วันที่ 17 กันยายน อาจเป็นวันที่แสนธรรมดาของใครหลายๆ คน แต่สำหรับ ลิโอเนล เมสซี่ แล้วนี่คือวันสำคัญและพี่แกจะจดจำมันไปตลอดชีวิตแน่ๆ
เพราะวันนี้เมื่อ 18 ปีก่อนคือวันที่ ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 13 ปีได้เดินทางมาถึงศูนย์ฝึก 'ลา มาเซีย' อคาเดมี่ของ บาร์เซโลน่า ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สุดยอดแข้งราวกับสร้างซูเปอร์ฮีโร่จากหนังเรื่อง X-Men
จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ เมสซี่ ได้กลายเป็นสุดยอดตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสรไปแล้วกับการลงเล่น 642 เกม ซัดไป 556 ประตู 215 แอสซิสต์ และกอบโกยแชมป์มามากถึง 33 โทรฟี่ และในเมื่อวันนี้มันเป็นวันครบรอบของเขา ดังนั้นทาง 'ขอบสนาม' จะพาทุกท่านย้อนอดีตไปดูความทรงจำอันยอดเยี่ยมของชายคนนี้กันว่ามันมีเหตุการณ์อะไรเด่นๆ บ้าง
เกมประเดิมสนามกับประตูแรกในสีเสื้อ บาร์เซโลน่า
เมสซี่ ได้ลงสนามประเดิมกับ บาร์เซโลน่า ชุดใหญ่ในอายุแค่ 16 ปี 4 เดือนกับอีก 23 วัน โดยเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2003 ที่เจอกับ เอฟซี ปอร์โต้ ของ โชเซ่ มูรินโญ่ อย่างไรก็ตามกว่าจะได้ประเดิมเกมแรกอย่างเป็นทางการกับต้นสังกัดต้องรอจนถึงเดือน ตุลาคม 2004 ซึ่ง แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ได้ดึงตัว เมสซี่ ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่เพื่อสู้ศึกในเวที ลา ลีกา
เมสซี่ ได้ลงเล่นในเกมที่เจอกับ เอสปันญ่อล พร้อมกับสร้างสถิติเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการที่อายุ 17 ปี 3 เดือน กับอีก 22 วัน โดยลงมาเป็นตัวสำรองนาที 77 ส่วนประตูแรกในสีเสื้อ บาร์เซโลน่า นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2005 นัดที่เจอกับ อัลบาเซเต้ โดยได้แอสซิสต์จาก โรนัลดินโญ่ พร้อมกับสร้างสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ทำประตูได้
ลูกโหม่งนัดชิงดำ ยูซีแอล 2009
https://www.youtube.com/watch?v=uSRBmsQaBTI
ย้อนเวลากลับไปในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ เมื่อปี 2009 ที่ บาร์เซโลน่า ต้องประชันฝีเท้ากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และในวันนั้นมันก็เป็นวันที่ ลิโอเนล เมสซี่ มีชื่อบนสกอร์บอร์ดด้วย ก่อนต้นสังกัดจะชนะไป 2-0 แต่ที่มันดูเป็นเกมที่พิเศษขึ้นมาก็เพราะพี่แกที่ตัวนิดเดียว แต่ดันทำประตูได้จากลูกโหม่ง ทั้งที่คู่แข่งมี 2 กองหลังที่แข็งแกร่งระดับโลกอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมานย่า วีดิช นั่นก็เลยทำให้ เมสซี่ ยกย่องประตูนี้ว่าเป็นลูกยิงที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของเขา
ทลายสถิติยอดดาวยิงระดับยุโรปของ แกร์ด มุลเลอร์
ฤดูกาล 2011-12 ถึงแม้ ลิโอเนล เมสซี่ จะพา บาร์เซโลน่า สัมผัสได้แค่ด้วยแชมป์ โกปา เดล เรย์ ใบเดียวเท่านั้น แต่ผลงานระดับส่วนตัวนั้นต้องบอกเลยมันช่างยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ เพราะปีนั้น เมสซี่ ซัดไปถึง 73 ประตูจากก 60 นัดในทุกรายการกับ บาร์ซ่า พร้อมทำลายสถิติของ แกร์ด มุลเลอร์ ที่ครองเบอร์ 1 ของผู้ที่ซัลโวมากสุดในทวีปยุโรปใน 1 ซีซั่นที่ 67 ตุงซึ่งทำไว้ในซีซั่น 1972-73
ซัด 4 ประตูพา บาร์ซ่า พลิกนรกเชือด อาร์เซน่อล
https://www.youtube.com/watch?v=5m8OS0BydgI
เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2009-10 บาร์เซโลน่า ได้โคจรมาเจอกับ อาร์เซน่อล อีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่หักอก 'ไอ้ปืนใหญ่' มาในนัดชิงเมื่อปี 2006 ซึ่งการเจอกันนัดแรกในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของปีดังกล่าวเสมอกันมาก่อน 2-2 ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ส่วนในเกมนัด 2 บาร์ซ่า ก็งานเข้าเลยตั้งแต่ 18 นาทีแรกเพราะโดน นิคลาส เบนท์เนอร์ เปิดหัวก่อนลูกแรกให้ อาร์เซน่อล นำ 1-0 นั่นจึงทำให้ บาร์เซโลน่า กดดันหนักขึ้นเพราะต้องยิง 2 ลูกเพื่อเข้ารอบ
แต่มันดูไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพราะหลังจากโดนนำปุ๊บ! อีก 3 นาทีถัดมา ลิโอเนล เมสซี่ ก็มาซัดประตูตีเสมอได้ พร้อมกับใช้เวลาอีก 21 นาทีในการทำแฮตทริก แต่มันโชว์ของ เมสซี่ มันยังไม่จบแค่นั้นเพราะก่อนจะจบเกม 2 นาที พี่แกเล่นลากโซโลเดี่ยวหลุดไปยิงสวนตัว มานูเอล อัลมูเนีย พร้อมกับตอกฝาฝัง อาร์เซน่อล ลงโลงไว้แค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น
ก้าวข้ามผ่านสถิติของ เซซาร์ โรดริเกซ
เซซาร์ โรดริเกซ คือเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดของประวัติศาสตร์ บาร์เซโลน่า กับตัวเลข 232 ประตู และสถิติมันก็อยู่บนแท่นมายาวนานกว่า 60 ปี แต่ในที่สุดคนที่ทำลายมันลงได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ? ก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ คนนี้นี่แหละ โดยพี่แกซัดประตูที่ 233 ได้พอดีในเกมที่ยำใหญ่ กรานาด้า 5-3 เมื่อปี 2012 ส่วนปัจจุบันนี้สถิติการพังประตูของ เมสซี่ กับ บาร์ซ่า ยืดยาวไปถึง 556 ประตูแล้ว
ตอกหน้า เรอัล มาดริด กับประตูที่ 500
เมื่อเป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่า แน่นอนว่าหนึ่งในองค์ประกอบที่ต้องมาเกี่ยวข้องนั่นคือการสู้ศึกแมตช์หยุดโลก 'เอล กลาซิโก้' กับคู่อริตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด แต่ถ้าจะให้ยกมาสักแมตช์ที่น่าจดจำสุดๆ และเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์มากมายของ เมสซี่ กับ 'เอล กลาซิโก้' ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน
เกมนัดนั้นทั้ง 2 ทีมขึ้นสังเวียนกันที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว และก็เป็นการดวลกันที่ดุเดือดสุดๆ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ และก็ผลัดกันนำอยู่คนละจังหวะด้วย แต่ไฮไลท์สำคัญมันอยู่ที่ตอนก่อนเกมจะจบเมื่อสกอร์เสมอกันอยู่ที่ 2-2 โดย เมสซี่ เป็นคนที่กดปิดเสียงแฟนบอล มาดริดิสต้า ที่ดังลั่นทั่วทั้งสนามด้วยการซัดประตูชัยพา บาร์เซโลน่า บุกมาชนะ 3-2 พร้อมกับเดินไปชูเสื้อต่อหน้าแฟนบอลเจ้าถิ่น เพราะนั่นคือประตูที่ 500 ของเขาพอดิบพอดีกับการค้าแข้งให้ บาร์เซโลน่า
ทริปเปิ้ลแชมป์ 2 ครั้งกับ บาร์เซโลน่า
ถ้าเกิด บาร์เซโลน่า ไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ อยู่ในทีมตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาอยากจะรู้เหมือนกันว่าสโมสรจะประสบความสำเร็ขได้มากมายขนาดนี้หรือไม่ ? เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่า เมสซี่ คือกุญแจสำคัญดอกใหญ่ที่สุดที่พา บาร์เซโลน่า ก้าวมายืนอยู่ในจุดๆ นี้ และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุคที่มี เมสซี่ ก็คือการได้ ทริปเปิ้ลแชมป์ เมื่อฤดูกาล 2008-09 และ ฤดูกาล 2014-15 .ในยุคใต้บัลลังก์ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ หลุยส์ เอ็นริเก้ ตามลำดับ
ทวงความยิ่งใหญ่คืนจาก เรอัล มาดริด
หลังจากโดน ซีเนดีน แผลงฤทธิ์ พา เรอัล มาดริด กอบโกยทั้งถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ ลา ลีกา เมื่อ 2 ปีก่อน ล่าสุดฤดูกาลที่แล้ว บาร์เซโลน่า ก็สามารถทวงแชมป์ลีกกลับคืนมาได้ โดยยังมี ลิโอเนล เมสซี่ เป็นส่วนสำคัญและโชว์ฟอร์มได้ตามมาตรฐานต่อไป มิหนำซ้ำรางวัล 'รองเท้าทองคำ' ประจำปีก็ได้ตกเป็นของ เมสซี่ ผู้นี้ด้วยจากผลงานซัลโวไปมากที่สุดในลีกยุโรปที่ 34 ประตู
เมสซี่ ก็ยังเป็น เมสซี่
ปัจจุบันถึงแม้ ลิโอเนล เมสซี่ จะอายุอานามปาเข้าไป 31 แต่บทบาทของพี่ก็ยังเป็นเบอร์ 1 ของทีมตามเดิม และเรื่องของมาตรฐานการเล่นก็ยังไม่ได้ตกหล่นไปเลยสักนิด โดยปัจจุบันในเวที ลา ลีกา เขาก็พา บาร์เซโลน่า ครองจ่าฝูง ตามคาดจากการชนะ 4 เกมรวด และเป็นดาวซัลโวร่วมกับ คาริม เบนเซม่า ที่ 4 ประตู
แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่ชื่อของพี่แกนั้นกลับไม่ติดโผเข้าชิงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทวีปยุโรปของ UEFA รวมไปถึง FIFA The Best Awards แต่ก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียวเชียว เพราะ เมสซี่ ยังมีโอกาสสุดท้ายให้ลุ้นอยู่นั่นก็คือรางวัล 'บัลลงดอร์' ช่วงปลายปี ดังนั้นใครเป็นแฟนคลับของเขาก็ต้องตามลุ้นเอาใจช่วยกันว่าพี่แกจะมีลุ้นรางวัลเกียรติยศถ้วยนี้เป็นสมัยที่ 6 หรือไม่ ???
-HaMuDosSantos-
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม