“เวลาไม่เคยเดินเร็วขึ้น ที่มันผ่านไปไว นั่นเพราะเราเดินช้าลง ช้าลง จนตามมันไม่ทัน” 3 เกมผ่านไปแล้ว สำหรับไทยลีก 2018 ไวซะเหลือเกิน แปปเดียวบางทีมก็มี 9 แต้มเต็ม บางทีมก็ยังไม่มีคะแนน บางทีมซัดไปแล้วเกือบ 10 ประตู ส่วนบางทีมก็ยังยิงไม่ได้สักประตู เอาหล่ะ เรื่องฟอร์ม และผลการแข่งขัน ไว้ว่ากันยาวๆ รักใครเชียร์ใครก็ติดตามให้ดี ซีซั่นนี้ดูสนุก บี้กันมันส์ ชนะกันยากขึ้น น่าสนใจทุกคู่เลย

สำหรับหน้าที่ของ “จอน” วีกนี้ ผมขอมาว่ากันด้วยเรื่อง “จำนวนผู้ชมในสนาม” ที่มีกระแสมากมายว่า คนดูช่างน้อยซะเหลือเกิน นั่นสิ มันน้อยจริงไหม แล้วถ้ามันน้อยลง มันน้อยลงขนาดไหนกัน? ย้อนหลังกลับไปช่วง 10 ปีที่แล้ว สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ได้มีการปรับโครงสร้างขั้นพื้นฐานของฟุตบอลลีกในเอเชียให้เป็นรูปธรรมขึ้น โดยมีอยู่ข้อหนึ่งที่ทางเอเอฟซี ให้ความสำคัญนั่นคือ “จำนวนคนดูในสนาม” เพราะแฟนบอล คือ ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสโมสรให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ค่าเฉลี่ย 5,000 คนต่อนัด คือ ตัวเลขน้อยที่สุดที่เอเอฟซี ตั้งเป้าไว้ โดยมีเงื่อนไขต้องเก็บค่าผ่านประตูทุกนัด ไม่ใช่เรียกผู้คนเข้ามาดูฟรี… นับแต่นั้น ไทยลีก ก็เกิดการปฏิรูปตามหลักการของเอเอฟซี จนทำให้กระแสไทยลีกจุดติด ผมอยากจะย้อนหลังให้กลับไปดูสถิติของ 7 ปีหลังสุด (2011-2017) ว่า แต่ละซีซั่น มีค่าเฉลี่ยคนดูเท่าไร และแมตช์ไหนมีคนดูเยอะที่สุด เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจน ก่อนจะอ่านบทความในพารากราฟต่อไป ปี 2011 ค่าเฉลี่ยคนดู 4,564 คน / นัด สูงสุด บุรีรัมย์ พีอีเอ - ชลบุรี เอฟซี จำนวน 24,712 คน ปี 2012 ค่าเฉลี่ยคนดู 4,823 คน / นัด สูงสุด วัวชน ยูไนเต็ด - เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จำนวน 30,102 คน ปี 2013 ค่าเฉลี่ยคนดู 6,095 คน / นัด สูงสุด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด - เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จำนวน 27,088 คน ปี 2014 ค่าเฉลี่ยคนดู 5,029 คน / นัด สูงสุด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด - เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จำนวน 33,325 คน ปี 2015 ค่าเฉลี่ยคนดู 6,295 คน / นัด สูงสุด นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี - บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำนวน 34,659 คน ปี 2016 ค่าเฉลี่ยคนดู 5,428 คน / นัด สูงสุด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด - ชลบุรี เอฟซี จำนวน 32,600 คน ปี 2017 ค่าเฉลี่ยคนดู 4,604 คน / นัด สูงสุด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด - เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จำนวน 32,600 คน

ฟุตบอลที่ไม่มีแฟนบอล มันก็คือ ไม่มีอะไรเลย … จากสถิติที่เกิดขึ้นใน 7 ปี หลังสุด พบว่า มีจำนวน 3 ปี ที่ค่าเฉลี่ยคนดูต่อเกมไม่ถึง 5 พันคน คือ 2011, 2012 และ 2017 และมีค่าเฉลี่ยเกินหลัก 6 พัน จำนวน 2 ปี ทั้งที่แมตช์ที่มีคนดูสูงสุดในแต่ละปีนั้น มีมากกว่า 3 หมื่นคนถึง 5 ปี และ 2 หมื่นกว่าอีก 2 ปี เลยทีเดียว สถิติเหล่านี้ มีนัยยะสำคัญบ่งบอกว่า “ที่ผ่านมา สนามใหญ่ที่มีคนดูเยอะๆ กำลังแบกรับภาระค่าเฉลี่ยของทั้งลีกมากจนเกินไป” เพราะหากลงรายละเอียดไปที่เกมที่มีคนดูน้อยที่สุด จะพบว่า ยอดคนดูในสนามของทีมที่เคยอยู่ในไทยลีก อย่าง โอสถสภา (ซุปเปอร์พาวเวอร์), ไทยฮอนด้า, บีบีซียู, ทีโอที เอสซี ฯลฯ นั้น มีฐานคนดูในแต่ละเกมเพียงหลักร้อยเท่านั้น (ยกเว้นเกมเจอทีมใหญ่) แถมในบางปี ยังมีทีมที่ติดโทษแบนไม่มีผู้ชมในบ้านอีก ซึ่งทำให้เกิดการฉุดค่าเฉลี่ยลง ย้อนกลับมาดูสถิติในปีนี้ ผ่านมาสามเกม ของไทยลีก 2018 ค่าเฉลี่ยคนดูอยู่ที่ 5,413 ต่อนัด เกินมาตรฐานที่เอเอฟซี ตั้งเป้าไว้เล็กน้อย และมากกว่าค่าเฉลี่ยของซีซั่นที่แล้วอยู่พอสมควร ส่วนที่น่าตกใจ คือ จำนวนผู้ชมที่มากที่สุดต่อแมตช์ (นับจนถึงนัดที่สาม) มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิดขึ้นที่สนาม ช้าง อารีนา แชมป์เก่าของจำนวนผู้ชมสูงสุดต่อเกมในสองฤดูกาลหลังสุด โดยเกิดขึ้นที่เกมของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด - บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่จำนวน 11,085 คน สนามที่ถูกฝากความหวังในการดึงค่าเฉลี่ยค่าดูของลีก กำลังมีปริมาณผู้ชมลดลง จากหลายๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันเริ่มลดลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว (ปีที่แล้ว เกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจอ บางกอกกล๊าส มีผู้ชม 10,313 คน) แต่จริงๆ แล้ว หากลงลึกถึงรายละเอียด จะพบข้อดีที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง คือ แม้จะมียอดผู้ชมจำนวนมากๆ ในสนามใหญ่ๆ ที่น้อยลง แต่ความบาลานซ์ กลับมากขึ้น เพราะทีมที่มีฐานแฟนบอลหลักร้อย ไม่มีอยู่แล้วในไทยลีก สามวีกที่ผ่านมา เกมที่คนดูน้อยสุดนั้น เริ่มจากวีกแรก ก็มีถึง 3,088 คน ที่สนามของเกม ราชนาวี พบ อุบล ยูเอ็มที ส่วนวีกที่สอง คนดูน้อยที่สุดในเกม อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด พบ พีที ประจวบ มีคนดูทั้งสิ้น 2,152 คน และเกมที่สามที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เป็นแชมป์คนดูน้อยสุดที่จำนวน 1,809 คน ในเกมเปิดบ้านเสมอกับ สุพรรณบุรี เอฟซี “ขอบเขตของคนดู ไม่กว้างห่างชั้นกันเหมือนก่อน และมีความบาลานซ์มากขึ้น” สามสัปดาห์แรก วีกละ 9 เกม มีคนดูทั้งสิ้น 56,464 คน, 47,103 คน และ 45,525 คน ตามลำดับ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเกิน 5,000 คนต่อสัปดาห์ทั้งสิ้น แต่ ช้าก่อน… ไม่ใช่ว่าค่าเฉลี่ยที่ไม่ได้ตกลง และบาลานซ์มากขึ้น จะทำให้เราสามารถละเลยบางสิ่งที่แอบแฝงอยู่ไป ขั้นต่อไปหลังจากทำให้ไทยลีกมีแต่ทีมที่มีคุณภาพเรื่องของผู้ชมแล้ว เราต้องทำอย่างไรให้ทีมที่ยังมีคนดูน้อย หรือคนดูลดลง กลับมามีคนดูมากขึ้น เพื่อไม่ต้องยกความรับผิดชอบให้กับแฟนบอลของทีมที่มีค่าเฉลี่ยเยอะอยู่แล้วมากจนเกินไป

ฟุตบอลที่ไม่มีแฟนบอล มันก็คือ ไม่มีอะไรเลย

ทั้งนี้ ทีมที่น่าชื่นชมเลยในซีซั่นนี้ ก็มีหลายทีมนะครับ โดยเฉพาะ สนามช้าง อารีน่าของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีคนดูเกิน 1 หมื่นทั้งสองเกมที่ได้ลงสนามในบ้าน แล้วก็ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ด้วย เพราะขยับค่าเฉลี่ยคนดูขึ้นมาได้อย่างสวยงาม ทั้งที่ปีที่แล้วตกลงอย่างน่าใจหาย โดย “สวาทแคท” เล่นสองเกมในบ้าน มีคนดูเฉลี่ยประมาณ 10,380 คน ส่วนอีกทีม ที่อาจจะมีจำนวนไม่เยอะนัก แต่ด้วยขนาดสนามที่ไม่ใหญ่มาก และจำนวนคนดูไม่เคยตกจากค่าเฉลี่ยเลย ฉะนั้นก็ควรชื่นชม นั่นคือ การท่าเรือ เอฟซี ทีมฟอร์มแรง ที่มีค่าเฉลี่ยคนดู เกิน 5,000 คนทุกเกม ซึ่งถือว่าเกือบเต็มความจุ อีกหนึ่งทีมใหญ่อย่าง “กิเลนผยอง” เอง ก็ยังคงความมาตรฐานสูง โดยลงเล่นไปเกมเดียวในบ้าน และเป็นเกมที่ไม่มีแฟนบอลทีมเยือนด้วย แต่ก็มีคนดูมากกว่า 9,000 คน ถือว่ายอดเยี่ยมอยู่ ส่วน สุโขทัย เอฟซี และ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี สองทีมขนาดนี้ ก็ถือว่า ทำได้ดี ในการดึงดูดผู้ชมเข้าสนาม

ฟุตบอลที่ไม่มีแฟนบอล มันก็คือ ไม่มีอะไรเลย

ทว่า ในส่วนของทีมอย่าง สุพรรณบุรี เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, แบงค็อก ยูไนเต็ด และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่มีงบประมาณการลงทุนพอสมควร และ เป็นทีมระดับเกรด B และ B+ ของลีก ผมมองว่า ยังมีค่าเฉลี่ยของคนดูที่น้อยจนเกินไป โอเคว่า สุพรรณบุรี กับ เชียงราย ยังคงมีค่าเฉลี่ยเกิน 5,000 คนก็จริง แต่หากเปรียบเทียบกับสนาม และฐานแฟนบอลที่เคยทำได้แล้ว ถือว่าตกลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วน ชลบุรี, แบงค็อก และ ราชบุรี ที่การใช้สนามของพวกเขาล่าสุดนั้น ไม่มีทีมไหนมีคนดูเกิน 3,800 คน เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็นทีมที่มีชื่อเสียง และถูกคาดหมายว่าจะติดในอันดับ ท็อปไฟว์ หรือ ท็อปซิกซ์ได้เป็นอย่างน้อย ส่วนทีมอื่นๆ ที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง อย่าง อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด, พีที ประจวบ, ชัยนาท ฮอร์นบิล, ราชนาวี, พัทยา ยูไนเต็ด และ โปลิศ เทโร ก็ถือว่า ยังมีค่าเฉลี่ยที่อยู่ในระดับท้ายๆ ของลีก ณ ขณะนี้ ประมาณแค่ 2-3 พันคน ก็ต้องสร้างฐานแฟนคลับให้ได้เพิ่มขึ้นครับ เพื่อความยั่งยืนของสโมสร (ไม่นับ บางกอกกล๊าส เอฟซี ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงสนาม) … ในวันที่คุณภาพลีกกำลังมีมากขึ้น จากการกลั่นกรองทีมภายในสารบบ ด้วยคลับไลเซนซิ่ง ด้วยการลดจำนวนทีม ด้วยการวางโครงสร้างของแต่ละสโมสรที่เป็นไปแบบมืออาชีพ แต่ไม่ว่าจะยังไง “แฟนบอลก็ยังสำคัญที่สุด” อยู่เสมอ ผมเข้าใจว่า ฝ่ายการตลาดของแต่ละทีมกำลังต้องต่อสู้กับ สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก, ผลงานของบางทีมก็กำลังไม่สวยเท่าไร, โปรแกรมวันศุกร์ หรือการแข่งขัน 2 ทุ่มก็ทำให้คนดูเข้าสนามน้อย ประกอบกับ เทคโนโลยีชมฟุตบอลผ่านมือถือ ผ่านโทรทัศน์บนเตียงกำลังมาแรงแซงการนั่งกินลูกชิ้นดูบอลข้างสนาม แต่ไม่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “ฟุตบอลที่ไม่มีแฟนบอล นั่นหมายถึง มันไม่มีอะไรเลย” (Football Without Fans Is Nothing)

“จอน”

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline