ก่อนศึกฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มต้นขึ้น คงมีเพียงไม่กี่คนบนโลกที่ทายว่า โครเอเชีย จะมาไกลได้ถึงรอบรองชนะเลิศ แต่มันเป็นไปแล้ว และบุคคลสำคัญที่ทำให้ "ตาหมากรุก" มาได้ไกลขนาดนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ลูก้า "เดอะแบก" โมดริช นั่นเอง
ต้องยอมรับตามตรงว่า 4 ชาติสุดท้ายในรอบรองชนะเลิศ โครเอเชีย ดูมีภาษีน้อยที่สุด ทั้งในเรื่องของผลงานรอบน็อคเอ้าท์ 2 นัดที่ผ่านมา ที่ต้องลุ้นถึงดวลจุดโทษ รวมถึงสตาร์ดังในทีมก็ไม่ได้มีเยอะเหมือน อังกฤษ, เบลเยี่ยม และ ฝรั่งเศส
ดังนั้น ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์กัปตันทีมวัย 32 ปี ผู้นี้นี่แหละที่ถูกมองว่าเป็นเดอะแบก ที่อยู่ยงคงกระพันธ์ที่สุดในบอลโลกหนนี้ เพราะชาติที่ถูกมองว่ามี "เดอะแบก" ก็ต่างกระเด็นตายตกไปตามกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โปรตุเกส ของ โรนัลโด้, อาร์เจนติน่า ของ เมสซี่, โปแลนด์ ของ เลวานดอฟสกี้ หรือจะเป็น อียิปต์ ของ ซาลาห์ ก็ตาม
หากใครได้ชม โครเอเชีย ลงเล่นทั้ง 5 นัดที่ผ่านมา ก็คงจะเห็นคล้ายๆ กันว่าหากไม่มี โมดริช คอยขับเคลื่อนเกม และบัญชาเกมแดนกลางทัพ "ตาหมากรุก" คงไม่น่าหลุดรอดมาถึงรอบรองชนะเลิศได้ ที่ผมพูดคงไม่เว่อร์เกินไปนัก แต่ถ้าใครไม่เชื่อ ก็มาดูสถิติของสตาร์ดังจาก เรอัล มาดริด ที่ ฟีฟ่า บันทึกเอาไว้ตลอดการลงเล่น 5 นัดที่ผ่านมาของเจ้าตัวกันหน่อยครับ
กองกลางผมสวย อยู่ในสนาม 485 นาที ตลอด 5 เกมที่ผ่านมา วิ่งไปมากถึง 50.8 กิโลเมตร ซัดไปแล้ว 2 ประตู เสียดายที่สังหารจุดโทษไม่เข้าในช่วงต่อเวลากับ เดนมาร์ก แต่ทีมก็ยังผ่านเข้ารอบมาได้ ไม่งั้นได้กลายสภาพจาก "เดอะแบก" เป็น "แพะรับบาป" แน่นอน
ตลอดทัวร์นาเม้นท์ โมดริช หาโอกาสยิงได้ทั้งสิ้น 10 ครั้ง ตรงกรอบ 4 หลุดกรอบไป 5 ติดบล็อก 1 ซึ่งใน 10 ครั้งนี้ เป็นการส่องไกลนอกกรอบเขตโทษถึง 7 ครั้ง ต่อมามาดูสถิติสำคัญซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดของพี่แกนั่นก็คือการจ่ายบอล
ต้องบอกว่าทัวร์นาเม้นท์นี้ โมดริช ผ่านบอลไปเยอะมากถึง 367 ครั้ง แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือเข้าเป้าถึง 304 ครั้ง! โดยแบ่งเป็นการจ่ายบอลสั้น 80 ครั้ง จ่ายบอลระดับกลางๆ 176 ครั้ง และวางบอลยาวสำเร็จถึง 48 ครั้ง ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆ
แต่ใช่ว่าจุดอ่อนจะไม่มี เพราะด้วยรูปร่างที่ดูผอมบาง บวกกับส่วนสูงแค่ 172 เซ็นติเมตร ก็ทำให้พี่แกมีจุดอ่อนที่เกมรับ และการแท็คเกิ้ล สถิติบ่งชี้ว่าตลอด 5 นัดที่ผ่านมา โมดริช เข้าปะทะแย่งบอลกับคู่แข่งทั้งสิ้นแค่ 8 ครั้ง และไม่สามารถเอาชนะได้เลย แม้แต่ครั้งเดียว แต่อย่างว่าหน้าที่นี้ก็ให้คนอื่นรับผิดชอบไป เพราะหน้าที่แกคือขับเคลื่อนเกม วางบอลจ่ายบอล ทำทางให้เพื่อนยิงประตู
นอกจากนี้พี่แกยังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยม หรือ "แมน ออฟ เดอะ แมตซ์" มากถึง 3 เกมด้วยกัน แถมว่ากันว่าถ้าเกมที่เจอกับ เดนมาร์ก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซัดจุดโทษเข้าไป ก็คงได้รับเลือกอีกตามเคย
สถิติทั้งหมดนี้ที่ฟีฟ่าบันทึก และรางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตซ์" 3 จาก 5 เกม คงเป็นเครื่องการันตีชี้ชัดแล้วว่า โครเอเชีย ขาดเขาไปไม่ได้จริงๆ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทัพ "ตาหมากรุก" จะไปได้ไกลถึงรอบชิง, ถึงแชมป์โลก หรือจะจอดป้ายรอบรอง ด้วยน้ำมือของ ทีมชาติอังกฤษ แต่พูดก็พูดถ้า โครเอเชีย ทะลึ่งได้แชมป์โลกขึ้นมาจริงๆ รางวัล "บัลลง ดอร์" อาจไม่ใช่ของ โรนัลโด้ หรือ เมสซี่ แต่อาจเป็น ลูก้า โมดริช ก็เป็นได้
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม