การตกรอบที่ไม่เสียเปล่าของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

จบลงไปเรียบร้อยสำหรับเส้นทางของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับการแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ หลังบุกไปพ่ายแพ้ให้กับ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส 0-2 ถึงประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวานที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ชุนบุค ที่เป็นแชมป์ เคลีก ถึง 5 สมัยจาก 9 ซีซั่นหลังสุด และเป็นแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 2 สมัยในปี 2006 กับ 2016 ภายใต้การคุมทัพโดย ชอย กัง ฮี พวกเขาสุดยอดจริงๆ และแข็งแกร่งในบ้านตัวเองอย่างมาก ยากเกินจะต้านทานเหลือเกิน แม้แต่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่แพ้ใครในการไปเยือนในรอบแบ่งกลุ่ม เอซีแอล ปีนี้ ก็ตามที

แต่แม้จะตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแล้ว ทว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ไม่เสียเปล่าอย่างแน่นอน ที่ก้าวเข้ามาถึงรอบน็อกเอาท์อีกครั้ง เพราะพวกเขาได้เติมเต็มประสบการณ์ในฟุตบอลระดับเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับเหล่าลูกเจี๊ยบของทีม โดยมีนักเตะถึง 4 รายที่อายุยังไม่เกิน 21 ปี ในปีนี้ ที่ได้ลงเล่นในเกมเอซีแอล ซีซั่นนี้ ซึ่งมีสถิติดังต่อไปนี้

สุภโชค สารชาติ ลงครบทุกเกม 8 เกม ตัวจริง 5 เกม สำรอง 3 เกม จำนวนทั้งสิ้น 433 นาที
ศุภชัย ใจเด็ด ลงสนาม 7 เกม ตัวจริง 1 เกม สำรอง 6 เกม จำนวนทั้งสิ้น 225 นาที
รัตนากร ใหม่คามิ ลงสนาม 5 เกม ตัวจริงทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 450 นาที และยิงได้ 1 ประตู
อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ลงสนาม 3 เกม เป็นตัวสำรองทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 6 นาที

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะอายุไม่เกิน 23 ปี อีก 1 ราย ที่ได้ลงสนาม และทำผลงานดีเยี่ยมจนคนกล่าวชื่นชม พร้อมทั้งได้ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ศศลักษณ์ ไหประโคน ซึ่งได้ลงสนามทุกเกม 8 นัด เป็นตัวจริง 3 เกม และสำรองอีก 5 เกม

“การส่งนักเตะอายุน้อยลงสนามจำนวนถึง 5 ราย นั่นหมายถึงว่า พวกเขาเป็นทีมที่ยังคงมีอนาคต และจะกลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง”

นอกเหนือจากนี้ ในภาพรวมของไทยลีกทั้งหมด การตกรอบน็อกเอาท์ครั้งนี้ของ “เซราะกราว” ก็ไม่ได้เสียเปล่าแต่อย่างใด เพราะ ณ ขณะนี้ ไทยลีกได้ก้าวข้าม แซงนำ เอลีก ออสเตรเลีย ไปเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในอันดับ 4 ของลีกในฝั่งเอเชียตะวันออก สำหรับค่าสัมประสิทธิ์ที่จะนำมาคิดโควตาจำนวนทีมสโมสรที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้ารอบน็อกเอาท์ได้ในซีซั่นนี้ และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็สามารถผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์มาได้เมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ ทีมจากเอลีก ออสเตรเลีย ต่างตกรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด

ทั้งนี้ ค่าสัมประสิทธิ์ดังกล่าวจะคิดอีกเพียง 1 ปี ในปี 2019 เพื่อกำหนดโควตาครั้งใหม่ โดยคิดจากผลงานสโมสร 90% และคิดจากผลงานทีมชาติอีก 10%

ไม่แน่ว่า อนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นทีมจากไทยลีก ได้เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มของ เอซีแอล แบบอัตโนมัติถึง 2 ทีม ก็ได้ ซึ่งหากอะไรหลายๆ อย่างเป็นใจ เราก็อาจจะได้เห็นทีมจากไทยลีก 2 ทีม ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ เอซีแอล พร้อมกันเป็นครั้งแรก

ก็บอกแล้วว่า การตกรอบครั้งนี้ ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไมเสียเปล่าเลยสักนิด…

“จอน”

RELATED NEWS