิดๆ ตรงที่ได้กลับไปเล่นในบ้านท่ามกลางเสียงเชียร์ และความคุ้นเคยที่มีมากกว่า
ซึ่งสถิติของ เรอัล มาดริด เมื่อบุกไปเยือนรังของทัพ “เรือใบสีฟ้า” ถือว่าไม่ค่อยงามเท่าไหร่นัก จาก 6 เกมที่ลงสนาม คว้าชัยชนะได้เพียงนัดเดียวเท่านั้น และเสมอไป 2 ครั้ง และแพ้ไป 3 เกม
ทว่านั้นคือเรื่องในอดีต ตอนนี้คือปัจจุบันที่ต่างฝ่ายคงงัดศักยภาพทั้งหมดเพื่อชิงตั๋วสู่รอบชิงชนะเลิศ และมันคงจะเป็๋นอีกหนึ่งเกมคุณภาพที่แฟนบอลจะได้รับชมการสู้กันทั้งเกมในสนาม
แท็คติคจากข้างสนาม และการแลกกันแบบหมัดต่อหมัดตลอดเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้
- Paolinho -















