อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้หงส์ยุค JK ลุ้นแชมป์แทบทุกปี? สำหรับผมมันคือการปลุกใจนักเตะที่โคตรโหด ไม่ว่าคุณจะเจอช่วงเวลาที่แย่ขนาดไหน? พวกเขาใช้เวลาไม่นาน ก็กลับมาสู้ต่อได้ทันที

ย้อนกลับไปฤดูกาล 2015-16 คล็อปป์มาคุมหงส์ปีแรกกลางซีซั่น ในลีกผลงานอาจไม่ปังจบอันดับ 8 แต่พวกเขามีลุ้นไป UCL หากเป็นแชมป์ยูโรปา ทว่าพวกเขาแพ้เซบีย่าแบบน่าเจ็บใจ อุตส่าห์นำไปก่อนแต่โดนแซงคืน 3 ลูกรวด

ใครเห็นก็คงคิดไม่ต่างกัน ลิเวอร์พูลใจฝ่อแน่ เกือบจะได้ไป UCL อยู่แล้ว แต่มาแพ้นัดสำคัญซะงั้น 

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลที่หลายคนคิดว่าจะดร็อป กลายเป็นไม่ดร็อป ปีต่อมาพวกเขาจบท็อป 4 ไปเล่น UCL ด้วยแต้มที่ดีกว่าอาร์เซน่อล และคู่ปรับสำคัญ แมนฯ ยูไนเต็ด

นี่คือครั้งแรกที่ JK มาธีมนักสู้ โดนดูถูกมา ก็เอาผลงานลบคำวิจารณ์ไปเลย แถมไม่ได้ทำครั้งเดียวด้วย พวกเขายังทำต่อเนื่องตามไทม์ไลน์ดังนี้

ฤดูกาล 2017-18 พวกเขาผิดหวังที่แพ้นัดชิง UCL แต่ฤดูกาลต่อมาก็คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ด้วยการชนะสเปอร์ส
 

ในปีเดียวกัน พวกเขาได้รองแชมป์พรีเมียร์ลีกเพราะโดนซิตี้แซงแบบเจ็บใจ โดนดูถูกว่าไม่มีวันซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แน่ แต่สุดท้าย Jk ก็เสกได้สำเร็จในปีต่อมา แถมกวาดไปถึง 99 แต้มด้วย

ฤดูกาล 2020-21 ทีมฟอร์มตก ฟานไดค์เจ็บ ACL ผลงานขึ้นลงจนเกือบหลุดท็อป 4 แต่ฤดูกาลต่อมาพวกเขามีลุ้น 4 แชมป์ พร้อมทำรายได้เป็นสถิติสโมสร 701.7 ล้านยูโร

ฤดูกาลก่อนผลงานก็ไม่ดี จนปีนี้อดไป UCL แถมตลาดซัมเมอร์ก็โดนวิจารณ์หนัก พอไม่ได้ไกเซโด้ แทนที่จะไปทุ่มซื้อคนอื่นที่เป็นเกรด A กลับกลายเป็นใช้เงินน้อยนิดเพื่อเซ็น วาตารุ เอ็นโด

โดนดูถูกยับว่าปีนี้พังแน่ แล้วสุดท้ายเป็นไง? 

เอ็นโดเล่นอย่างโหดจนคนตะลึง, พรีเมียร์ลีกหนาวข้ามปี, ยูโรปาอยู่ในเส้นทางและเป็นเต็ง 1, ลีก คัพ เข้าไปรีแมตช์กับเชลซี ส่วน FA คนคิดว่าจะตกรอบตั้งแต่เจออาร์เซน่อล แต่ก็ผ่านมาได้

นี่คือเสน่ห์ลิเวอร์พูลยุค JK ของแท้ ซึ่งพวกเขาจะทำแบบนี้ไม่ได้เลย หากไม่มีโค้ชเก่งอย่าง JK ที่คอยปลุกใจนักเตะ และคอยทำให้ทุกคนเชื่อว่ากลับมาได้ ที่สำคัญคือไม่ฟลุ๊ก ผลงานมันก็เห็นกันอยู่

พอมาธีมนี้ตลอด คงไม่มีใครกล้าดูถูกเรื่องลุ้น 4 แชมป์อีกต่อไป ซึ่งสำหรับผมแล้ว ฤดูกาลนี้ดูเป็นไปได้มากกว่าหนก่อน ด้วย 2 ปัจจัย

อย่างแรก คือความโหดมันน้อยกว่า ไม่ต้องคิดอะไรมาก การคว้าแชมป์ยูโรปามันง่ายกว่า UCL อยู่แล้ว จริงอยู่ว่าศักดิ์ศรีของ UCL มันใหญ่กว่าเยอะ แต่เราไม่ได้คุยว่าถ้วยไหนมันใหญ่กว่ากัน เรากำลังคุยว่าถ้วยไหนมันคว้าได้ง่ายกว่ากันต่างหาก

อย่างต่อมา คือหนนี้ลิเวอร์พูลเป็นผู้นำในลีก ไม่ใช่ผู้ตาม ต่างกับ 2 ปีก่อนที่ได้ลุ้นพรีเมียร์ลีกจนถึงนัดสุดท้ายก็จริง แต่กว่าแต้มจะสูสี ก็คือโค้งสุดท้าย ส่วนหนนี้ ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงเอง ไม่ต้องไปสนใจทีมอื่น สนแค่การชนะให้มากกว่าก็พอ 

นี่คือเหตุผล ที่ทำให้การลุ้น 4 แชมป์ปีนี้ดูเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีอุปสรรคเข้ามา ผมมองไปที่ยูโรปานั่นแหละ จริงอยู่ว่าการเป็นแชมป์ยุโรปถ้วยรอง มันง่ายกว่าถ้วยใหญ่ แต่ผมไม่อยากตัดความเป็นไปได้ที่จะลดความสำคัญยูโรปาในอนาคต

ประเด็นหลักคือแชมป์ยูโรปาเนี่ย คนไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากนัก สนแค่สิทธิ์ในการไปเล่น UCL ฤดูกาลหน้า แต่ดูจากแต้มตอนนี้ ลิเวอร์พูลไม่น่าหลุดท็อป 4 อยู่แล้ว ยังไงปีหน้าก็ได้ไป UCL คงไม่ต้องหวังทางลัดจากยูโรปาสักเท่าไหร่ 

ดังนั้น พอเตะไปสักพักแล้วโปรแกรมมันถี่ขึ้น เริ่มมีนักเตะเจ็บ บางทีถ้าต้องเลือกระหว่างใส่ตัวจริงเกมลีกหรือยูโรปา? ผมคิดว่า JK อาจจะโรเตชั่นยูโรปา แล้วมาเน้นเกมลีกมากกว่า เพราะถ้าต้องเข้ารอบยูโรปา แต่มีความเสี่ยงพลาดแชมป์ลีก มันก็ไม่คุ้ม

นี่คือบทพิสูจน์ที่เราต้องดูกันต่อ ผมเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง คล็อปป์อาจต้องเลือกลำดับความสำคัญของโทรฟี่ 

ความยากของการลุ้นหลายแชมป์ มันจะมาช่วงท้ายซีซั่นเนี่ยแหละ แต่บอกตามตรง ผมไม่กล้าดูถูกหรือสบประมาทลิเวอร์พูลเลย

คล็อปป์สไตล์นี่น่ากลัวสุดแล้ว ดูถูกเมื่อไหร่? ลบคำสบประมาทเมื่อนั้น 

- Petr Boat -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline