จากคำบอกเล่าของเขา หนุ่มใหญ่ชาวลำพูนคนหนึ่ง เขาเคยบอกผมว่า “ยาโม๊ะ” เป็นภาษาเหนือ มันแปลว่า บ้าๆ บอๆ

และเขาถูกเรียกว่า “ยาโม๊ะ” ในช่วงวัยเด็ก นั่นเป็นเพราะ เขาบ้า บ้ามากๆ เขาบ้าบอล!!

ความบ้าบอลของเขาเกินขีดจำกัดของมนุษย์ สำหรับเขา ฟุตบอลมันน่าหลงใหลกว่าความรัก มัวเมายิ่งกว่ายาเสพติด และศักดิ์สิทธิ์กว่าศาสนาอีกซะด้วยซ้ำ จากเด็กหนุ่มชาวลำพูนที่เกิดภายใต้ครอบครัวที่ล้มละลาย คุณพ่อของเขาติดคุก นั่นทำให้ชีวิตมีเส้นทางไม่มากนักให้เลือกเดิน และเขาเลือก “ฟุตบอล” เขาซ้อมฟุตบอล วันละ 3 เวลา และจะซ้อมถึงสี่เวลา หากคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เดือนหงาย ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เขามักจะวิ่งวันละหลายกิโลเมตร เพื่อไปชมโทรทัศน์ให้ทันในช่วงเวลาถ่ายทอดรายการฟุตบอล เพราะบ้านของเขาไม่มีทีวี “ฟุตบอล คือ เพื่อนที่ดีที่สุดของเขา”

ความกดดันของ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล…

เขาวิ่งไล่ตามฟุตบอล และฟุตบอลนี่แหละที่พาเขาวิ่งไปไกล ไกลมากๆ ไกลจนถึงญี่ปุ่น เขาได้เล่นลีกสูงสุดที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยอยู่สักพัก ก่อนที่ฟุตบอลจะพาเขาวิ่งไปไกลจนถึงกรุงเบอร์ลิน เขาวิ่งมาเรื่อยจนถึงโอลิมปิก สเตเดี้ยม ที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สร้างขึ้นมา ใช่แล้ว!! เขาเคยได้ลงเล่นลีกบุนเดสลีกา เยอรมัน กับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เขา คือ วิทยา เลาหกุล หรือที่เราเรียกกันว่า “โค้ชเฮง” โค้ชเฮง คือ บุคลากรลูกหนังชั้นครูที่ผ่านการลงเล่นให้ทีมชาติไทย, ผ่านการเป็นเฮ้ดโค้ชทีมชาติ, ผ่านการลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น และเยอรมัน, ผ่านการพาทีมคว้าแชมป์ในไทยลีก, ผ่านการคุมทีมในญี่ปุ่น ฯลฯ เขาผ่านทุกท่วงทำนองลูกหนัง แต่ความฝันสูงสุดของเขา ที่จะทำให้ทำนองชีวิตนี้สมบูรณ์แบบนั่นคือ การดำรงตำแหน่งประธานพัฒนาเทคนิคของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย พร้อมกับสร้างโมเดลเพื่อการพัฒนาวงการฟุตบอลให้กับเมืองไทย ภายใต้แนวคิดที่อาจารย์เฮงคนนี้เรียกว่า “ไทยแลนด์ เวย์” ความกดดันของ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล… วันหนึ่ง ชีวิตของเขาก็จับพลัดจับผลูได้เป็น ประธานเทคนิคฯ ตามใจอยาก บนช่วงเวลาที่ตัวเลขชีวิต โรยรามาถึงเลขหลักหก แต่แน่นอน ถ้ามันเป็น “ความฝัน” แล้วหล่ะก็ จะอายุเท่าไร ก็ไม่สำคัญ “ขึ้นชื่อว่าความฝัน ไม่มีอะไรที่ช้าไปหรอก ถ้าลมหายใจเรายังมีอยู่” ทว่า ความสำเร็จบนทางฝันสายนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่จับต้องง่าย เหมือนเลือกซื้อปลา หรือผักในตลาด ไม่มีอะไรที่ง่ายดายเลยจริงๆ แม้แต่คนที่ผ่านเรื่องยากลำบากมามากมายอย่าง วิทยา เลาหกุล “โค้ชเฮง” ตกเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอล เมื่อ “ไทยแลนด์เวย์” ยังไม่โดนใจเท่าไรนัก แม้ทีมชุด ยู-16 กับ ยู-19 จะคว้ารองแชมป์อาเซียน กับ แชมป์อาเซียน ได้ตามลำดับ พร้อมทั้งได้สิทธิ์ลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้ายในปีนี้ ในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุดจากรอบคัดเลือกก็ตามที แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของ “เอคโคโน” ส่วน ชุด ยู-23 การเป็นแชมป์ซีเกมส์ของพวกเขา เหมือนแค่ซื้อเวลาไม่ให้โดนด่ายับเยินเท่านั้น ก่อนที่การได้อันดับสี่ จากศึก M-150 Cup 2017 และ การตกรอบแรกชนิดแพ้รวดในศึก ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจีน เมื่อเดือนที่ผ่านมา จะกลายเป็นช่องโจมตีจากแฟนบอลที่ไม่ต้อนรับขับสู้โค้ชเฮง เมื่อความตั้งใจสูงปรี๊ด เดินสวนทางกับ ผลงานที่ไม่โดนใจแฟนบอล เรื่องยากก็ยิ่งยากขึ้น และยากยิ่งกว่าสิ่งใด คือ การทลายหัวใจอคติที่มีต่อเขาของแฟนบอล ความกดดันของ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล… และเมื่อสองวันที่ผ่านมา ได้มีการประกาศเฮ้ดโค้ชใหม่ ของทีมชาติไทย 3 รุ่น นั่นคือ วรวุธ ศรีมะฆะ (ยู-21 โฟกัสที่เอเชี่ยนเกมส์ และปรีโอลิมปิก 2020 เป็นหลัก), อิสระ ศรีทะโร (ยู-19 โฟกัสที่ ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2018) และ ธงชัย รุ่งเรืองเลิศ (ยู-16 โฟกัสที่ ยู-16 ชิงแชมป์เอเชีย 2018) โดยทั้งหมด มีการเซ็นสัญญาเป็นเฮ้ดโค้ชแบบฟูลไทม์กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ส่วนทีมชาติชุดใหญ่ ก็ได้มีการต่อสัญญากับ มิโลวาน ราเยวัช เฮ้ดโค้ชชาวเซอร์เบียออกไป 2 ปี เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมกับมีรายการที่ต้องโฟกัสในระยะสั้น 1 ปี นั่นคือ คิงส์คัพ 2018, เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และ เอเชียนคัพ 2019 เป้าหมายจากแฟนบอลก็แน่นอนครับ ฟอร์มต้องดี อะไรที่คาดหวังไว้ มันก็ต้องได้ ทั้งแชมป์ คิงส์คัพ, แชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ, เข้ารอบสองของ เอเชี่ยน คัพ และต้องได้ลุ้นโบนัสอื่นๆ ด้วย เช่น การได้ไปโอลิมปิก หรือ ได้ไปชิงแชมป์โลก ในรุ่นเยาวชน แต่แค่พูด หรือคิดหน่ะมันง่าย ตั้งเป้าวาง KPI ไว้มันง่าย แต่คนทำฟุตบอลมาตลอดทั้งชีวิตอย่างโค้ชเฮง รู้แน่นอนว่า จะประสบความสำเร็จทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มันยากเย็นแค่ไหน ยากจนเริ่มกดดันตัวเอง ถึงขั้นที่ “โค้ชเฮง” หลุดพูดออกมาว่า เขาภาคภูมิใจมากที่ได้โอกาสเข้ามาวางโมเดลการพัฒนาเยาวชนให้ทีมชาติไทย แต่ถ้าหากผลงานไม่ดี โดยเฉพาะหากไม่ได้แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ไม่ว่าจะส่งชุดอะไรไปแข่งก็ตาม ก็คงต้องกลับบ้านเก่า และนั่นก็ทำให้ทั้งสื่อ และแฟนบอลมากมายตีความไปว่า “กลับบ้านเก่า” หมายถึง พร้อมลาออก จนต้องออกมาแก้ข่าวอีกคำรบ โดยเป็นการแก้ข่าวเชิงน้อยใจเล็กน้อยว่า ถ้าต้องออกจริงๆ ก็คงกลับไปทำงานให้ ชลบุรี เอฟซี อย่างเต็มตัวอีกครั้ง การหลุดคำพูดสุดเสี่ยงต่อตำแหน่งของโค้ชเฮงนี้ เหมือนเป็นการยื่นหอกให้แฟนบอลหลายคนที่ไม่ชอบแกเป็นทุนเดิม ถึงขั้นพยายามลุ้นให้ทีมชาติไทย ไม่ได้แชมป์ ซูซูกิ คัพ กันเลยทีเดียว จากคอมเมนต์ในโลกโซเชี่ยล ซึ่งผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพวกเขาคิดแบบนั้นได้อย่างไร เพราะที่กำลังแช่งกันอยู่ นั่นทีมชาติไทยนะครับ ความกดดันของ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล… ผมเชื่อว่า โค้ชเฮงรู้ว่านี่คือความเสี่ยงมากๆ กับการหลุดปากแบบนั้นออกไป แต่ความเสี่ยงที่สุด คือ การที่คุณไม่กล้าเสี่ยงอะไรเลย นั่นหมายถึงว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยงหรอก หากคุณจะหวังเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เวลาที่เหลือจากนี้ เขาต้องเค้นความสามารถ และร่วมทำงานกับทุกฝ่ายอย่างจริงจัง เพื่อความสำเร็จของทีมชาติไทย เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่ทุกคนหวังไว้ แต่ถ้าทุกอย่างมันไม่เป็นใจ และต้องถึงวันที่แกอาจจะลาออกจริงๆ อย่างที่ใครต้องการ ผมมองไม่ออกเลยว่า ยาโม๊ะผู้บ้าบอลคนนี้ จะเสียใจแค่ไหน...

“จอน”

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline