เจลีกของญี่ปุ่นคือฟุตบอลหมายเลข 1 ในดินแดนเอเชีย สมรภูมิแห่งนี้เชี่ยวกรากรูปแบบวิธีการเล่นของแต่ละสโมสรมีความคล้ายคลึงกัน ทำให้เราแยกไม่ออกว่าทีมไหนจะมีเอี่ยวลุ้นแชมป์ลีก เพราะโฉมหน้าทีมแชมป์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเรื่อยมา
นอกจากนี้การขับเขี่ยวแย่งชิง 11 ผู้เล่นตัวจริงก็เข้าขั้นสูสี ถ้าคุณไม่เจ๋งจริงมีจุดเด่นที่เหนือกว่าผู้เล่นชาวซามูไร มันเป็นเรื่องยากมากที่ใครสักคนจะแทรกซึมเข้าไปได้
ฤดูกาล 2018 อาจเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น เนื่องจาก 3 นักเตะตัวหลักดีกรีทีมชาติไทย ได้ไปผจญภัยบนแผ่นดินซากูระ และมี 1 คนที่บรรลุฝันไปแล้ว จนได้รับสัญญาอยู่ค้าแข้งถาวรกับทีมดังในจังหวัดฮอกไกโด
ขอบสนามขอเจาะ 6 ปัจจัยหลักที่นำพาให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เดินหน้าสานฝันตัวเองจนกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในฤดูกาล 2018
1.ความมุ่งเวลาฝึกซ้อม
เดิมที ชนาธิป มีความกังวลหลังจบฤดูกาล 2017 เพราะสโมสรมีการเปลี่ยนตำแหน่งโค้ชจากชูเฮ โยมาดะ มาเป็นโค้ชต่างชาติประสบการณ์สูงอย่าง มิไฮโล เปโตรวิช แถมเจ ยังเข้าแคมป์รายงานตัวช้า เนื่องจากกลับไปอุปสมบททดแทนบุญคุณบิดามารดาที่นครปฐม
ในช่วงแรกเขาแทบไม่ได้ปรีซีซั่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่อย จนความมั่นใจหดหาย และเปโตรวิช ต้องให้ล่ามมาถาม ชนาคุง ตรงๆว่ามีปัญหาตรงไหน หลังได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน "เจ" กลับมาแสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการฝึกซ้อมและรอคอยโอกาส ในที่สุดแข้งหมายเลข 18 สอดแทรกเข้ามาเป็นตัวหลักตั้งแต่เกมนัดเปิดสนามเจลีก 2018 กับซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า
จนกระทั่งเอาชนะใจเปโตรวิช หย่อนลงสนามเป็นตัวจริงในลีกถึง 19 เกม ยิงไป 6 ประตูบวกกับ 1 แอสซิสต์ ในลีกสูงสุดแดนอาทิตย์อุทัย จากการสร้างสรรค์โอกาสทั้งหมด 28 ครั้ง เมื่อผลงานเป็นที่ประจักษ์บอร์ดบริหารทีมดังฮอกไกโด โอนเงินเฉียด 50 ล้านบาท ซื้อ ชนาคุง มาร่วมทีมด้วยสัญญาถาวรถึงสิ้นสุดปี 2020
2.บุคลิกที่เข้าได้กับทุกคน
หากใครติดตามฟุตบอลไทยมายาวนาน ย่อมรู้ว่า ชนาธิป เป็นแข้งที่มีชื่อเสียง แต่ใช้ชีวิตเรียบง่ายเป็นกันเอง ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว บุคลิก "เจ" จึงเข้ากับคนอื่นได้ง่ายมากๆ ซน ขี้เล่น ทำให้มีเพื่อนเยอะ คิดเอาง่ายๆสามารถกอดคอเฮฮากับชินจิ โอโนะ และ จุนอิชิ อินาโมโตะ 2 อดีตระดับตำนานทีมชาติญี่ปุ่นได้ เรียกว่ากำแพงภาษาถูกทำลายด้วยภาษาฟุตบอล หมดปัญหาเรื่องโฮมซิก ที่หลายคนเป็นห่วง
3.สภาพแวดล้อมในฮอกไกโด
ตามธรรมชาติมนุษย์เราเวลาไปเจอสภาพแวดล้อมแปลกๆใหม่มักจะกลัวและปรับตัวไม่ได้ แต่ข้อนี้คงไม่ใช้กับ ชนาคุง แน่นอน แม้ว่าเมืองในซัปโปโร ในจังหวัดฮอกไกโด จะมีสภาพอากาศที่ว่ากันว่าหนาวเย็นที่สุดในญี่ปุ่น แต่แข้งวัย 25 ปี สามารถปักหลักใช้ชีวิตได้แบบสบายๆ ยามว่างเวลาที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับฟุตบอล เขามักจะเดินทางเข้าเมืองหรือไปสัมผัสวัฒนธรรมภายในเมืองแห่งนี้ เรียกว่าแวดล้อมทุกอย่างโอเคสำหรับเจ ทำให้ไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตต่างแดน
4.สไตล์การเล่นที่แตกต่าง
ฟุตบอลญี่ปุ่นจะเน้นระบบทีมเวิร์คเข้าบอลที่รวดเร็วกดดันคู่ต่อสู้เป็นหลัก มากกว่าที่จะใช้ทักษะความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งสไตล์การเล่นของ ชนาคุง นั้นค่อนข้างต่างจากชาวบ้าน นั้นคือเป็นนักเตะที่ครอบครองบอลดีผสมผสานกับความเร็วที่จัดจ้าน แถมยังไม่ห่วงบอลและสามารถเล่นเป็นทีมได้แบบชนิดไร้ปัญหา ทำให้เขาปักหลักเป็นจอมทัพหลัง เจย์ โบธรอยด์ กองหน้าร่างยักษ์ได้แบบสบาย สร้างสรรค์หรือเปลี่ยนเกมรุกได้เยี่ยม จุดนี้เองทำให้ มิไฮโล เปโตรวิช ผู้เป็นโค้ชต้องเลือกใช้งานเป็นประจำ
5.บรรลุความฝัน
เจ ชนาธิป มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเขาต้องไปเล่นฟุตบอลอาชีพในต่างแดนให้ได้ หลังจากที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้ครอบครัวสุขสบายจากการเล่นฟุตบอล แน่นอนว่าข่าวลือ 3-4 ปีที่ผ่านมากับหลายสโมสรในญี่ปุ่น ทำให้เด็กหนุ่มรายนี้โฟกัสเป้าหมายไว้ว่าต้องมาสัมผัสประสบการณ์ลูกหนังในเจลีก
จนกระทั่งเขาได้หอบหิ้วสตั๊ดมายังคอนซาโดเล่ ซัปโปโร พร้อมทั้งถีบสถานะตัวเองขึ้นมาเป็น 11 ตัวจริงในที่สุด เมื่อเป้าแรกเป็นอย่างหวังไปแล้ว สเต็ปต่อไปนั้นคือการขยับเข้าใกล้ลีกอาชีพระดับยุโรป คนเราเมื่อมีฝันต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะหยุดหรือพอใจชีวิตแค่ตรงนี้คงไม่ได้ "เจ" ไม่ใช่คนที่เล่นฟุตบอลที่ทำตัวเป็นเซเลบรับเงินไปวันๆ เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ในแต่ละวันมีแต่เดินไปข้างหน้า
6.กำลังใจจากครอบครัว
สถาบันครอบครัวคือสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ แน่นอนว่ากำลังใจจากครอบครัวแม่และพ่อ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งนี้เองเปรียบเสมือนเป็นเหมือนครู และ ยาใจ ช่วยเสริมสร้างให้ ชนาคุง แข็งแกร่งมีภูมิคุ้มกันพร้อมเผชิญกับทุกอุปสรรคในการต่อสู้บนพื้นดินญี่ปุ่น ทั้งชีวิตในสนามฟุตบอลและนอกสนาม
เอ็มเร่