แฟนๆ เชลซี อาจจะดูหน้าระรื่นกับการได้กุนซือใหม่อย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ รวมถึงตัว จอร์จินโญ่ ที่มาจาก นาโปลี ทั้งคู่ แต่มันจะคุ้มค่ากับความรู้สึกไหมถ้าเกิดต้องเสีย เอแด็น อาซาร์ ไป

อาซาร์ ออกมาพูดเปรยๆ ถึงเรื่องอนาคตของตัวเองบ่อยครั้งในพักหลัง มันถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อนจนเกิดเป็นสัญญาณว่า 'กูอาจจะย้ายทีมก็ได้' อาซาร์ มีความฝันมาตลอดว่าอยากย้ายไปค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด สักวัน และสถานการณ์ตอนนี้มันก็เป็นใจด้วยเมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ตัดสินใจย้ายไป ยูเวนตส เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันอาจถึงเวลาจริงๆ แล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ ถ้าจะจากกันไปแบบนี้มันก็ยังเป็นการจากไปด้วยดี ดังนั้นเพื่อให้เหล่าสาวกได้นึกถึงเขา เราจะย้อนกลับไปดูช่วงชีวิตของ เอแด็น อาซาร์ ในร้้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ กันว่ามีเหตุการณ์ใดบ้างที่น่าจดจำสำหรับเขาตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา... เช็คอินที่ เดอะ บริดจ์ หลังจาก เชลซี เถลิงบัลลังก์แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ได้อย่างยิ่งใหญ่ จากนั้นวันที่ 4 มิถุนายน 2012 เชลซี ได้ประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัว เอแด็น อาซาร์ มาจาก ลีลล์ ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 17 แทนที่ โชเซ่ โบซิงวา จริงๆ ก่อนที่ เชลซี จะมาวินกับการได้ลายเซ็น อาซาร์ กระแสมันโน้มหนักไปทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยู่ใต้บัลลังก์ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มากกว่าด้วยซ้ำ แต่สาเหตุที่พี่แกนั้นเลือกมาลอนดอนก็เพราะปีนั้น เชลซี ได้ถ้วย ยูซีแอล พอดี "ผมดู แชมเปียนส์ ลีก นัดชิงเหมือนทุกคนนั่นแหละ เกมอย่างนี้มีความกดดันมากกว่าปกติ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะชินกับมันแล้ว ผมเองก็เป็นประเภทเล่นดีเวลากดดันเหมือนกัน” "จริงอยู่ที่มีหลายทีมสนใจผม แต่พอเชลซีได้แชมป์ยุโรป ผมก็คิดกับตัวเองว่า 'ทำไมไม่ทีมนี้ล่ะ?” เอแด็น อาซาร์ กล่าวไว้หลังชูเสื้อในฐานะนักเตะคนใหม่ของ เชลซี เปิดตัวเกมแรกในสีเสื้อ เชลซี อาซาร์ ได้ลงสนามนัดแรกให้ เชลซี เป็นเกม คอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-3 ที่ วิลล่า พาร์ค อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมาก็ได้ประเดิมเกม พรีเมียร์ลีก นัดแรกในนัดบุกไปเยือน วีแกน แอธเลติก ที่ ดีดับบลิว สเตเดี้ยม และวันนั้น อาซาร์ ได้แอสซิสต์ให้ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ยิงประตูได้ แถมยังเรียกจุดโทษให้ทีม และเป็น แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ส่วนการเล่นต่อหน้าสาวก 'เดอะ บลูส์' ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ อาซาร์ ได้เล่นครั้งแรกที่นั่นในเกมที่เจอกับ เร้ดดิ้ง และเขาก็มีฟอร์มที่โดดเด่นต่อเนื่อง ทั้งเรียกจุดโทษให้กับทีม และแอสซิสต์ให้ แกรี่ เคฮิลล์ และ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ทำประตูก่อนที่ทีมจะชนะไป 4-2 ก่อนที่จากนั้นจะได้เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดแรกกับ เชลซี ในการเจอกับ ยูเวนตุส มีชื่อบนสกอร์บอร์ดครั้งแรก จากนั้น 3 วันหลังจากถลุง เร้ดดิ้ง มา 4-2 และจ่ายให้เพื่อนยิงไปหลายลูกคราวนี้ อาซาร์ ก็สามารถซัลโวประตูแรกในสีเสื้อของทัพ 'สิงโตน้ำเงินคราม' ได้แล้วในเกมที่ชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 และนั่นเหมือนเป็นการปลดล็อคไกปืนสำหรับเขา เพราะจากนั้นพี่เล่นยิงเอาๆ เลย พอเข้าสู่ช่วงเดือนธันวาคม 2012 อาซาร์ ทำประตูได้ในเกมชนะ นอริช 4-1, ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 5-1,ถล่ม วิลล่า 8-0 ชนะ สโต๊ค ซิตี้ 4-0, และนัดที่เสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 เด็กเก็บบอลตัวแสบ การโดนไล่ออกของผู้เล่นส่วนใหญ่มันก็มาจากการทำฟาวล์หรืออัดใส่คู่แข่งในระหว่างเกม ถ้ามันต่างจากนี้ไปก็ถือเป็นเคสที่แปลกประหลาด แต่มันก็ได้เกิดขึ้นกับ อาซาร์ ในรอบตัดเชือก ลีก คัพ ปีนั้นที่เจอกับ สวอนซี ซิตี้ โดยพี่แกพยายามรีบไปเก็บบอลมาเล่นต่อเพราะเกมกำลังตมหลังอยู่ ทว่าเด็กเก็บบอลเจ้าบ้านกลับไม่ยอมให้บอล มิหนำซ้ำยังนอนทับอีกต่างหากเพื่อเป็นการถ่วงเวลา ก็เลยทำให้ อาซาร์ ตบะแตกละแตะเข้าไปที่ชายโครงของไอ้เด็กแสบ ก่อนถูกผู้ตัดสินชูใบแดงไล่ออกทันที แถม เอฟเอ ยังมาลงโทษซ้ำอีกในเวลาต่อมา แชมป์ยุโรปสมัยแรก (แต่ไม่ใช่ แชมเปี้ยนส์ ลีก) เชลซี หลุดเส้นทางการป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตั้งแต่ไก่โห่เพราะต้องจอดป้ายแค่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น ก็เลยร่วงหล่นไปลุยต่อในด่านล่างอย่างเวที ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และก็ไปไกลจนถึงรอบชิงชนะเลิศตลอดจนได้ครองแชมป์ในที่สุดจากการเอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 ทว่าเกมนั้น อาซาร์ ไม่ได้ลงเล่นเพราะมีปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่ที่ผ่านมาถือมีส่วนสำคัญมากๆ ที่พาต้นสังกัดกรุยทางมาถึงด่านสุดท้ายได้ แฮตทริกครั้งแรกกับ เชลซี อยู่กับ เชลซี มาแล้วปีกว่า อาซาร์ ก็มีการพัฒนาตัวเองขึ้นอีกเยอะ จากตัวทำเกมเดินเกม จ่ายบอล เขาเริ่มยิงประตูได้ถี่ขึ้นในยุคที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุม เชลซี ในคำรบที่ 2 จนมาทำแฮตทริกครั้งแรกในการเจอกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 ต่อสัญญาใหม่สยบข่าวลือ ฤดูกาล 2014-15 อาซาร์ ได้เปลี่ยนใส่เสื้อเบอร์ 10 แทน ฆวน มาต้า ที่ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และฟอร์มการเล่นในปีนั้นของพี่แกมันเฉิดฉายมากๆ จนหลายๆ ฝ่ายยกย่องว่าในช่วงเวลานั้น อาซาร์ 1 ใน 3 นักเตะที่ดีที่สุดในโลกร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และนั่นก็เป็นที่มาของกระแสข่าวลือที่ว่า เรอัล มาดริด อยากได้ตัว อาซาร์ ไปเสริมความแข็งแกร่ง แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ตัดสินใจเลือกต่อสัญญาใหม่ไปอีก 5 ปีครึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2015 แชมป์ พรีเมียร์ลีก และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ด้วยแววอันเฉิดฉายหรือจะเรียกว่าปีทองของ อาซาร์ เลยก็ว่าได้ เพราะปีนั้นเขาพา เชลซี ไปไกลถึงการเถลิงบัลลังก์แชมป์ พรีเมียร์ลีก พ่วงด้วยถ้วย ลีก คัพ อีก 1 ใบ นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ ด้วยเสียงที่เป็นเอกฉันท์ด้วย รวมไปถึงได้รับโหวตจากแฟนๆ ให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีประจำสโมสร เชลซี 2 ปีติดต่อกันด้วย ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง หลังจากเป็นแชมป์ดูเหมือน เชลซี จะมีปัญหาภายในมากขึ้นทั้งเรื่องหมอเอวา การ์เนโร่, กระแสการเล่นไล่ โชเซ่ มูรินโญ่ ตลอดจนนักเตะในทีมผลงานดร็อปลงไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งหนึ่งในนั้น รวมถึง อาซาร์ ด้วย เขาตีนบอดมานานถึง 2,358 นาทีหรือกินเวลาเกือบๆ 30 นัด จนกระทั่งการจากไปของ มูรินโญ่ เขาก็เริ่มกลับมายิงประตูได้ในเกม เอฟเอ คัพ กับ มิลตัน คีนส์ ดอนส์ แถมนั่นยังเป็นประตูที่ 50 ในสีเสื้อ เชลซี ด้วย การย้ายกลับ ฝรั่งเศส ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมาของ อาซาร์ ก่อนหน้านี้ เรอัล มาดริด ก็อยากได้ตัวไปทีหนึ่งแล้ว มาคราวนี้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อาศัยช่วงที่ เชลซี กำลังตกต่ำแสดงความสนใจว่าอยากกระชากตัว อาซาร์ กลับไปยัง ฝรั่งเศส อีกครั้ง แถมตัวนักเตะยังดูทอดสะพานอีกต่างหากด้วยการเปิดใจว่า 'มันคงยากนะถ้าจะต้องปฏิเสธทีมอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง' แต่ถึงกระนั้นการย้ายทีมมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนั้น ประตูดับฝัน สเปอร์ส มันน่าเซอร์ไพรส์มากๆ ที่ฤดูกาลนั้นเหล่าบรรดาทีมใหญ่ๆ ต่างก็พลาดท่าสะดุดทำแต้มหล่นกันง่ายๆ จนทำให้การลุ้นแชมป์มันมีแค่ทีมเล็กๆ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นทีมใหญ่อย่างเต็มตัว สเปอร์ส บุกมานำ เชลซี 2-0 ถึง เดอะ บริดจ์ ในครึ่งแรกของเกมที่ 3 ก่อนจะจบฤดูกาล พวกเขาจำเป็นต้องชนะให้ได้เพื่อต่อลมหายใจในการลุ้นแชมป์และคอยแช่ง เลสเตอร์ เอา แต่ครึ่งหลังเจ้าถิ่นก็มีลูกฮึดจนตีไข่แตกได้จาก แกรี่ เคฮิลล์ ก่อนท้ายที่สุดจะมาเจอทีเด็ดของ อาซาร์ ที่ลากขึ้นมาเองจากกลางสนาม ก่อนจะทำชิ่ง ดีเอโก้ คอสต้า และจบด้วยการปั่นเสียบมุมสามเหลี่ยมสุดสวยเป็นประตูตีเสมอ 2-2 และนั่นเป็นการดับฝันคู่อริร่วมเมืองในการลุ้นแชมป์ทันที การร่วมงานกับ ซีเนดีน ซีดาน คือความฝัน อาซาร์ กลับมามีฟอร์มโหดอีกครั้งในฤดูกาล 2016-17 ในยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ และมีชื่อทำประตูในเกมสำคัญๆ อย่างนัดถลุง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0, ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งไปและกลับ 3-1, 2-1 ตลอดจนการอัด อาร์เซน่อล อีก 3-1 เป็นต้น กระทั่งพา เชลซี เป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในปีนั้น และนั่นทำให้เจ้าตัวกลายเป็นที่หมายหัวมากขึ้นโดยเฉพาะกับ เรอัล มาดริด อาซาร์ ตอบสนองกับข่าวลือดังกล่าวไว้ว่า “ทุกคนรู้ถึงความเคารพที่ผมมีให้ซีดานในฐานะนักเตะแต่ในฐานะผู้จัดการทีมเขาคือไอดอลของผม ผมไม่รู้หรอกนะว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับอาชีพของผมในอนาคต อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าการลงเล่นให้กับซีดานเป็นเหมือนฝันเลยล่ะ ผมมีความสุขกับชีวิตที่เชลซีนะ ผมยังมีอีกหลายสิ่งให้ประสบความสำเร็จร่วมกับทีม ตอนนี้ผมโฟกัสกับการเล่นให้เชลซีเท่านั้น” เจ็บยาวครั้งแรก ที่ผ่านมาตลอด 5-6 ปีกับ เชลซี เอแด็น อาซาร์ เป็นนักเตะที่โดนคู่แข่งเตะใส่บ่อยที่สุด แต่ก็ไม่ค่อยเจ็บยาวๆ เท่านั้น จนกระทั่งในเกมทีมชาติช่วงก่อนเปิดซีซั่น 2017-18 อาซาร์ ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าในการรับใช้ทีมชาติ เบลเยี่ยม จนต้องพักถึง 8 สัปดาห์เลยทีเดียว ประตูที่ 100 กับ เชลซี เชลซี อาจจะมีช่วงที่ผลงานสะดุดๆ ลงไปเยอะ จนโอกาสการป้องกันแชมป์แทบไม่มี แต่โดยส่วนตัว อาซาร์ ก็ยังคงเยี่ยมยอดและเป็นความหวังเบอร์ 1 ของทีมตามเดิม เขายิงประตูที่ 100 ให้กับ เชลซี ได้แล้วในนัดบุกถล่ม ไบร์ทตัน 4-0 ถึง ฟัลเมอร์ สเตเดี้ยม ถึงแม้ เรอัล มาดริด จะไม่มี ซีดาน แล้ว ? ‘ถ้าถามผมว่า เรอัล มาดริด ยังเป็นความฝันของผมอยู่ไหมเมื่อไม่มี ซีดาน? ขอบอกก่อนว่า ซีดาน เป็นบุคคลที่มหัศจรรย์ นั่นคือเรื่องจริง แต่ผมคิดว่าการเล่นให้ เรอัล มาดริด เป็นความฝันของนักเตะทุกคน’ นี่คือบทสัมภาษณ์ของ เอแด็น อาซาร์ เมื่อ 5 วันก่อนหลังถึงถามถึงฝันการร่วมงานกับ ซีเนดีน ซีดาน ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่กับ เรอัล มาดริด แล้ว บวกกับสถานการณ์ที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กำลังจะย้ายทีม บทสัมภาษณ์ล่าสุดหลังจบเกม ฟุตบอลโลก 2018 อาซาร์ เป็นกัปตันทีมชาติ เบลเยี่ยม และก็เพิ่งพาชาติเกิดทุบ อังกฤษ ไป 2-0 พร้อมกับชิงตำแหน่งเหรียญเงินหรือที่ 3 มาได้ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้เปิดใจถึงเรื่องอนาคตของตัวเองอีกครั้ง "หลังจากที่มีช่วงเวลา 6 ปีที่ยอดเยี่ยมกับ เชลซี มันอาจจะถึงเวลาที่จะต้องออกไปค้นหาสิ่งแปลกใหม่ ผมสามารถตัดสินใจได้ว่าจะอยู่หรือไป แต่ เชลซี จะเป็นคนตัดสินขั้นสุดท้าย" "สำหรับอาชีพการเล่นฟุตบอลของผมนั้น โดยเฉพาะหลังจากจบศึก เวิลด์ คัพ หนนี้ ผมคิดว่า ผมได้มาอยู่ในจุดที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราทุกคนต่างรู้ดีว่า ผมรู้สึกดีที่ เชลซี และผมก็มีข่าวเกี่ยวโยงกับสโมสรใหญ่ๆ ตลอด สัปดาห์หน้าอาจจะมีข่าวกับ บาเยิร์น (มิวนิค) ก็ได้ แค่ขำๆ นะ พวกคุณก็คงรู้แหละว่าผมอยากจะไปไหน"

-HaMuDosSantos-

 
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline