ซึ่งเกมนี้ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ดีกว่าทุกกระบวนท่าจริงๆ มีฝ่ายครองบอล ครองเกม เปิดเกมรุกบุกเข้าใส่ จนเป็นที่มาของสถิติหลังเกมนี้ที่ดีกว่าผู้มาเยือนในทุกมิติ
โดยตลอด 90 นาทีในเกมนี้มีประเด็นบ้างที่น่าสนใจ ขอบสนาม ของเราได้รวบรวมมาให้ทุกท่านได้รับชมกันแล้ว
ลิเวอร์พูล เฉียบขาด
เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับมาจัดหนักใส่ชุดใหญ่ไฟกระพริบอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการโรเตชั่นในบางตำแหน่งในเกมที่พบกับ นอริช ซิตี้ นัดนี้ เวอร์จิล ฟาน ไดค์, หลุยส์ ดิอาซ และ โดมินิค โซบอสซ์ไล กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง
ส่วนฝั่ง เชลซี จัดการส่ง โคล พาร์เมอร์ ลงล่าตาข่าย ร่วมกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, คอเนอร์ กัลลาเกอร์ และ โนนี่ มาดูเอเก้
แน่นอนเกมนี้เหมือนเป็นวันเวย์ และทัพ “หงส์แดง” ดูดีกว่าชัดเจน แถมความเฉียบขาดวันนี้ต้องว่าโหดเหี้ยมพอสมควร และน่าจะจบครึ่งแรกด้วยการหนีห่างเป็น 3-0 ด้วยซ้ำ แต่เดชะบุญ ดาร์วิน นูนเญซ ดันซัดจุดโทษไม่เข้าเสียอย่างนั้น
แต่กระนั้นภาพรวมทุกอย่างต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่าพอสมควร ตัวเลขสร้างสรรค์โอกาสทำประตูมากถึง 28 ครั้ง แตกต่างจาก เชลซี ที่ทั้งเกมมีโอกาสเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แต่ด็สามารถแปรเปลี่ยนมาได้เป็น 1 ประตู
เท่ากับว่านับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ประกาศอำลาตำแหน่งไป เหมือนผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล ถูกเพิ่มพลังเข้าไปด้วย เพราะ 2 เกมหลังสุดจัดการกระซวกตาข่ายคู่แข่งไปมากถึง 9 ประตู และคู่แข่งรายต่อไปของพวกเขาคือ อาร์เซน่อล หนึ่งในแคนดิเดตแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้
เจ้าหนูแบรดลีย์ ของจริง !
หนึ่งในคนที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในเกมนี้คงหนีไม่พ้นเจ้าหนู คอเนอร์ แบรดลีย์ แบ็คขวาดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนเป็นที่มาของการเปิดซิงตุงแรกกับทีมชุดใหญ่ พร้อมกับเหมาคนเดียว 2 แอสซิสต์ แบบงามๆ
ซึ่งก่อนเกมพอรายชื่อออกหลายคนน่าจะกังวลพอสมควรเพราะ แบรดลีย์ ต้องมาดวลกับ สเตอร์ลิ่ง แบบโดยตรง จะสามารถรับมือไหวไหม ? ทว่าภาพรวมที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นสอบผ่านแบบฉลุย และทำได้ดีเกินคาด
สถิติหลังเกมของ แบรดลีย์ ระบุว่าเจ้าตัว สร้างสรรค์โอกาส 4 ครั้ง, ผ่านบอลสําเร็จ 81%, ชนะการดวล 4 ครั้ง, ชนะแท็คเคิล 3 ครั้ง และที่สำคัญคือไม่โดนใครเลี้ยงบอลผ่านได้เลยตลอด 68 นาทีในสนาม
นอกจากนั้นยังสร้างสถิติเป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่สามารถยิงประตู พร้อมกับทำแอสซิสต์ได้ในพรีเมียร์ลีกนัดเดียวกันนับตั้งแต่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เคยทําไว้เมื่อปี 2014 อีกด้วย
จะว่าไปตอนนี้ คอเนอร์ แบรดลีย์ เหมือนเป็นของขวัญที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เปิดโอกาส และมอบเอาไว้ให้ ลิเวอร์พูล ก่อนโบกมือลาทีมหลังจบซีซั่นนี้เหมือนกัน
นูนเญซ แม่นเกิ้น
ถ้า แบรดลีย์ คือคนที่เฉิดฉายในเกมนี้ ฝั่ง ดาร์วิน นูนเญซ ก็คือคนที่ถูกเลือกให้ผิดหวังอย่างแท้จริง แม้จะพยายามพาบอลไปซุกก้นตาข่ายอยู่หลายครั้ง แต่ก็โดนปฏิเสธโดยนายด่านคู่แข่ง หรือไม่ก็เสา คาน ที่ตั้งอยู่เฉยๆ พี่แกก็ซัดบอลไปโดนซะอย่างงั้น
เกมกับ เชลซี ทางฝั่ง นูนเญซ ได้สร้างสถิติใหม่เกิดขึ้นเมื่อเป็นคนแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 ที่ซัดบอลโดนกรอบประตูในเกมเดียวมากถึง 4 ครั้ง ทำให้ยอดรวมในฤดูกาลนี้พี่แกซัดชนเสา ชนคาน รวมกันไปแล้วมากถึง 9 ครั้งด้วยกัน
ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่านี่คือสิ่งที่ นูนเญซ ยังคงต้องยกระดับตัวเองต่อไป ตอนนี้เขามีองค์ประกอบที่ครบเครื่องพอสมควร แต่ปัญหาในเรื่องการจบสกอร์ยังคงแก้ไม่หาย ซึ่งเรื่องแบบนี้ในบางเกมมันสามารถเป็นตัวชี้วัดชัยชนะของทีมได้เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตามถ้านับเฉพาะเกมพรีเมียร์ลีก 4 เกมหลังสุด นูนเญซ มีส่วนร่วมกับประตูของทีมทุกนัด ไล่ตั้งแต่ซัดประตู เบิร์นลี่ย์ แอสซิสต์ในเกมดวล นิวคาสเซิ่ล กดสองนัดไล่ถล่ม บอร์นมัธ และเกมล่าสุดกับ เชลซี แม้จะเป็นนักแม่นเสา แต่ก็มีแอสซิสต์มาฝากแฟนบอลได้เหมือนเดิม
ยอดรวมของ นูนเญซ ในซีซั่นนี้ไม่ได้เลวร้ายเลยนะครับ ลงสนาม 34 นัด จัดการสอยไปแล้ว 11 ประตู กับ 11 แอสซิสต์ เพียงแต่ว่าถ้าพี่แกเฉียบขาดกว่านี้ ยอดรวมการกระทุ้งประตูน่าจะพุ่งทะยานมากกว่านี้
200 เกมของ คล็อปป์
ภายหลังยัดเยียดความปราชัยให้กับ เชลซี ทำให้ตอนนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ คุมทีม ลิเวอร์พูล คว้าชนะในศึกพรีเมียร์ลีกครบ 200 เกมเป็นที่เรียบร้อย จากการคุมทีมในเกมลีกทั้งหมด 318 เกม นับตั้งแต่เข้ามารับงานเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2015
ซึ่งในตัวเลขดังกล่าวมีเพียง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชนะในเกมลีกด้วยจำนวนเกมที่น้อยกว่าที่จำนวน 269 นัด
แน่นอนว่าตัวเลขของ คล็อปป์ คงจะเพิ่มขึ้นอีกพอสมควรก่อนจะถึงวันสุดท้ายของฤดูกาลที่เจ้าตัวจะโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการคุมทีมคว้าชัย 200 เกมไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ คล็อปป์ สามารถยกระดับ ลิเวอร์พูล จนกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และเป็นกุนซือของทีมเพียงไม่กี่คนที่สามารถรังสรรค์สถิตินี้ให้เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตามสถิติเหล่านี้คงไม่สำคัญเลย เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือความสำเร็จเพื่อส่งท้ายกุนซือชาวเยอรมันรายนี้แบบสวยงามมากที่สุด
เพื่อปิดฉากตำนานกุนซือที่เหล่า เดอะ ค็อป รักมากที่สุด ด้วยโทรฟี่แชมป์ที่กำลังอยู่ในเส้นทางครบทั้ง 4 รายการ ณ ตอนนี้















