โดยจะมีประเด็นใดบ้าง? และเราคิดว่า ลิเวอร์พูล ควรแก้ไขอย่างไร? วันนี้ ขอบสนาม ของเรา จะขอมาเข้าโหมดวิเคราะห์ให้ฟังกันครับ …


2 ปัญหาที่เด่นชัดของ ลิเวอร์พูล

ปัญหาแรก “เรื่องเกมรับ” ถือเป็นปัญหาที่ หงส์แดง ยังแก้ไม่ตก มาตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น แม้นัดนี้พวกเขาจะเสียเพียงประตูเดียว แต่หากมาดูรูปเกมจริง ๆ 

ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ยังมีการเล่นเกมป้องกันที่ดูหละหลวมเกินไป ไล่ตั้งแดนหน้า ที่บางจังหวะดูเพรสซิ่งกันไม่ค่อยจน, แดนกลางก็ตัดเกมไม่ค่อยได้ ในขณะที่แดนหลังปัญหาสำคัญ เมื่อพวกเขาดูจะปล่อยให้ เชลซี ได้เข้ามาสร้างสรรค์เกม โจมตีใส่แบบง่ายดายมากเกินไป 

และปัญหาที่สอง เด่นชัดที่สุดในเกมนี้ คือ “ครอบเกมแทบจะไม่ได้” จากปกติแล้ว ลิเวอร์พูล มักเป็นทีมที่ครองเกมได้มากกว่าคู่แข่งแทบตลอด หรือหากน้อยกว่า อย่างน้อยเปอร์เซนต์ก็ยังสูสีกัน

แต่เกมเมื่อคืนนี้ หงส์แดง กลับมีเปอร์เซนต์ครองบอลได้เพียง 35% เท่านั้นตลอดทั้งเกม ส่วนสำคัญเพราะต่อบอลกันติดขัดหลายครั้ง แปปเดียวเสีย แถมยังตัดเกมแดนกลาง เอาบอลกลับมาครอบครองกันไม่ค่อยได้

ซึ่งปัญหาทั้งเรื่องเกมรับและการครองบอลแดนกลาง สามารถแก้ได้ 2 ทางด้วยกัน คือไม่แก้ที่ระบบก็ที่นักเตะ แน่นอนไอระบบเกมบุกแบบ 3-2-2-3 ของ ลิเวอร์พูล

ถูกปรับใช้มาตั้งแต่ช่วง 10 นัดสุดท้ายของซีซั่นก่อน ลามมาจนถึงใช้เป็นแผนหลักตลอดปรีซีซั่น เพราะฉะนั้นหากจะปรับเปลี่ยนระบบการเล่นอีก อาจเป็นช้อยส์ที่ใช้เวลาและค่อนข้างซับซ้อนเกินไปในตอนนี้

เพราะฉะนั้น ช้อยส์เรื่องการแก้ที่นักเตะ จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดซัมเมอร์ยังคงเปิด หงส์แดง จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเสริมทัพ อย่างน้อย ๆ อีก 2 ตำแหน่งด้วยกัน
 

กลางรับธรรมชาติ ต้องเอามาให้ไว้ที่สุด

พอไม่มีกลางรับอาชีพ มันจึงทำให้แดนกลาง สิงห์บลูส์ ที่มี เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ เป็นเดอะ แบก สามารถเจาะตรงกลางของ ลิเวอร์พูล ได้ไม่ยาก และสามารถเก็บบอลกลับมาครอบครองได้มากกว่าฝั่ง หงส์แดง

และจะสังเกตุว่าเกมการเข้าปะทะในแดนกลางของ ลิเวอร์พูล ดูจะด้อยกว่าของ เชลซี เมื่อถึงจังหวะดวลกัน อาจมีเข้าสกัดโดนบ้าง แต่ ลิเวอร์พูล กลับไม่ค่อยได้บอลกลับมาครอง ส่วนสำคัญเพราะพวกเขายังขาดตัวชน-ตัวตัดเกมที่แท้จริง

และที่สำคัญอีก การเอา อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่โดดเด่นยามได้แทงทะลุช่อง และประสานงานกับตัวรุกมาเล่นกลางรับจำเป็น มันเสียของ! แน่นอนว่า แม็ค อัลลิสเตอร์ สามารถเล่นได้ และเล่นได้โอเค แต่ประสิทธิภาพสูงสุดของเขาจะออกมา เมื่อได้เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม และช่วยเกมรุก

อีกคนที่ถูกเอามาใช้เสียของ คือ โคดี้ กัคโป นับตั้งแต่ดูมาต้องยอมรับ ว่าแทบไม่มีนัดไหนที่ กัคโป เล่นดียามได้รับบทบาทกองกลางจำเป็นเลย ทักษะของเขายังไงก็คือตัวรุก เพราะเป็นตัวที่เลี้ยงดี ยิงได้ ทำชิ่งเป็น เอากลับไปเล่นกองหน้าเถอะ จะช่วยทีมได้มากกว่านี้เยอะ

เพราะฉะนั้นชัดเจนครับ กลางรับคือตำแหน่งที่ต้องเสริมให้ได้ และต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะตัวตัดเกมคือสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ขาด ไม่สิ ไม่มีเลย! และการเอานักเตะคนอื่น ถอยต่ำลงมาเล่นทดแทน ก็เป็นการด้อยประสิทธิของผู้เล่นรายนั้นไปด้วยนั่นเอง
 

เซ็นเตอร์คนใหม่ก็จำเป็นไม่ต่างกัน

เป็นตำแหน่งที่จำเป็นต้องเสริมให้ได้เช่นเดียวกับกลางรับ เพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนมาเล่นแผนเกมรุกหลัง 3 จะเห็นว่ามีกองหลัง 1 รายที่ดูเล่นได้ไม่ค่อยถนัด เพราะถูกปรับเปลี่ยนบทบาทการเล่น

นั่นก็คือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เมื่อเขาต้องมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์กึ่งแบ็คซ้าย เห็นได้ชัดเจนว่า ร็อบโบ้ ยังดูสับสนเรื่องการยืนตำแหน่ง รุกก็ไม่สุด รับหลายครั้งก็ถอยไม่ทัน จนกลายเป็นวิ่งมั่ว หลุดพื้นที่ไปหลายครั้ง

เนื่องจากสไตล์การเล่นที่ผ่านมาตลอดอาชีพของ โรเบิร์ตสัน คือการเป็นแบ็คที่วิ่งขึ้นสุดลงสุด แต่เมื่อต้องมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ตัวซ้าย ทำให้จุดเด่นตรงนี้ของเขาหายไป

จะเล่นเกมรับแบบวิ่งไล่เพรสที่ถนัดก็ทำไม่ได้ เพราะจะหลุดตำแหน่ง และ ร็อบโบ้ ก็มักจะหลงลืม เผลอไล่สูงจนหลุดพื้นที่อยู่หลายครั้ง

ส่วนจังหวะเล่นเกมรุก จากเดิมเขาจะใช้วิธีการเติม พอมาเน้นต้องจ่ายบอลจากแนวลึกมากขึ้น ก็ทำได้ไม่ดีเหมือนกับผู้เล่นเซ็นเตอร์ธรรมชาติ

ดังนั้น ตำแหน่งที่ ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องหามาก็คือ เซ็นเตอร์ฝั่งซ้าย ทั้งเอามาแย่งตัวจริงกับ ร็อบโบ้ และคอยสลับสับเปลี่ยนกับ อิบราฮิม่า โคนาเต้ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะต้องยอมรับว่าตัวสำรองอย่าง โจเอล มาติป และ โจ โกเมซ ดูจะฝากผีฝากไข้ไม่ได้สักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เซ็นเตอร์ อีกตำแหน่งที่ใช้คำว่า จำเป็น ต้องเสริมให้ได้ในซัมเมอร์นี้


อย่างไรก็ตาม ปัญหาฟอร์มการเล่นของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก แค่ขาดกลางรับกับเซ็นเตอร์ฝั่งซ้ายธรรมชาติ เท่านั้น เพราะเราจะเห็นว่าการเล่นของ หงส์แดง ยังขาดความลื่นไหล, ความรู้ใจ และความนิ่งในการเล่นของทีม

ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบครั้งสำคัญ จาก 4-3-3 มาใช้แผนบุกแบบหลัง 3 บวกกับการเปลี่ยนของกองกลางยกแผง คงต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกพอสมควร

ท้ายที่สุดนี้ แน่นอนเรื่องการเสริมทัพ เดอะ ค็อป สามารถใจร้อน ออกมาบ่นกันได้ ไม่แปลก เพราะตลาดจะปิดสิ้นเดือนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการเล่นที่ยังไม่ลงตัว ก็อาจต้องใจเย็นให้เวลาทีม จูนปรับเข้าหากันอีกสักหน่อย

ก็หวังว่าจากนี้ ลิเวอร์พูล จะมีการเสริมทัพอย่างน้อย ๆ อีก 2 ตำแหน่งที่จำเป็น พร้อมกับการเล่นที่เป็นทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ.

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline