พลันที่เสียงนกหวีดยาวถูกเป่าจบเกมที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด ชัยชนะตกเป็นของผู้มาเยือนอย่าง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่บุกมาตบหน้าเจ้าบ้านอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0
หลังจากนั้นในโลกโซเชี่ยลต่างพูดเรียกร้องให้ปลด โชเซ่ มูรินโญ่ ออกจากตำแหน่งแบบเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ ซีเนดีน ซีดาน ที่มีข่าวอย่างแรงในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้เข้ามารับตำแหน่งแทน สาเหตุหลักที่แฟนบอล ปีศาจแดง อยากเหลือเกินที่จะให้บอร์ดบริหารรีบไล่กุนซือปากร้ายผู้นี้ก็มาจาก ตัวเขาเองทำฟุตบอลในสไตล์ที่เน้นเกมรับเป็นเสียส่วนใหญ่ จึงไม่ตอบโจทย์และถูกใจแฟนบอลสายรุก และนอกจากนั้นก็ยังคอยผู้พูดกระแหนะกระแหนชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่ถึงแม้จะพบเจอกับความปราชัยใน 2 นัดหลังสุดจะซึ่งเหมือนจะช่วงเวลาที่ตกต่ำของทีม แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้จะมีแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องดีๆ ก็พอจะมีให้ได้เห็นอยู่บ้างโดยเฉพาะกับในเกมล่าสุดที่โดน "ไก่เดือยทอง" บุกมาจิกถึงบ้าน เรื่องราวดีๆ จะมีอะไรบ้างเรารวบมาให้รับชมกันแล้ว ฟุตบอลเกมรุก ถ้าให้ลองนึกกลับไปเกมไหนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นฟุตบอลในแบบเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่คู่ต่อสู้ จะนึกกันออกไหม? เกมกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ กุนซือชาวโปรตุเกสแสดงให้เห็นแล้วว่าถ้าจะให้เขาสั่งลูกทีมลงไปเล่นเกมบุกขยี้คู่ต่อสู้ก็สามารถทำได้ แต่แล้วก็อย่างที่ทุกท่านเห็นพอบุกแล้วแต่แดนหลังไม่พร้อมที่จะรับมือกับเกมโต้กลับของคู่ต่อสู้ กลายเป็นเสียประตูง่ายๆ เป็นอย่างไรละในเมื่อสั่งบุกให้ส่าแก่ใจแฟนบอลผลที่ออกมาถูกใจกันไหมละ ระบบ 3-5-2 เห็นได้ชัดว่า โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยนทีมจากนัดที่แพ้ไบร์ทตันแบบราบคาบ 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนถึง 6 คน นอกจากนั้นจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ 3-5-2 โดยใช้ 3 ปราการหลังอย่างคริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์ และพร้อมกับมอบหน้าที่ใหม่ให้แก่ อันเดร์ เอร์เรร่า คือการถอยลงไปเล่นเป็น 1 ในเซ็นเตอร์ฮาร์ฟ 3 คน แต่ว่ามีสิทธิพิเศษตรงที่มิดฟิลด์รายนี้สามารถเติบขึ้นไปเล่นเกมรุกได้ตามนิสัยที่ตำแหน่งแท้จริงคือกองกลาง และเจ้าตัวก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนแดนกลางอัดแน่นไปด้วย เนมาย่า มาติช, ปอล ป็อกบา และเฟร็ด ปล่อยแนวรุกด้านบนเป็นที่ของ เจสซี่ ลินการ์ด และโรเมลู ลูกากู ไม่แน่นี้อาจเป็นนิมิตรหมายอันดีในการลองระบบใหม่และนักเตะบางรายสามารถตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียด้วยรูปเกมและสถิติโดยรวมถือว่าดี ถ้าไม่ชำเหลืองตาไปมองที่ผลการแข่งขัน สถิติของเกมนี้ "ปีศาจแดง" ดีกว่าทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการครองบอลที่มากกว่า 57 ต่อ 42 เปอเซ็นหรือว่าโอกาสในการพังตาข่ายคู่ต่อสู้ที่ได้ง้างยิงมากถึง 23 ครั้ง ซึ่งมากกว่าผู้มาเยือนที่มีโอกาสเพียง 9 ครั้งเท่านั้นตลอดทั้งเกม แต่ติดตรงที่กองหน้าห่วยไปหน่อย และกองหลังที่เสียง่ายเกินไป ทำให้บทสรุปทุกอย่างเป็นแบบที่ทุกท่านทราบ แฟนบอลในโรงละครยังหนุนหลัง เป็นภาพที่คุ้นตาของแฟนบอลที่หลังจบเกม โชเซ่ มูรินโญ่ จะรีบเดินก้มหน้าเครียดของเจ้าตัวกลับเข้าสู่ห้องแต่งตัวแบบไม่ได้แยแสใครทั้งสิ้น ซึ่งกับนัดล่าสุดกลับกลายเป็นเหมือนอีกคน จ่ามู ค่อยเดินปลอบใจลูกทีมทีละคนก่อนที่จะมุ่งหน้าไปที่อัศจรรย์ฝั่งแฟนบอลสายฮาร์ดคออย่าง สเตรตฟอร์ด เอนด์ และตบมืออยู่ตรงนั้นนานกว่า 2 นาที ห่วงความคิดแรกอาจสื่อว่าแฟนบอลยังคงหนุนหลังกุนซือหน้าเครียดคนนี้แบบเต็มประดา แต่อีกนัยยะหนึ่งคือเปรียบเสมือน การบอกลา แบบกลายๆ ทั้งหมดคือสิ่งดีๆ ที่เรารวบรวมหลังจากจบเกมพ่ายสเปอร์คาบ้าน แต่อย่างว่าเรื่องร้ายๆ ก็ยังคงมีอยู่มากที่คละคลุ้งอยู่เต็มโรงละครแห่งความฝันแห่งนี้ สุดท้ายช่วงเวลาที่เลวร้ายจะอยู่กับแฟน “ปีศาจแดง” ไปอีกนานแค่ไหน หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ จะยืนทำหน้าเครียดอยู่ข้างสนามอีกนานเพียงใด เวลาเท่านั้นจะเป็นตัวให้คำตอบแก่แฟนบอลทุกคนIt’s difficult to swallow a defeat like this when you take on the game as we did and when you have as many chances as we had tonight. We need to keep putting the work in and the results will come.? pic.twitter.com/7ROwkS9aN3
— Ander Herrera (@AnderHerrera) August 27, 2018
"For the team to fight the way they did, with empathy, with solidarity and dignity to play together for Manchester United... one thing is clear: the team is united." #MUFC
— Manchester United (@ManUtd) August 27, 2018










