จัดทีม XI เซาแธมป์ตัน จะเก่งขนาดไหน? ถ้าพวกเขาไม่ขาย สตาร์ดัง ให้ทีมอื่น

จัดทีม XI เซาแธมป์ตัน จะเก่งขนาดไหน? ถ้าพวกเขาไม่ขาย สตาร์ดัง ให้ทีมอื่น

เซาแธมป์ตัน สโมสรนี้ขึ้นชื่ออยู่แล้วในการปลุกปั้นนักเตะและขายออกไป ซึ่งนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีแข้งอยู่หลายรายที่ผ่านการค้าแข้งกับสโมสร ‘นักบุญ’ แห่งนี้ ก่อนที่จะก้าวไปสู่นักเตะระดับโลก

และลองคิดดูว่าถ้าสมมุติพวกเขาไม่ปล่อยสตาร์พวกนี้ออกจากทีมป่านนี้พวกเขาจะยืนอยู่ตรงไหนของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะลุ้นท็อป 4 หรือแชมป์อยู่ก้ได้

ซึ่งวันนี้ทาง ขอบสนาม เราจะพาไปดูกันว่าในแต่ละตำแหน่งที่พวกเขาปล่อยไปนั้นมีใครกันบ้าง จะโหดขนาดไหนไปดูกันเลย

ผู้รักษาประตู : อาร์เธอร์ โบรุค

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เซาแธมป์ตัน พึ่งปล่อยนายประตูมือดีออกไปเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ อาร์เธอร์ โบรุค ที่ย้ายไปเฝ้าเสาให้กับ บอร์นมัธ โดยนายทวารผู้นี้อยู่ค้าแข่งกับทีม “นักบุญ” ตั้งแต่ปี 2012 จนถึง 2015 ลงสนามไป 50 นัด โดยเป็นตัวเลือกแรกในช่วง 2 ซีซั่นแรก ก่อนปล่อยยืมตัวให้กับ บอร์นมัธ ในฤดูกาลที่ 3 ก่อนย้ายมาแบบถาวรในฤดูกาล 2015-16

ฟูลแบ็ค : ลุค ชอว์, นาธาเนียล ไคลน์

2 ฟูลแบ็คสัญชาติอังกฤษ โดยรายแรก ลุค ชอว์ นั้นเข้าสู่ทีมตั้งแต่ชุดอคาเดมี่เมื่อปี 2003 ก่อนก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2011ซึ่งด้วยฟอร์มที่โดดเด่นทำให้ถูกสโมสรใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สอยไปร่วมทีมตั้งแต่วัยเพียง 19 ปี ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 30 ล้านปอนด์
ส่วนทางด้าน นาธาเนียล ไคลน์ ย้ายมาร่วมทัพ เซาแธมป์ตัน เมื่อช่วงปี 2012 จากสโมสรคริสตัลพาเลซ ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษ ในช่วง 2 ปีให้หลัง และเป็น ลิเวอร์พูล ที่คว้าตัวไปร่วมทีม ก่อนที่ปัจจุบันด้วยอาการบาดเจ็บทำให้เขาแทบจะกลายเป็นแข้งส่วนเกินของ “หงส์แดง” ไปแล้ว

เซ็นเตอร์ฮาร์ฟ : เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

เริ่มกันที่ในรายของ ลอฟเรน จากการที่เจ้าตัวย้ายมาร่วมทีมในช่วงปี 2014 ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์ จากโอลิมปิก ลียง ก่อนที่จะฉายฟอร์มปราการหลังระดับโลก และเป็น ลิเวอร์พูล ที่มาสอยไปร่วมทีมพร้อมจ่ายค่าตัวที่มูลค่า 20 ล้านปอนด์
ส่วน ฟาน ไดค์ ย้ายมาร่วมทีมในช่วงปี 2015 ก่อนใช้เวลา 2 ฤดูกาลครึ่งในถิ่นเซนต์ แมรี่ ยกระดับฝีเท้าของเจ้าตัวจนกลายเป็นกองหลังที่แพงที่สุดในโลกด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ที่ ลิเวอร์พูล ยอมควักกระเป๋าจ่าย ซึ่งถือว่า เซาแธมป์ตัน ฟันกำไรบานเบอะเพราะ พวกเขาซื้อกองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ผู้นี้จาก เซลติก ด้วยราคาเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น

กองกลาง : วิคเตอร์ วานยาม่า, อดัม ลาลาน่า, อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ต้องชื่นชมแมวมองของ เซาแธมป์ตัน อีกแล้ว ที่ไปพบเจอกับ วานยาม่า ตั้งแต่ยังเล่นให้กับ กลาสโกล เซลติก ในลีกสก็อตแลนด์ ก่อนที่มิดฟิลด์ตัวรับชาวเคนย่าจะรับใช้สโมสรอยู่ 3 ปี ตั้งแต่ 2013-2016 ก่อนจะเป็น ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ จะคว้าตัวไปครอง และยังคงเป็นผู้เล่นตัวหลักของทัพตราไก่อยู่ในขณะนี้
ส่วนในรายของ ลาลาน่า นี้อยู่เด็กลูกหม้อของ เซาแธมป์ตัน ขนานแท้ เพราะเจ้าตัวเข้าสู่ทีมตั้งอายุเพียง 12 ปี และใช้เวลาในทีมชุดเล็กอีก 6 ปีก่อนได้รับเลื่อนชั้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ และเขาก็ได้ตอบแทนแบบคุ้มค่าด้วยการลงสนามไป 235 นัด ซัดไป 48 ประตู ตลอด 8 ปีในสีเสื้อเซาแธมป์ตัน ก่อนจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่มาคว้าตัวไปครองด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์
อีกหนึ่งเด็กปั้นของ เซาแธมป์ตัน แชมเบอร์เลน เข้าสู่ทัพนักบุญตั้งแต่วัยเพียง 7 ขวบเท่านั้น ก่อนค่อยๆ เติบโต จนอายุ 17 ปี ก็ได้ประเดิมกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก และด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเกินอายุจากการลงสนาม 36 นัด ยิง 9 ประตู ทำให้เขาได้เล่นกับทีมชุดใหญ่เพียงฤดูกาลเดียว ก่อนถูก อาร์เซน่อล คว้าตัวไปร่วมทีมด้วยเงินจำนวน 17 ล้านปอนด์แลกกับเด็กที่พึ่งถูกดันสู่ทีมชุดใหญ่

กองหน้า : แกเร็ธ เบล, ซาดิโอ มาเน่, กราเซียโน่ เปลเล่

แกเร็ธ เบล คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของสโมสร จากการปลุกปั้นของทีมตั้งแต่วัย 10 ปีที่ เบล ได้เข้าสู่อคาเดมี่ ก่อนใช้เวลา 7 ปีกับทีมอคาเดมี่ ก่อนเป็น สเปอร์ส ที่เอาชนะสโมสรใหญ่ๆ คว้าตัวไปร่วมทัพแลกกับเงินเพียง 2 ล้านปอนด์เท่านั้น ก่อนที เบล จะสถาปนาตัวเองก้าวสู่นักเตะระดับโลกจากการย้ายไป เรอัล มาดริด และคว้าแชมป์มาประดับบารมีอย่างมากมาย
ส่วนในรายของ ซาดิโอ มาเน่ และกราเซียโน่ เปลเล่ นั้นเข้ามาสู่ทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2014 เพื่อเป็นตัวแทนของ อดัม ลาลาน่า และริคกี้ แลมเบิร์ต ซึ่งทั้งคู่ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เปลเล่ ยิง 23 ประตู จากการลงสนาม 68 นัด ส่วน มาเน่ 2 ปีของเขาก็ยิงไป 21 ประตุ จากการลงเล่น 67 นัด ก่อนที่สุดท้ายทั้งคู่จะแยกย้าย ซาดิโอ มาเน่ เก็บกระเป๋าไปร่วมทัพ ลิเวอร์พูล ส่วน เปลเล่ ไปล่าเงินหยวนกับ ซานตง ลู่เนิ่ง ในประเทศจีน

ตัวสำรอง : โชเซ่ ฟอนเต้, คาร์ลั่ม แชมเบอร์, ดูซาน ทาดิซ, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, ธีโอ วัลค็อตต์, เจย์ โรดริเกซ

RELATED NEWS