ฟุตบอล “ไทยลีก” เตะจบนัดที่ 26 ของฤดูกาลไปแล้ว จากนี้เกมจะหยุด 1 เดือนให้ ทีมชาติไทย ไปแข่งขัน “กีฬาเอเชี่ยนเกมส์” ครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดเซีย
กระแสของฟุตบอลไทยจะมุ่งเป้าไปที่ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่แดน “อิเหนา” กันละครับ ส่วนความคาดหวังของ “ช้างศึก” ในมหกรรมกีฬาของชาวเอเชียเป็นเรื่องของมุมมองแต่ละคน
ที่แน่ๆวงการกีฬาไทยคงคาดหวังผลงานนักเตะ “ช้างศึก” ไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่กดดันจน
สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ต้องสั่ง
“เบรก” ให้ลีกหยุดแบบนี้แน่นอน !!!
ป่วยการที่จะไปคิดและตั้งคำถามครับว่ากีฬาเอเชี่ยนเกมส์ไม่ใช่ทัวนาเมนต์ระดับ
“เมเจอร์” ที่ต้องจำยอมหลีกทางให้ แล้ว
“ทำไมลีกต้องหยุด” หรือ
“หยุดทำไม”
เอาเป็นว่าทุกอย่างมีเหตุและผลของมัน แต่จะสมเหตุสมผลหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง บางเรื่องที่อธิบายเหตุผลเป็นข่าวออกมามันอาจมีอะไรมากมายกว่านั้น
“หลังไมค์” !!!
สิ่งสำคัญอยู่ที่การเอา
“บทเรียน” ที่เกิดขึ้นไปแก้ไขในอนาคตข้างหน้าดีกว่า ไม่ใช่พอถึงช่วงมหกรรมกีฬาแบบนี้ทั้งทีมชาติและสโมสรก็เจอแต่ปัญหาซ้ำซากเดิมๆอยู่ร่ำไป
ถึงตรงนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำไปตามนั้นละครับ นักเตะเอเชี่ยนเกมส์เต็มที่กันไป ส่วนสโมสรต่างๆให้มองในแง่ดีเสียว่าลีกหยุดแบบนี้ก็ดีจะได้
“พัก” บ้าง
สภาพของทีมและนักเตะหลายคนเริ่มจะไม่ไหวแล้ว บางทีมต้องเตะ 5 เกมในรอบ 15 วัน บางทีมที่ได้ลุ้นทุกถ้วยนี่หนักหน่อยเตะ 6 นัดในรอบ 17-18 วัน
ต้องยอมรับว่าปัญหาเกิดจากความไม่แน่นอนในเรื่องโปรแกรมการแข่งขันนี่ละ ตอนแรกไม่หยุด แต่สุดท้ายหยุด โปรแกรมจึงต้องขยับกันวุ่นจนเป็นผลกระทบชิ่งมากกมาย
แต่ก็นั้นละครับ...มาถึงตรงนี้แล้วคงทำอะไรไม่ได้ พยายามมองบวกแล้วกัน เอาเวลา 1 เดือนที่หยุดมาพักแล้วปรับปรุงทีมเตรียมกลับมาสู้กันใหม่ใน
“โค้งสุดท้าย” ของฤดูกาลดีกว่า
สถานการณ์ของลีกยังถือว่าเข้มข้นนะ แม้การลุ้นแชมป์อาจจะดูสนุกน้อยลงเพราะ
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำท่าจะนำแบบม้วนเดียวจบเข้าป้ายแน่ๆเพราะแต้มนำห่างถึง 9 คะแนน
แต่ก็น่าสนใจว่า “ปราสาทสายฟ้า” ที่ยังมีลุ้นทุกแชมป์ในปีนี้จะ
“เหมาหมด” หรือเปล่า
การลุ้นตำแหน่ง
"รองแชมป์" ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีตั๋วไปเตะ
“เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2019” เป็นเดิมพัน
ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 2 และ
การท่าเรือ ทีมอันดับ 3 ตกรอบบอลถ้วยหมดแล้ว ดังนั้นรางวัลเดียวที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้คือ
“ตั๋ว เอซีแอล”
การขับเคี้ยวของสองทีมนี้น่าจะลุ้นกันไปแบบยาวๆ “แข้งเทพ” มี 54 แต้ม “สิงห์เจ้าท่า” มี 48 คะแนน ห่างกัน 6 คะแนนกับอีก 24 คะแนนที่เหลือให้ไล่ล่า บอกเลยว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
ใครบางคนบอกว่าอย่าประมาท
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วย แม้ปีนี้จะลุ่มๆดอนๆมี 45 คะแนนตามมาห่างๆที่อันดับ 4 แต่ทีมใหญ่แบบนี้ได้พักจูนเครื่อง 1 เดือนก็อาจกลับมามีลุ้นได้
ขณะที่
พีที ประจวบ ทีมน้องใหม่มีลุ้นทำผลงานสวยหรูในการเล่นลีกสูงสุดครั้งแรก แต้มตอนนี้ 44 คะแนนอยู่ในอันดับ 5 แต่บอกเลยว่าได้ลุ้นถึง
“ท็อปโฟร์”
ส่วน
สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่มี 42 คะแนนอยู่อันดับ 6 ดูแล้วคงมุ่งที่บอลถ้วยมากกว่า ทั้งป้องกันแชมป์ เอฟเอคัพ และลุ้นแชมป์ ลีกคัพ ที่ยังอยู่ในสถานการณ์ลุ้นทั้ง 2 รายการ
ดูจากตารางคะแนนแล้วอันดับ 1-6 น่าจะคงอยู่ที่ 6 ทีมนี้ โอกาสเปลี่ยนแปลงยาก
ส่วนการ
“หนีตาย” ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ยังต้องลุ้นระทึกแบบห้ามกระพริบตา การตกชั้น 5 ทีมทำให้มีถึงเกือบ 10 ทีมที่ยังเหนื่อยในการลุ้นอยู่รอด
ว่ากันตรงๆ 3 อันดับท้ายตารางน่าจะรอดยากแล้ว
แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล แรงเมื่อสาย 4 นัดหลังเก็บได้ 8 คะแนน แต่ยังมีแค่ 13 คะแนนห่างโซนปลอดภัย 17 คะแนน ไม่น่าจะไหว
อุบล ยูเอ็มที ที่นัดล่าสุดดันแพ้คาบ้านทำให้หยุดอยู่ที่ 18 คะแนนห่างโซนปลอดภัย 12 คะแนนก็ดูจะโอกาสยากเหลือเกิน
เช่นเดียวกับ
ราชนาวี ที่เลกสองออกตัวแรงชนะ 3 นัดรวดแต่หลังจากนั้นไม่ชนะอีกเลย ถึงแม้จะมี 22 แต้มห่างโซนปลอดภัยแค่ 8 แต้ม แต่ถ้าไม่เข้าฟอร์มแบบฮอตจริงๆคงอยู่ลำบาก
ส่วนอีก 2 ทีมที่ต้องลุ้นหนีโซนตกชั้นนี่เดายากจริงๆ ตัวเลขตอนนี้
“30 คะแนน” เท่ากัน 3 ทีมทั้ง
สุโขทัย อันดับ 15
โปลิศ เทโร อันดับ 14 และ
สุพรรณบุรี อันดับ 15 ในโซนปลอดภัย
อันดับข้างบนขึ้นไปยังต้องลุ้นหลายทีม ทั้ง
บางกอกกล๊าส ทีมอันดับ 11และ
ชัยนาท ฮอร์นบิล ทีมอันดับ 12 ที่มี 33 คะแนน
ราชบุรี กับ
ชลบุรี มี 35 คะแนนอยู่อันดับ 9 และ 10
ขณะที่
พัทยา ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 มี 38คะแนน และ
นครราชสีมา มาสด้า ทีมอันดับ 8 มี 36 คะแนนใช่ว่าจะไว้วางใจได้ หากสะดุดสัก 1-2 เกมเป็น
“งานเข้า” เหมือนกัน
ทุกทีมมีเวลา 1 เดือนไปปรับปรุงแก้ไข จากนั้น 5 ก.ย.จะกลับมาเตะ 8 นัดสุดท้ายแบบ
“นันสตอป” คือซัดกันสัปดาห์ละ 2 นัด เสาร์-อาทิตย์ กลางสัปดาห์ แบบเกือบทุกสัปดาห์
ใครจะอยู่ ใครจะไป รอลุ้นกันตอนนั้นละครับท่านผู้ชม
“บับเบิ้ล”