นับตั้งแต่การคว้าแชมป์โลกของบรรดา "สิงโตคำราม" รุ่นปู่เมื่อ 52 ปีที่แล้ว ทีมชาติอังกฤษก็ยังไม่เคยพุ่งชนความสำเร็จอีกเลย ทั้งที่ก็มีนักเตะฝีเท้าดีหมุนเวียนขึ้นมาติดทีมชาติ นั่นเป็นเพราะอะไรกัน

ทีมชาติอังกฤษอาจไม่ใช่ชาติที่มีแฟนบอลไทยเชียร์มากที่สุด แต่ก็น่าจะมีความผูกพันมากที่สุด เพราะการนั่งเกาะติด พรีเมียร์ลีก อยู่ทุกสัปดาห์ ทีมเชียร์ทีมหลักก็อยู่ในอังกฤษเสียส่วนใหญ่ น่าจะทำให้ได้เห็นนักเตะเหล่านี้ลงสนามอยู่บ่อยๆ ทุกชุดของทัพ "สิงโตคำราม" มาพร้อมกับนักเตะระดับสตาร์ที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในซีซั่นนั้นๆ แต่เป็นเวลา 52 ปีมาแล้วที่พวกไม่ประสบความสำเร็จเลยบนเวทีระดับนานาชาติ นักเตะไม่เก่งเหรอ กุนซือไม่ดีเหรอ หรือมีอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้พวกเขาไม่อาจคว้าถ้วยแชมป์มาประดับบารมีได้อีกเลย 1. โชคร้าย พอไม่รู้จะหาเหตุผลอะไร ก็โทษโชคชะตาไว้ก่อน อังกฤษ หลายๆ ครั้งที่ทัพ "สิงโตคำราม" ลุยทะลุเข้าไปได้ถึงรอบลึกๆ 8 ทีมบ้าง รอบรองชนะเลิศบ้างในบางทัวร์นาเมนต์ หรือแม้แต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเจอทีมระดับยักษ์ใหญ่ ซึ่งไม่เคยเป็นปัญหา สู้ได้ ฝีเท้าไม่เป็นรอง ดึงเกมมาจนถึงช่วงการดวลจุดโทษ และมาแพ้ตรงนี้ทุกครั้ง ไม่ต้องสืบ มีให้เสียหมาทุกรายการ อย่างไรก็ตาม ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาตกรอบด้วยการแพ้ดวลจุดโทษคือ ยูโร 2012 ฟุตบอลโลก 2014 ตกรอบแรก ขณะที่ ยูโร 2016 แพ้ ไอซ์แลนด์ ตกรอบ 16 ทีม แต่ อังกฤษ ก็ยังเชื่อว่าการดวลจุดโทษเป็นจุดอ่อนของตัวเอง ตอนนี้สั่งซ้อมกันเป็นการด่วน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านรอบแบ่งกลุ่มหรือเปล่าด้วยซ้ำ 2. แท็กติกและกุนซือไม่พัฒนา ทีมชาติอังกฤษเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ใช้กุนซือภายในประเทศมาตลอด และต้องยอมรับตามตรงว่าชื่อชั้นกุนซือ "สิงโตคำราม" หากเทียบกับทีมชั้นนำด้วยกันยังถือว่าสู้กันไม่ได้ แกเร็ธ เซาธ์เกต สมัยคุมทีมสโมสร ผลงานไม่เป็นโล้เป็นพายด้วยซ้ำ แถมยังใช้แท็กติกเดิมๆ การเล่นรูปแบบเดิมๆ เน้นการเข้าทำจากบอลยาว เล่นกันที่ริมเส้น ซึ่งเป็นกันมาตั้งแต่เรายังจำความได้ แม้ว่าชาติอื่นจะพัฒนาไปตามยุคสมัย แต่อังกฤษ เล่นยังไง ก็อย่างงั้นมาตลอด กุนซือสู้คนอื่นเขาไม่ได้ไม่พอ ยังเล่นระบบที่ชาวบ้านเขารู้ทัน มันจะไปไหนรอด ไม่ใช่แค่นั้น ความจริงจังของแคมป์ทีมชาติยังอยู่ในระดับต่ำ ความเข้มงวดแทบไม่มีเลย นักเตะเหมือนมาเที่ยวเล่น หอบลูกจูงแฟนมาพักร้อน หากทีมกับชาติอย่างเยอรมันที่ห้ามสื่อบรรเทิงทุกชนิด นี่คือการทำภารกิจ ไม่ใช่เล่นสุก ความจริงจังก็ต่างกันแล้ว 3. นักเตะถูกยกย่องเกินจริง หลายยุคหลายสมัยที่นักเตะอังกฤษเป็นระดับสตาร์ และถูกยกให้เป็นนักเตะแถวหน้า ทั้งที่ความเป็นจริงพวกเขาเหล่านั้นฝีเท้ายังไปไม่ถึงจุดที่ว่า 11 คนที่ลงไปเล่น จะมีสักกี่คนที่เรียกได้ว่าเป็น เวิลด์คลาส จริงๆ แต่ด้วยความที่เป็นลีกที่มีคนดูมากที่สุด ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็เลยมีคนอวยมากที่สุดไปด้วย ทุกวันนี้ถ้าคนไม่ดูบอลมาอ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์แบบผ่านๆ คงนึกว่า แฮร์รี่ เคน เป็นนักเตะระดับเดียวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ ไปแล้ว 4. สื่อในประเทศสร้างความกดดันให้นักเตะ สื่อในประเทศอังกฤษ มีบทบาทสำคัญกับวงการฟุตบอลมาโดยตลอด ตั้งแต่การแข่งขันในประเทศ เวทีระดับทวีป หรือในระดับนานาชาติ สื่อมักจะนำเสนอทีมตัวแทนในระดับตั้งความหวังว่าจะต้องทำผลงานให้ดีในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ ประหนึ่งว่าตัวเองยังเก่งอยู่ มีแรงค์กิ้งเป็นท็อป 5 ฟีฟ่า ไม่สนใจว่าจะห่างหายความสำเร็จ พกความมั่นใจอะไรนักหนามาก็ไม่อาจทราบได้ แต่สื่ออังกฤษได้โยนความกดดันให้กับบรรดานักเตะ "สิงโตคำราม" ทุกครั้งที่ลงสนามในแบบ "ตั้งใจ" และมันก็กลายเป็นหอกที่คอยทิ่มแทงตัวเองเสมอมา 5. ระบบลีกที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาดาวรุ่ง ลีกอังกฤษ อาจไม่ใช่ลีกที่มีทีมแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป แต่เป็นลีกที่การแข่งขันสูง ในทุกๆ ฤดูกาลแชมป์แทบจะไม่เคยซ้ำหน้า หลายทีมพยายามเสริมเติมแต่งทุ่มงบประมาณเพื่อให้สโมสรตัวเองขึ้นไปอยู่อันดับสูงๆ ให้ได้ นั่นทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่มีแต่นักเตะต่างชาติระดับยอดฝีเท้า เพราะต้องการความสำเร็จแบบรอไม่ได้ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้เติบโตเหมือนเมื่อ นานๆ จะมีขึ้นมาสักคน หรือต่อให้มีก็อยู่กระจายกันไปหลายสโมสร มารวมตัวกันที ทีมเวิร์คก็ไม่ค่อยมี สไตล์ก็ต่างกันไป เพราะตอนเล่นระดับสโมสรมันเป็นทีมแบบสหประชาชาติไปแล้ว ขาดเอกลักษณ์ไปจนปรับให้เข้าหากันยาก

- เทพเฟี๊ยต -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline